เลิกสมาทานความเชื่อที่ว่า “ธรรมะ” ต้องแยกจาก “การเมือง”
เกือบร้อยปีหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในความรับรู้ของคนทั่วไปมองว่าการเมืองเป็นเรื่องสกปรก เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีและรักษาผลประโยชน์ของตนหรือกลุ่มของตน เราจึงมักแยกเรื่องการเมืองออกจาก “ธรรมะ” หรือ “ศาสนา” อย่างเด็ดขาด โดยมองว่าธรรมะเป็นของสูง ส่วนการเมืองเป็นเรื่องทางโลกที่แปดเปื้อน แต่พุทธทาสภิกขุมองสวนทางอย่างสิ้นเชิง ท่านยืนยันว่า “ธรรมะกับการเมืองคือเรื่องเดียวกัน” จากมุมมองนี้ การเมืองคือธรรมะเพราะมันคือหน้าที่ของมนุษย์ในการจัดการการอยู่ร่วมกัน เพื่อให้สังคมดำเนินไปอย่างสงบและเป็นสุขตามกฎของธรรมชาติ
สังคมไทยมักตั้งคำถามอยู่เสมอเมื่อเห็นพระสงฆ์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเมืองหรือเมื่อหลักศาสนาถูกนำมาพูดในบริบทของการเมือง วาทกรรมอย่าง “ศาสนาต้องแยกจากการเมือง” หรือ “พระไม่ควรยุ่งการเมือง” จึงค่อย ๆ กลายเป็นความเชื่อหลักที่ฝังรากลึกในสำนึกสาธารณะ ราวกับเป็นกติกาที่ไม่อาจตั้งคำถามได้ แต่พุทธทาสภิกขุไม่ได้สมาทานความเชื่อเช่นนั้น เพราะหากแยกสองสิ่งนี้ออกจากกันการเมืองจะเป็นการทำลายโลก พระสามารถทำหน้าที่เป็น “มโนธรรมสำนึกทางสังคม” คอยชี้แนะ เตือนสติ และวิพากษ์วิจารณ์การเมืองได้ และท่านยังเสนอแนวคิดที่เฉียบคมว่า “การเมืองและธรรมะแท้จริงคือเรื่องเดียวกัน”
คำกล่าวนี้มิใช่การเชิญชวนให้ศาสนาเข้าไปครอบงำอำนาจรัฐ หากแต่เป็นการชวนเราย้อนกลับไปสำรวจรากฐานความหมายของคำว่า “การเมือง” ว่ามิใช่เพียงเกมอำนาจหรือการช่วงชิงผลประโยชน์ แต่คือกระบวนการจัดสรรชีวิตร่วมกันของมนุษย์บนฐานของความถูกต้อง ความเป็นธรรม และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
รากเหง้าความเชื่อ: ทำไมเราถึงแยก “การเมือง” ออกจาก “พระ/ศาสนา”?
แนวคิดการแยกศาสนาออกจากการเมืองในไทย ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เกิดจากการผสมผสานของอย่างน้อย 3 ปัจจัยหลัก:
- แนวคิดรัฐฆราวาสตะวันตก (Secular State): เราได้รับอิทธิพลจากแนวคิดเสรีนิยมที่ต้องการแยกศาสนจักรออกจากอาณาจักร (Separation of Church and State) เพื่อป้องกันไม่ให้ศาสนาก้าวก่ายอำนาจรัฐ และไม่ให้รัฐใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ
- ลักษณะเฉพาะของพุทธเถรวาท: พุทธศาสนาแบบเถรวาทในไทยเน้นเป้าหมายสูงสุดคือ “นิพพาน” หรือความหลุดพ้นส่วนตน ทำให้การยุ่งเกี่ยวกับเรื่องบริหารบ้านเมืองถูกมองว่าเป็นเรื่อง “โลกิยะ” ที่วุ่นวาย เป็นกิจของคฤหัสถ์ไม่ใช่ของสงฆ์ เมื่อเทียบกับมหายาน ในจีน ญี่ปุ่น หรือทิเบต (มหายาน/วัชรยาน) ซึ่งมีแนวคิด “พระโพธิสัตว์” ที่ต้องช่วยเหลือสรรพสัตว์และสังคม พระจึงมีบทบาททางสังคมและการเมืองได้มากกว่าโดยไม่รู้สึกผิดแปลกเท่าเถรวาท
- ระบบการศึกษา: แบบเรียนไทยมักสอนให้พระเป็น “ปูชนียบุคคล” บนหิ้ง มีหน้าที่ให้ศีลให้พรและทำพิธีกรรม การสอนในแบบเรียนไทยมักแยก “ทางโลก” (วุ่นวาย, การเมือง) ออกจาก “ทางธรรม” (สงบ, สันติ) ทำให้เกิดเส้นแบ่งเด็ดขาดว่า “ธรรมะ = สงบ” และ “การเมือง = วุ่นวาย”
เมื่อรากฐานความคิดเป็นเช่นนี้ คนส่วนใหญ่จึงมองว่าธรรมะควรอยู่ที่วัด ส่วนการเมืองควรอยู่ที่สภา หากนำมารวมกันจึงดู “ผิดที่ผิดทาง”
ทวงคืนความหมายที่แท้ของ “การเมือง”
หากเราวางภาพจำของการเมืองที่เต็มไปด้วยการสาดโคลน การแสวงหาผลประโยชน์ หรือการคอร์รัปชันลง แล้วมองไปที่ความหมายเดิม “การเมือง” ในความหมายที่บริสุทธิ์ คือ “การจัดการปัญหาของมนุษย์ เพื่อให้คนหมู่มากสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข (ศานติ) ปราศจากการเบียดเบียน”
เมื่อเป้าหมายของการเมืองคือ “ความสงบสุขของสังคม” สิ่งที่จะขับเคลื่อนมันได้ดีที่สุดย่อมหนีไม่พ้น “ธรรมะ”
เพื่อให้เข้าใจว่าสองสิ่งนี้เป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างไร ต้องเข้าใจนิยามของ “ธรรมะ” ในมุมมองของท่านพุทธทาส ซึ่งมี 4 ความหมาย:
- สภาวธรรม: ธรรมชาติของสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริง ทั้งสิ่งที่เป็นรูปธรรม นามธรรม
- กฎของธรรมชาติ: กฎเกณฑ์ที่ควบคุมความเป็นไปของสิ่งเหล่านั้น
- หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ: สิ่งที่มนุษย์ต้องปฏิบัติเพื่อให้ดำรงอยู่ได้อย่างถูกต้องและเป็นสุข
- ผลที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่: ผลลัพธ์คือความสุขความเจริญ
จะเห็นว่าธรรมะในความหมายของพุทธทาสเริ่มจากความจริงง่าย ๆ ว่า ธรรมชาติของสรรพสิ่งต่างๆ มีกฎของมันและเมื่อเราปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับกฎหรือทำหน้าที่ถูกต้อง ก็จะได้รับผลที่เกิดขึ้นคือความสุข สันติ และความไม่เป็นปัญหา ตัวอย่างเช่น
- โลกของเราอยู่ภายใต้อิทธิพลของแรงโน้มถ่วงที่ดึงทุกสิ่งลงสู่พื้นโลก หน้าที่ของเรามิใช่ไปโต้เถียงกฎนั้น แต่คือการรู้และปฏิบัติให้สอดคล้อง เช่น เดินอย่างระมัดระวัง ไม่ก้าวพลาด ผลที่เกิดขึ้นคือไม่ล้ม ไม่เจ็บ ไม่เป็นปัญหา แต่หากเพิกเฉยต่อกฎ ผลก็เกิดขึ้นทันทีโดยไม่เลือกใคร
- ร่างกายเรามีกฎของมัน เช่น ต้องการอาหาร การพักผ่อน และการขับของเสีย หน้าที่ของเรา คือ กินพอดี นอนพอ และดูแลสุขภาพ เมื่อทำหน้าที่สอดคล้องกับกฎของร่างกาย ผลที่เกิดขึ้นคือร่างกายไม่เจ็บป่วย ไม่เป็นปัญหา แต่หากฝืนกฎ ร่างกายย่อมแสดงปัญหาออกมา
เช่นเดียวกันสังคมสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดก็มีธรรมชาติและกฎของมัน โดยปกติเมื่อสิ่งมีชีวิตต้องอยู่ร่วมกันการแก่งแย่งย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา หน้าที่ของมนุษย์ที่มีปัญญาจึงไม่ใช่การแข่งเพื่อเอาชนะกัน แต่คือการบริหารจัดการความแตกต่างนั้นด้วยความเป็นธรรมและความรับผิดชอบ เมื่อทำหน้าที่นี้อย่างถูกต้อง สังคมก็ไม่ล่มสลายและไม่กลายเป็นปัญหา
จุดเชื่อมโยงสำคัญอยู่ที่ความหมายที่ 3 คือ “หน้าที่” ท่านพุทธทาสสรุปความสัมพันธ์นี้ไว้ว่า:
การเมืองคือหน้าที่ของมนุษย์ที่จะบริหารจัดการสังคม เพื่อให้อยู่เป็นสุข และหน้าที่นี้คือส่วนหนึ่งของธรรมะ ดังนั้น การเมืองจึงคือธรรมะ” หากการเมืองขาดธรรมะ (ขาดการทำหน้าที่เพื่อความถูกต้อง) การเมืองจะกลายเป็นเรื่องสกปรก เป็นเพียงเครื่องมือแสวงหาอำนาจและทำลายโลกทันที
เผด็จการโดยธรรม
อ. พุทธทาสผสานแนวคิดของธรรมเข้ากับการเมืองและได้เสนอระบอบการเมืองที่มักถูกเข้าใจผิดและวิพากษ์วิจารณ์ คือ “ธรรมาธิปไตย” ซึ่งหมายถึงระบอบการปกครองหรือการจัดระเบียบสังคมที่ถือเอา “ธรรมะ” หรือ “ความถูกต้อง (ตามกฎของธรรมชาติ)” เป็นอำนาจสูงสุด หรือ ท่านใช้คำว่า “เผด็จการโดยธรรม”
คำว่า “เผด็จการ” ที่ท่านใช้ ไม่ได้หมายถึงระบอบเผด็จการหรืออำนาจนิยม ที่ให้บุคคลหรือคณะบุคคลเป็นใหญ่แต่ท่านหมายถึง “เผด็จการโดยความถูกต้อง” คือให้ “ธรรมะ” เป็นใหญ่เด็ดขาด
- ในระบอบนี้ ไม่มีใครมีอำนาจเหนือความถูกต้อง ซึ่งความถูกต้องนี้ต้องสอดคล้องกับ กฎของธรรมชาติ
- เป็นระบบการจัดระเบียบเพื่อให้คนจำนวนมากอยู่ร่วมกันได้โดยปราศจากปัญหาและ ไม่ต้องใช้อาชญา (การบังคับหรือการใช้ความรุนแรง)
- เป้าหมายสูงสุดคือ ประโยชน์และความสุขของมหาชน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของพรรคพวกหรือตนเอง
ธรรมาธิปไตยเปรียบเสมือน “การเดินเรือโดยยึดเข็มทิศและแผนที่เดินเรือที่ถูกต้อง” แม้จะมีฝีพายจำนวนมาก (เปรียบเหมือนเสียงข้างมาก) แต่ทุกคนต้องยอมจำนนต่อทิศทางที่ถูกต้องของแผนที่ (เปรียบเหมือนธรรมะ) เพื่อให้เรือและผู้โดยสารทุกคนถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย ไม่ใช่พายไปตามความอยากของฝีพายแต่ละคนจนเรือหลงทางหรืออับปางลง
ลบภาพจำของการเมืองเก่าสู่การเมืองใหม่
“การเมืองกับธรรมะแท้จริงแล้วคือเรื่องเดียวกัน” คำกล่าวนี้มิใช่การเชิญชวนให้ศาสนาเข้าไปครอบงำอำนาจรัฐ หากแต่เป็นการชวนเราย้อนกลับไปสำรวจรากฐานความหมายของคำว่า “การเมือง” ว่ามิใช่เพียงเกมอำนาจหรือการช่วงชิงผลประโยชน์ แต่คือกระบวนการจัดสรรชีวิตร่วมกันของมนุษย์บนฐานของความถูกต้อง ความเป็นธรรม และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม การทวงคืนความหมายที่แท้จริงของ “การเมือง” ในแบบที่พุทธทาสชี้ให้เห็น จึงไม่ใช่การทำให้ศาสนากลายเป็นการเมือง หากแต่เป็นการทำให้การเมืองกลับมาเป็นเรื่องของมนุษยธรรมอีกครั้งหนึ่ง
และสุดท้ายแล้ว การยอมรับว่า “ธรรมะคือการเมือง” จะเปลี่ยนมุมมองของเราต่อชีวิตประจำวัน การเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่ทำเนียบรัฐบาล แต่คือ “หน้าที่” ของเราทุกคนในการสร้างสังคมปกติสุข
- เมื่อคุณแยกขยะ… คุณกำลังทำการเมือง
- เมื่อคุณเคารพกฎจราจร… คุณกำลังทำการเมือง
- เมื่อคุณไม่เอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน… คุณกำลังทำการเมือง
การนำธรรมะกลับมาสู่การเมือง จึงไม่ใช่การทำให้รัฐกลายเป็นรัฐศาสนา แต่คือการ “ทวงคืนความหมายที่สูงสุด” ของการเมือง ให้กลับมาเป็นเครื่องมือสร้างสันติให้โลกและเราทุกคนอย่างที่มันควรจะเป็น
“ถ้าแยกการเมืองออกจากธรรมะ การเมืองจะกลายเป็นเรื่องสกปรก และทำลายโลกทันที” — พุทธทาสภิกขุ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
- ธรรมโฆษณ์ เรื่อง ธรรมะกับการเมือง
- ธรรมะกับการเมือง: การสังเคราะห์พุทธทัศน์ของพุทธทาสภิกขุว่าด้วยจริยศาสตร์และการปกครอง
- “การเมืองใหม่ที่แท้จริง” ยังไม่เคยมาถึง…เหล้าเก่าในขวดใหม่ ของ “ตัวกู-ของกู”
- How to เลือก “คนดี” สู่สภา
- การเมืองของสัตบุรุษ กับ การเมืองของอสัตบุรุษ
- การเมืองเรื่องศีลธรรมและกุศล: เมื่อศาสนาและการเมืองต่างมุ่งสร้างสันติภาพ
