[ดูหนังหาแก่นธรรม] Departures - เรียนรู้การจากลา เพื่อกลับมาเข้าใจชีวิต
เรามักคิดว่าการจากลาเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้เมื่อใครสักคนจากไป แต่บางที ชีวิตก็ให้เราฝึกเรื่องนี้มาตลอด ผ่านความฝันที่ไม่ได้เป็นจริง งานที่ต้องเลิกทำ บ้านที่ต้องย้ายออก หรือความสัมพันธ์ที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
การจากลาบางครั้งมีโอกาสให้เตรียมใจ บางครั้งก็มาถึงก่อนที่เราจะทันกล่าวคำสำคัญ และแม้เหตุการณ์จะผ่านไปนานแล้ว ใจของเราก็อาจยังอยู่ตรงวันที่สูญเสีย
Departures หรือ ความสุขนั้นคือนิรันดร์ ภาพยนตร์ญี่ปุ่นปี 2008 กำกับโดยโยจิโร ทาคิตะ เจ้าของรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมในปี 2009 พาเราเข้าไปใกล้การจากลาผ่านอาชีพที่คนจำนวนมากอยากอยู่ให้ห่าง นั่นคืองานเตรียมร่างผู้เสียชีวิตก่อนบรรจุลงโลง
หนังค่อย ๆ เปิดให้เห็นว่า ท่ามกลางความเงียบของคนที่จากไป ยังมีความรู้สึกมากมายของคนที่อยู่ข้างหลัง ทั้งความรัก ความเสียใจ ความโกรธ และถ้อยคำที่ไม่มีโอกาสได้บอกกัน
และบางครั้ง การได้ดูแลผู้จากไปเป็นครั้งสุดท้าย ก็ช่วยให้คนที่ยังอยู่เริ่มต้นอยู่กับชีวิตของตนเองได้อีกครั้ง
บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญและตอนจบของภาพยนตร์
ก่อนพบความตาย เราต่างเคยเผชิญกับการ “จากเป็น”
ไดโกะ โคบายาชิ เป็นนักเชลโลที่พยายามสร้างชีวิตในโตเกียว เขาลงทุนกับเครื่องดนตรีและฝากอนาคตไว้กับการเล่นดนตรีในวงออร์เคสตรา แต่เมื่อวงยุบลง ชีวิตที่วางไว้ก็หยุดชะงัก เขาต้องขายเชลโลและพามิกะ ภรรยา กลับไปอยู่บ้านเกิด
สิ่งที่ไดโกะสูญเสียจึงมีมากกว่ารายได้ เขาต้องเผชิญคำถามด้วยว่า เมื่อไม่ได้เป็นนักดนตรีอย่างที่หวังไว้แล้ว เขาจะเป็นใคร และจะเดินต่อไปทางไหน
ระหว่างหางาน เขาพบประกาศที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นงานเกี่ยวกับการเดินทาง แต่เมื่อไปสัมภาษณ์ กลับพบว่าสิ่งที่บริษัททำคือการเตรียมร่างผู้เสียชีวิต เพื่อส่งพวกเขาออกเดินทางเป็นครั้งสุดท้าย
ไดโกะรับงานด้วยแรงจูงใจเรื่องค่าตอบแทน ขณะที่ยังรู้สึกหวาดหวั่นและกระอักกระอ่วนกับสิ่งที่ต้องทำ จากมือที่เคยจับคันชักเชลโล เขาต้องเรียนรู้การสัมผัสร่างที่ไม่มีลมหายใจ และยังไม่กล้าบอกภรรยาตรง ๆ ว่างานใหม่ของตนคืออะไร
ก่อนที่หนังจะพาเราไปเผชิญความตาย จึงพาเรามาพบการสูญเสียอีกแบบหนึ่งก่อน นั่นคือการต้องจากชีวิตที่เคยคิดว่าจะเป็นของเรา
ประเด็น “จากเป็น” และ “จากตาย” ซึ่งปรากฏในบทสรุปเสวนาของพระไพศาล วิสาโล ช่วยเปิดมุมให้เรามองเรื่องราวช่วงนี้ได้ชัดขึ้น เพราะความพลัดพรากไม่ได้เริ่มต้นเมื่อชีวิตสิ้นสุดลงเท่านั้น เราอาจสูญเสียคนคนหนึ่งทั้งที่เขายังมีชีวิต หรือสูญเสียวิถีชีวิตที่รักทั้งที่เรายังต้องตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตต่อทุกวัน
ในมุมพุทธธรรม ความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดาของสิ่งที่อาศัยเหตุปัจจัย เมื่อเหตุปัจจัยเปลี่ยน สิ่งที่เราหวังจะรักษาไว้ก็อาจไม่ดำเนินต่อไปตามใจเรา ความเข้าใจนี้ไม่ได้ทำให้ความผิดหวังหายไปทันที แต่ช่วยให้เราเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของชีวิตไม่จำเป็นต้องเป็นคำตัดสินว่าเราล้มเหลวทั้งคน
ไดโกะยังไม่รู้ว่างานใหม่จะพาเขาไปพบอะไร เขาเพียงเริ่มต้นทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างติดขัดและไม่มั่นใจ
ชีวิตจริงของเราหลายครั้งก็คงเป็นเช่นนั้น เราไม่จำเป็นต้องมองเห็นความหมายของการสูญเสียตั้งแต่วันแรก บางช่วงเวลา เพียงยอมรับได้ว่าชีวิตเดิมสิ้นสุดลงแล้ว และค่อย ๆ เรียนรู้ว่าจะอยู่ต่ออย่างไร ก็เป็นก้าวที่สำคัญมากแล้ว
เมื่อมองเข้าไปใกล้ สิ่งที่เคยรังเกียจก็เผยให้เห็นความหมาย
งานเตรียมร่างใน Departures ถูกถ่ายทอดอย่างละเอียด เราเห็นการประคองศีรษะ การเช็ดทำความสะอาด การเปลี่ยนเสื้อผ้าใต้ผ้าคลุมเพื่อรักษาความมิดชิด และการแต่งใบหน้าอย่างระมัดระวัง ทุกขั้นตอนเกิดขึ้นต่อหน้าครอบครัวของผู้เสียชีวิต
ในตอนแรก ไดโกะมองเห็นความน่ากลัวของร่างที่ไร้ชีวิต แต่เมื่อได้ติดตามซาซากิ ผู้เป็นนายจ้างและครู เขาค่อย ๆ เห็นสิ่งที่อยู่รอบร่างนั้นด้วย
เขาเห็นคนที่กำลังมองใบหน้าของคนรักเป็นครั้งสุดท้าย เห็นความอาลัยที่บางคนแสดงออกด้วยน้ำตา ขณะที่บางคนเก็บไว้ในความเงียบ และเห็นว่าความใส่ใจของผู้ทำหน้าที่สามารถเปลี่ยนบรรยากาศของการอำลาได้อย่างไร
คนตรงหน้ามีชื่อ มีเรื่องราว และเคยเป็นโลกทั้งใบของใครบางคน
งานของไดโกะจึงเชื่อมโยงกับกรุณาอย่างชัดเจน เขาไม่อาจทำให้ผู้ตายฟื้นคืน หรือทำให้ญาติไม่ต้องสูญเสีย แต่เขาสามารถดูแลช่วงเวลาที่เปราะบางนี้ด้วยความเคารพ การกระทำเล็ก ๆ ของเขาช่วยให้ครอบครัวรับรู้ว่า คนที่ตนรักยังได้รับการปฏิบัติอย่างอ่อนโยนจนถึงวาระสุดท้าย
ถึงกระนั้น ผู้คนรอบตัวก็ไม่ได้เห็นคุณค่าของงานนี้ตั้งแต่ต้น มิกะรู้สึกรับไม่ได้เมื่อทราบความจริงเกี่ยวกับอาชีพของสามี ความรังเกียจที่มีต่องานเกี่ยวกับศพกลายเป็นระยะห่างระหว่างคนสองคน
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเธอได้เห็นไดโกะเตรียมร่างหญิงเจ้าของโรงอาบน้ำที่ทั้งคู่รู้จัก คราวนี้งานของเขาอยู่ตรงหน้าเธออย่างครบถ้วน ทั้งความสำรวม ความชำนาญ และความอ่อนโยนที่มอบให้คนคุ้นเคยซึ่งจากไปแล้ว
งานนั้นยังเป็นงานเดิม แต่เธอเริ่มเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น
ฉากนี้ชวนให้เราสังเกตใจตนเองว่า บ่อยเพียงใดที่ความรู้สึกไม่ชอบเกิดขึ้นก่อนความเข้าใจ และเราเผลอใช้ความรู้สึกนั้นตัดสินคุณค่าของคนหรืองานบางอย่างไปแล้ว
ในทางพุทธธรรม การมีสติรู้ทันความรังเกียจเปิดโอกาสให้เราไม่ต้องเชื่อตามมันทุกครั้ง เรารับรู้ได้ว่ากำลังไม่ชอบ กำลังกลัว หรือกำลังอยากถอยหนี แล้วค่อยกลับมาดูว่า สิ่งตรงหน้าเป็นอย่างที่เราตัดสินไว้ทั้งหมดจริงหรือไม่
ความเข้าใจใหม่เช่นนี้ต้องอาศัยการมองอย่างใส่ใจ ไดโกะไม่ได้ค้นพบคุณค่าของงานด้วยการบอกตัวเองให้คิดบวก เขาค้นพบผ่านการลงมือทำ ผ่านความสัมพันธ์ และผ่านการเห็นความทุกข์ของผู้อื่นใกล้ขึ้น
เช่นเดียวกับการเผชิญความสูญเสีย มุมมองที่เปลี่ยนไปอาจช่วยให้เราอยู่กับเหตุการณ์ได้ต่างออกไป แต่ไม่ได้หมายความว่าความเจ็บปวดเป็นเพียงความคิดที่ควรกำจัด คนที่สูญเสียยังมีสิทธิ์เศร้า คิดถึง หรือรู้สึกว่าตนเองยังไม่พร้อม
กรุณาจึงรวมถึงการให้เวลากับความรู้สึกเหล่านั้น ทั้งของผู้อื่นและของเราเอง
มือที่ดูแลคนอื่น กลับมาสัมผัสบาดแผลของตนเอง
แม้ไดโกะจะเรียนรู้การดูแลผู้จากไปมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่มีการจากลาครั้งหนึ่งที่เขายังทำใจไม่ได้ นั่นคือการจากไปของพ่อ ซึ่งทิ้งเขากับแม่ตั้งแต่เขายังเด็ก
พ่อยังมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่ง แต่สำหรับเด็กคนหนึ่ง ความสัมพันธ์ได้ขาดหายไปแล้ว ความเจ็บปวดจากวันนั้นติดตามไดโกะมาจนเป็นผู้ใหญ่ และกลายเป็นความโกรธที่เขามีต่อพ่อ
เมื่อได้รับข่าวว่าพ่อเสียชีวิต เขาจึงไม่ได้รู้สึกอยากเดินทางไปหาในทันที ความตายไม่ได้ทำให้ความขุ่นเคืองที่สะสมอยู่หายไปเอง
ท้ายที่สุด ไดโกะไปพบร่างพ่อ และเมื่อเห็นการจัดการร่างอย่างเร่งรีบ เขาตัดสินใจลงมือเตรียมร่างด้วยตนเอง มือที่เคยดูแลคนแปลกหน้ามามากมาย จึงได้กลับมาดูแลคนที่ทิ้งบาดแผลลึกที่สุดไว้ในใจเขา
ระหว่างนั้น เขาพบก้อนหินเล็ก ๆ ในมือพ่อ เป็นก้อนหินที่เขาเคยมอบให้เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก
หนังก่อนหน้านี้เล่าถึงการใช้ก้อนหินแทนจดหมาย เลือกหินเพื่อสื่อความรู้สึกให้กันโดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำ ก้อนหินที่ปรากฏในฉากสุดท้ายจึงพาความทรงจำของความผูกพันกลับมาพร้อมกับความเจ็บปวด
มันไม่ได้อธิบายว่าทำไมพ่อจึงจากไป ไม่ได้คืนวัยเด็กที่สูญเสีย และไม่ได้ทำให้การทอดทิ้งกลายเป็นเรื่องถูกต้อง แต่การที่พ่อยังเก็บมันไว้ ทำให้ไดโกะได้พบรายละเอียดอีกด้านหนึ่งของความสัมพันธ์ที่เขาอาจคิดว่าขาดสะบั้นไปนานแล้ว
หากมองผ่านพุทธธรรม ฉากนี้ชวนให้เห็นการคลายความยึดถือในภาพของคนคนหนึ่งที่อยู่ในใจเรา
เมื่อถูกทำร้าย เราอาจจดจำใครบางคนผ่านเหตุการณ์นั้นจนภาพของเขาหยุดนิ่ง ความเจ็บปวดมีเหตุผลของมัน แต่ภาพที่เราเก็บไว้อาจยังไม่ใช่เรื่องราวทั้งหมดของอีกฝ่าย
การเปิดรับรายละเอียดใหม่ไม่ได้บังคับให้เราต้องให้อภัยทันที หรือกลับไปมีความสัมพันธ์เช่นเดิม โดยเฉพาะในความสัมพันธ์ที่ยังทำร้ายกันอยู่ แต่บางครั้งมันช่วยให้เราไม่ต้องแบกความโกรธด้วยน้ำหนักเท่าเดิมตลอดชีวิต
การปล่อยวางในความหมายนี้จึงค่อย ๆ เกิดขึ้นได้ ขณะที่เรายอมรับทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและความรู้สึกของตนเอง โดยไม่ต้องฝืนบอกว่าไม่เป็นไร
สำหรับไดโกะ เขาไม่อาจกลับไปพูดคุยกับพ่อได้แล้ว แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ทำได้ในปัจจุบัน คือดูแลร่างของพ่อด้วยความใส่ใจ ความสัมพันธ์ที่ค้างคาอยู่จึงได้รับการสัมผัสอีกครั้งผ่านการกระทำ แม้จะไม่มีบทสนทนาใดตามมา
เมื่อมองย้อนกลับไป งานที่เขาเคยรังเกียจได้พาเขามาถึงช่วงเวลานี้ และมอบวิธีหนึ่งให้เขาอยู่กับการจากลาของตนเอง
Departures ทำให้ความตายค่อย ๆ ขยับจากเรื่องไกลตัวเข้ามาอยู่ในความสัมพันธ์ที่เราคุ้นเคย การระลึกถึงความตายในมุมของมรณสติจึงอาจช่วยให้เรากลับมาเห็นว่า เวลาที่มีให้กันไม่ได้แน่นอน และชีวิตไม่จำเป็นต้องรอให้ทุกอย่างพร้อมก่อนจึงจะเริ่มใส่ใจกัน
เราอาจยังมีโอกาสไปหาใครสักคน ฟังเขาให้จบ บอกความรู้สึกที่เก็บไว้นาน หรือขอโทษในสิ่งที่เรารู้ว่าทำให้เขาเจ็บ โดยยอมรับด้วย