The Art of Letting Happiness Find You: ศิลปะของการให้ความสุขเดินมาหาเอง
เคยสังเกตไหม… พอเราหยุด “ไล่ล่า” ความสุข ความสุขมันกลับเดินมาหาเราเอง
เพราะในหลายครั้ง สิ่งที่ทำให้เราไม่มีความสุข ไม่ใช่ความทุกข์ที่ถาโถมเข้ามา แต่คือ “ความต้องการจะต้องสุข” ต่างหากที่เราแบกไว้
ต้องการความสุข คือ ความหิว
เมื่อใดที่เรามีความอยาก (อยากจะสุข) เมื่อนั้นเราจะกลายเป็น “ผู้หิว” ทันที และความหิวนั่นแหละคือตัวทุกข์ที่กัดกินใจเราอยู่เงียบ ๆ
ในทางจิตวิทยาอธิบายว่า เมื่อเราตั้งเป้าว่า “ฉันต้องมีความสุข” สมองจะเริ่มจับจ้องที่ “ความขาด” หรือ สิ่งที่ยังไม่มีในตอนนี้ ทำให้เราเป็นทุกข์ เพราะมัน คือ การยืนยันความขาดแคลน (The Affirmation of Lack) เมื่อคุณบอกตัวเองว่า “ฉันต้องมีความสุขมากกว่านี้” จิตใต้สำนึกของคุณจะรับรู้ความจริงอีกอย่างว่า “ตอนนี้ฉันไม่มีความสุขเลย!”
คนส่วนใหญ่มักผูกความสุขไว้กับเงื่อนไข เช่น “ถ้าได้เลื่อนตำแหน่งแล้วจะสุข” หรือ “ถ้ามีเงินเท่านี้แล้วจะสุข” และไล่ล่าพยายามทำให้เงื่อนไขนั้นเป็นจริง แต่สิ่งที่แปลกก็คือ เมื่อเราเลิกปรารถนาผลลัพธ์เหล่านั้น เงื่อนไขที่ผูกมัดใจเราจะหลุดออกไปทันที ความสุขแบบ “ไม่มีเงื่อนไข” จึงเกิดขึ้นได้ในปัจจุบันขณะ (Here and Now) เพราะไม่ต้องรออนาคต
นี่ไม่ใช่การปฏิเสธความสุข ไม่ใช่การอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไร แต่เป็นการเลิก “ยึด” ว่ามันต้องเป็นแบบไหนหรือต้องมาเมื่อไหร่ ความสุขนั้น ถ้าเราจ้องมองมันตรงๆ มันจะวิ่งหนี แต่ถ้าเราหันไปใส่ใจกับการทำหน้าที่ของตนเองอย่างสงบและมีสติ (ตามหลักการทำงานคือการปฏิบัติธรรม) ความสุขก็จะเดินเข้ามาสะกิดหลังเราเอง
เมื่อเราหยุดไล่ล่า เราไม่ได้เสียความสุขไปอย่างที่กลัว แต่สิ่งที่เราเสียไปคือ “ความหิว” และเมื่อความหิวสงบลง ความอิ่มซึ่งก็คือความสงบจึงปรากฏขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ นี่คือสภาวะของ “นิพพาน” (ความเย็น) ที่เกิดขึ้นในใจ แม้จะเป็นนิพพานชั่วคราวในขณะนั้นก็ตาม และในภาวะนี้ เราจะทำกิจการ การงาน ต่างๆ ได้ดีขึ้นด้วย เพราะใจไม่เร่าร้อน วุ่นวาย
พื้นที่ว่างที่ไม่วุ่นวาย
พอเราไม่ต้องการอะไร ใจมันจะคลายตัวออก และเมื่อใจคลาย “พื้นที่ว่าง” ก็จะเกิดขึ้น ในพื้นที่ว่างนั้นเองที่ความสุขแบบเบา ๆ เงียบ ๆ ไม่ต้องประกาศตัว จะค่อย ๆ เผยโฉมออกมา
อ. พุทธทาสสอนให้เรา “อยู่ด้วยจิตว่าง” เพราะนั่นคือการอยู่อย่างมีความสุขที่สุด พื้นที่ว่างที่เกิดขึ้นเมื่อเราหยุดความต้องการ ไม่ใช่ความอ้างว้างไม่มีอะไร (Void) แต่เป็นความว่างจาก “ตัวตนที่วุ่นวาย” ว่างจากความคาดหวังที่คอยบีบคั้นเราอยู่ตลอดเวลา
เช่นนั้นเอง
ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งบวกและลบ เมื่อเรามองเห็นว่า “ความสุข” ก็เป็นเช่นนั้นเอง “ความทุกข์” ก็เป็นเช่นนั้นเอง ใจจะเริ่ม วางเฉยอย่างอ่อนโยน
การวางเฉยนี้คือการไม่ผลักไสทุกข์ และไม่กระหายสุข และในวินาทีที่ใจไม่เลือกข้างนั่นเอง “ความสงบเย็น” (นิพพานน้อย ๆ) ก็จะผลิบานขึ้นมาเป็นผลพลอยได้ที่งดงามที่สุด
อุปมาของความสุขนั้น “เหมือนกับผีเสื้อ” ยิ่งคุณวิ่งไล่จับมันเท่าไร มันก็จะยิ่งบินหนีคุณไปไกลเท่านั้น แต่ถ้าคุณลองนั่งลงเงียบ ๆ และหันไปสนใจสิ่งอื่นอย่างสงบ… ไม่นานนัก ผีเสื้อตัวนั้นจะค่อย ๆ บินมาเกาะที่ไหล่ของคุณเองโดยที่คุณไม่ได้ร้องขอ
การ “ไม่ต้องการความสุข” ไม่ใช่การใช้ชีวิตอย่างซังกะตายหรือไร้จุดหมาย แต่เป็นการใช้ชีวิตด้วย สติ ที่รู้เท่าทันว่า ความสุขไม่ใช่สินค้าที่ต้องไปหาซื้อจากห้างสรรพสินค้า หรือรางวัลที่ต้องรอให้ใครมามอบให้ แต่คือการ “คืนใจให้สู่ความปกติ”
ความสุขที่แท้จริงอาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องไปไขว่คว้า แต่มันคือ ผลข้างเคียงของการวางเฉยอย่างอ่อนโยน เป็นความสุขที่เรียกว่า “สันติสุข”—ความสุขที่มาพร้อมกับความสงบอย่างแท้จริง
