ธรรมะกับการเมือง: การสังเคราะห์พุทธทัศน์ของพุทธทาสภิกขุว่าด้วยจริยศาสตร์และการปกครอง
บทคัดย่อ
บทความวิชาการนี้มุ่งวิเคราะห์แนวคิดทางการเมืองของพุทธทาสภิกขุ โดยมีจุดเริ่มต้นจากการวินิจฉัยปัญหาความเสื่อมทรามของการเมืองร่วมสมัย ซึ่งท่านมองว่าเป็นผลมาจากการที่มนุษย์มองการเมืองเป็นเรื่องสกปรก เต็มไปด้วยการแย่งชิงผลประโยชน์ส่วนตน และที่สำคัญที่สุดคือการแยก “การเมือง” ออกจาก “ธรรมะ” อย่างสิ้นเชิง วิทยานิพนธ์หลักของบทความนี้คือ การสำรวจข้อเสนอของพุทธทาสภิกขุในการตีความ “การเมือง” ใหม่อย่างถึงราก โดยผนวกรวมให้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมะ เพื่อเป็นหนทางแก้ไขวิกฤตการณ์ดังกล่าว บทความจะวิเคราะห์ประเด็นสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
1) การนิยาม “ธรรมะ” อย่างเป็นระบบใน 4 ความหมาย คือ สภาวธรรม, กฎของธรรมชาติ, หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ และผลที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่
2) การสถาปนาแนวคิดที่ว่า “การเมืองคือธรรมะ” โดยมองว่าการเมืองที่แท้จริงคือการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎธรรมชาติเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม
3) การนำเสนออุดมการณ์ “สังคมนิยมเชิงพุทธ” (ธรรมาธิปไตย) ซึ่งตั้งอยู่บนฐานของความไม่เห็นแก่ตัวและเมตตากรุณา แตกต่างจากสังคมนิยมทางวัตถุที่เน้นการต่อสู้ทางชนชั้น และ
4) การใช้อุปมาเรื่อง “พระเจ้า” ในฐานะสุดยอดนักการเมือง เพื่ออธิบายถึงกฎธรรมชาติอันเป็นอำนาจสูงสุดที่ควบคุมทุกสิ่งอย่างยุติธรรม บทสรุปของบทความชี้ให้เห็นว่า พุทธทาสภิกขุได้นำเสนอโมเดลการเมืองเชิงจริยศาสตร์ที่ท้าทายการแบ่งแยกมิติทางโลกียะและโลกุตตระออกจากกันอย่างเด็ดขาด และเปลี่ยนสถานะของการเมืองจากการต่อสู้เพื่ออำนาจไปสู่การเป็น “พุทธปฏิบัติ” เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของมวลมนุษยชาติ
——————————————————————————–
1. บทนำ
พระพุทธทาสภิกขุ (พ.ศ. 2449-2536) ได้รับการยอมรับในฐานะนักคิดและนักปฏิรูปทางพุทธศาสนาที่ทรงอิทธิพลที่สุดท่านหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ งานเขียนและการบรรยายของท่านจำนวนมากมุ่งท้าทายความเข้าใจพุทธศาสนาแบบประเพณีนิยม และพยายามเชื่อมโยงแก่นพุทธธรรมเข้ากับปัญหาร่วมสมัยของสังคม หนึ่งในผลงานที่สะท้อนความพยายามดังกล่าวได้อย่างแหลมคมที่สุดคือ “ธรรมะกับการเมือง” หนังสือเล่มนี้ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการสังเคราะห์หลักการทางศาสนาเข้ากับปรัชญาการปกครอง เพื่อเสนอทางออกให้กับวิกฤตการณ์ทางการเมืองและสังคม ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น งานชิ้นนี้ถือเป็นการแทรกแซงทางปัญญาครั้งสำคัญที่มุ่งรื้อถอนการแบ่งแยกตามขนบระหว่างอาณาจักร (อำนาจการปกครองทางโลก) และศาสนจักร (อำนาจทางธรรม) ในสังคมไทย
บทความนี้จะสำรวจแนวคิดที่ว่า การเมืองในความหมายที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ มักถูกมองว่าเป็นเรื่องของความขัดแย้ง การแสวงหาอำนาจ การคดโกง และผลประโยชน์เพื่อพรรคพวกของตน ซึ่งกลายเป็นเรื่อง “สกปรก” ที่น่าเบื่อหน่าย ปัญหาดังกล่าวในทัศนะของพุทธทาสภิกขุมีรากเหง้ามาจากการที่มนุษย์จงใจแยก “ธรรมะ” ออกจากการดำเนินชีวิตและการปกครอง ทำให้การเมืองที่ปราศจากธรรมะกลายเป็นกลไกที่ขับเคลื่อนด้วยกิเลสตัณหาและนำไปสู่ความเดือดร้อนในที่สุด
บทความนี้มุ่งวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดของพุทธทาสภิกขุในการนิยาม “การเมือง” ใหม่ให้เป็นส่วนหนึ่งของ “ธรรมะ” โดยจะสำรวจรากฐานทางปรัชญาที่ท่านใช้อธิบายว่าการเมืองที่แท้จริงคือการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎธรรมชาติเพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่มวลมนุษยชาติ โครงสร้างของบทความจะเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์การวินิจฉัยปัญหาของการเมืองในทัศนะของท่าน จากนั้นจะเจาะลึกถึงการตีความนิยามของ “ธรรมะ” ในฐานะเครื่องมือทางความคิดเพื่อแก้ปัญหา ก่อนจะนำเสนอภาพอุดมรัฐในทัศนะของพุทธทาส และจบลงด้วยบทสรุปเชิงวิเคราะห์ถึงคุณูปการและความท้าทายของแนวคิดนี้
เพื่อทำความเข้าใจข้อเสนอของพุทธทาสภิกขุ เราจำเป็นต้องเริ่มต้นจากการพิจารณามุมมองเชิงวิพากษ์ที่ท่านมีต่อสภาวะของการเมือง ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นที่นำไปสู่การแสวงหาทางออกด้วยพุทธปัญญา
2. นิยามปัญหาการเมืองและความจำเป็นของธรรมะ
หัวใจสำคัญในการทำความเข้าใจปรัชญาการเมืองของพุทธทาสภิกขุ คือการตระหนักถึงมุมมองเชิงวิพากษ์ที่ท่านมีต่อสถานการณ์การเมืองร่วมสมัย ซึ่งท่านมองว่าเป็นสภาวะที่บิดเบี้ยวและป่วยไข้ อันเป็นแรงผลักดันให้ท่านต้องเสนอ “ยาขนานเอก” นั่นคือธรรมะ เข้ามาเพื่อการเยียวยารักษา
พุทธทาสวิเคราะห์ว่า คนส่วนใหญ่เข้าใจ “การเมือง” ในความหมายที่คับแคบและเป็นไปในทางลบ โดยมองว่าการเมืองเป็นเรื่องของการแก่งแย่งชิงดี การใช้อุบายและอำนาจเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพรรคพวก เป็น “เรื่องสกปรก” ที่มีการคดโกงเป็นเครื่องมือ ความเข้าใจเช่นนี้ทำให้การเมืองถูกลดทอนคุณค่าลงเหลือเพียงกิจกรรมของนักการเมืองกลุ่มหนึ่ง แทนที่จะเป็นเรื่องของทุกคนในสังคม
อย่างไรก็ตาม ท่านยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนเป็น “สัตว์การเมือง” (Political animal) ตามคำของนักปรัชญาโบราณ แต่ได้ให้ความหมายที่ลึกซึ้งไปกว่านั้นว่า สภาวะดังกล่าวคือการที่มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ไม่ใช่การเมืองแบบ “สกปรก” ที่มุ่งแต่จะแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน อันเป็นการบิดเบือนสภาวะตามธรรมชาติของมนุษย์ การเมืองที่แท้จริงคือเรื่องของการจัดระเบียบการอยู่ร่วมกันตั้งแต่หน่วยเล็กที่สุดคือครอบครัวไปจนถึงระดับโลก ดังนั้น การเพิกเฉยต่อการเมืองจึงเท่ากับการละทิ้งความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม
พุทธทาสภิกขุสรุปอย่างชัดเจนว่า ต้นตอของปัญหาทางการเมืองทั้งปวงเกิดจากการที่มนุษย์ “แยกธรรมะออกจากการเมือง” เมื่อการเมืองปราศจากธรรมะเป็นเครื่องกำกับ ก็จะตกอยู่ภายใต้อธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์ 3 รูปแบบที่ท่านวิเคราะห์ไว้ คือ:
- อัตตาธิปไตย: การปกครองที่ถือเอาตนเองเป็นใหญ่ ขับเคลื่อนด้วยความเห็นแก่ตัวและกิเลสของผู้มีอำนาจ
- โลกาธิปไตย: การปกครองที่ถือเสียงข้างมากของโลกเป็นใหญ่ หรือระบอบประชาธิปไตย ซึ่งแม้จะดูดี แต่พุทธทาสเห็นว่ายังคงมีข้อบกพร่องร้ายแรง เพราะเสียงข้างมากอาจเป็นเสียงของคนพาลที่ขาดปัญญาและศีลธรรมก็ได้
- ธรรมาธิปไตย: การปกครองที่ถือธรรมะหรือความถูกต้องตามกฎธรรมชาติเป็นใหญ่ ซึ่งเป็นระบอบการเมืองในอุดมคติเพียงหนึ่งเดียว
การเมืองที่แยกขาดจากธรรมะจึงวนเวียนอยู่เพียงอัตตาธิปไตยและโลกาธิปไตย ซึ่งท้ายที่สุดก็กลายเป็นเพียงเรื่องของกิเลสที่นำไปสู่ความวุ่นวายไม่รู้จบ ดังนั้น เพื่อที่จะเข้าใจแนวทางการแก้ไขของพุทธทาส เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจนิยามของ “ธรรมะ” ในความหมายที่ลึกซึ้งและเป็นระบบตามที่ท่านได้วางรากฐานไว้เสียก่อน ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการไขเข้าสู่ปรัชญาการเมืองของท่านในลำดับต่อไป
3. การวิเคราะห์นิยาม “ธรรมะ” ในปริบททางการเมือง
หัวใจของข้อเสนอเชิงปฏิรูปการเมืองของพุทธทาสภิกขุนั้น ไม่ได้อยู่ที่การนำหลักศีลธรรมสำเร็จรูปมาประยุกต์ใช้กับการเมือง แต่ตั้งอยู่บนการตีความคำว่า “ธรรมะ” อย่างเป็นระบบและครอบคลุมใน 4 ระดับความหมาย ซึ่งทำหน้าที่เป็นรากฐานทางปรัชญาสำหรับการสถาปนา “การเมืองที่ถูกต้อง” ขึ้นมาใหม่
พุทธทาสภิกขุได้แจกแจงนิยามของ “ธรรมะ” ไว้อย่างเป็นลำดับขั้น 4 ประการดังนี้:
- สภาวธรรม: ความหมายพื้นฐานที่สุด หมายถึง ตัวธรรมชาติ หรือ สภาวะของสิ่งทั้งปวงที่มีอยู่ตามที่เป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ตั้งแต่ก้อนดิน ต้นไม้ ไปจนถึงมนุษย์ ทั้งหมดล้วนคือตัวธรรมะในความหมายแรก
- กฎของธรรมชาติ: คือกฎเกณฑ์สากลอันเที่ยงตรงที่ควบคุมความเป็นไปของสภาวธรรมทั้งปวง กฎนี้มีอยู่โดยตัวของมันเองและครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง เช่น กฎอิทัปปัจจยตา (กฎแห่งเหตุและผล) ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้ทุกอย่างดำเนินไปตามเหตุปัจจัยของมัน
- หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ: นี่คือความหมายที่เป็นแกนกลางและเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญที่สุดในทฤษฎีการเมืองของพุทธทาส เมื่อมีกฎของธรรมชาติแล้ว สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย โดยเฉพาะมนุษย์ ย่อมมี “หน้าที่” ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและสอดคล้องกับกฎธรรมชาตินั้น เพื่อความอยู่รอด ความเจริญ และความสงบสุขร่วมกัน การนิยามเช่นนี้ได้เปลี่ยนสถานะของ “การเมือง” จาก “การต่อสู้เพื่ออำนาจ” หรือ “สิทธิที่พึงมี” ไปสู่การเป็น “พันธะหน้าที่” (obligation) ตามธรรมชาติที่ทุกคน ทุกสรรพสิ่ง ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ตั้งแต่ต้นไม้ที่ต้องทำหน้าที่สังเคราะห์แสง ไปจนถึงมนุษย์ที่ต้องทำหน้าที่จัดระเบียบสังคมให้สันติ
- ผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่: คือผลลัพธ์อันดีงามที่เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ผลในระดับปัจเจกคือความดับทุกข์ และผลสูงสุดในระดับสังคมคือสันติสุขหรือความสงบเรียบร้อยที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างผาสุก ปราศจากการเบียดเบียน
จากการวางกรอบนิยามเช่นนี้ พุทธทาสได้จัดวาง “การเมือง” ที่แท้จริงให้อยู่ในธรรมะความหมายที่ 3 นั่นคือ การเมืองคือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ การตีความเช่นนี้ได้เปลี่ยนสถานะของการเมืองโดยสิ้นเชิง จากการเป็นสมรภูมิแห่งการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ ไปสู่การเป็น “พันธกิจทางศีลธรรม” ที่ทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อนำพาสังคมไปสู่ผลลัพธ์ในธรรมะความหมายที่ 4 คือสันติภาพที่ยั่งยืน
เมื่อเข้าใจกรอบนิยามของธรรมะทั้ง 4 ความหมายนี้แล้ว ขั้นต่อไปคือการสำรวจว่าพุทธทาสภิกขุได้นำเอากรอบความคิดดังกล่าวไปสร้าง “จินตภาพทางการเมือง” ในอุดมคติที่เรียกว่า “ธรรมาธิปไตย” หรือระบอบการปกครองที่ธรรมะเป็นใหญ่ได้อย่างไร
4. อุดมรัฐ: จินตภาพแห่งการปกครองตามแนวทางธรรมาธิปไตย
พุทธทาสภิกขุไม่ได้หยุดอยู่เพียงการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองที่เสื่อมทราม แต่ท่านได้นำเสนอวิสัยทัศน์เชิงบวกเกี่ยวกับ “อุดมรัฐ” หรือระบอบการปกครองในอุดมคติที่ตั้งอยู่บนรากฐานของธรรมะอย่างสมบูรณ์ แนวคิดของท่านในส่วนนี้ถือเป็นการท้าทายกรอบความคิดทางรัฐศาสตร์กระแสหลักที่มักแยกเรื่องทางโลกออกจากเรื่องทางธรรมอย่างสิ้นเชิง
การเมืองคือธรรมะ
ข้อเสนอที่ทรงพลังที่สุดของพุทธทาสคือการยืนยันว่า “การเมืองคือธรรมะ” โดยแท้จริงแล้วสองสิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวกัน นี่ไม่ใช่แค่การนำธรรมะมา “ประยุกต์ใช้” หรือ “ควบคุม” การเมือง แต่เป็นการมองว่าการเมืองในภาวะที่บริสุทธิ์และสมบูรณ์ที่สุดนั้น มีเนื้อหาเดียวกับธรรมะในความหมายที่ 3 (หน้าที่) และมีเป้าหมายเดียวกับธรรมะในความหมายที่ 4 (ผลคือสันติสุข) การเมืองที่ถูกต้องคือการทำหน้าที่จัดระเบียบโลกให้สงบสุข ซึ่งก็คืองานของธรรมะนั่นเอง การทลายเส้นแบ่งนี้ลงทำให้การเมืองถูกยกระดับขึ้นเป็นกิจกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วม
“พระเจ้า” ในฐานะสุดยอดนักการเมือง
เพื่ออธิบายถึงอำนาจสูงสุดที่ควบคุมระบบการเมืองในอุดมคติ พุทธทาสได้ใช้อุปมาที่ท้าทายอย่างยิ่ง นั่นคือ “พระเจ้าคือยอดสุดของนักการเมือง” การที่นักคิดในพุทธศาสนาเถรวาทจงใจเลือกใช้ศัพท์ทางเทวนิยมเช่นนี้ถือเป็นกลยุทธ์ทางวาทกรรมที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ท่านอธิบายว่า “พระเจ้า” ในที่นี้มิได้หมายถึงเทพเจ้าที่มีตัวตน แต่เป็นชื่อเรียกเชิงบุคลาธิษฐานของ “กฎธรรมชาติ” หรือ “ธรรมะ” นั่นเอง พระเจ้าในความหมายของพุทธทาสคือ ผู้สร้าง ผู้ควบคุม และผู้ทำลายสรรพสิ่งให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์สากลอย่างเที่ยงธรรม การใช้อุปมานี้มีจุดประสงค์เพื่อช่วงชิงนิยามของ “อำนาจสูงสุด” จากความหมายเชิงเทวนิยม มาสู่ความหมายเชิงภาววิสัยที่เป็นสากล เพื่อแสดงให้เห็นว่าระบบการเมืองที่ดีที่สุดต้องทำหน้าที่เสมือนเป็น “พระเจ้า” คือจัดระเบียบสังคมให้สอดคล้องกับกฎธรรมชาติ เพื่อสร้างสรรค์ความสงบสุข
หลักการของ “สังคมนิยมเชิงพุทธ”
พุทธทาสได้เสนอระบอบการเมืองในอุดมคติที่ท่านเรียกว่า “สังคมนิยมเชิงพุทธ”, “การเมืองแบบพุทธบริษัท” หรืออีกนัยหนึ่งคือ “ระบอบธรรมาธิปไตย” ซึ่งมีหลักการพื้นฐานแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสังคมนิยมทางวัตถุ (Materialistic Socialism) ที่มุ่งเน้นการต่อสู้ทางชนชั้น
| หลักการของสังคมนิยมเชิงพุทธ (ธรรมาธิปไตย) | หลักการของสังคมนิยมทางวัตถุ |
| ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ธรรมะ คือความไม่เห็นแก่ตัว | ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ วัตถุนิยม และความขัดแย้ง |
| มุ่งประโยชน์สุขของสรรพสิ่งทั้งหมดในธรรมชาติ | มุ่งประโยชน์ของชนชั้นกรรมาชีพเป็นหลัก |
| มี เมตตากรุณา เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา | มี การต่อสู้ทางชนชั้น เป็นเครื่องมือ |
| มองว่าทุกคนเป็น “ลูกของพระเจ้า” (ส่วนหนึ่งของธรรมชาติ) | มองว่าสังคมแบ่งเป็นชนชั้นผู้กดขี่และผู้ถูกกดขี่ |
| เป้าหมายคือสันติสุขที่เกิดจากการทำหน้าที่อย่างถูกต้อง | เป้าหมายคือการสถาปนารัฐเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ |
การเปรียบเทียบนี้ชี้ให้เห็นนัยสำคัญว่า พุทธทาสไม่ได้เพียงเสนอทางเลือกทางการเมือง แต่กำลัง “นิยามใหม่” ให้กับคำว่า “สังคมนิยม” อย่างถึงราก ท่านได้รื้อถอนแนวคิดนี้ออกจากฐานคิดแบบวัตถุนิยมและการต่อสู้ทางชนชั้นของตะวันตก แล้วสถาปนามันขึ้นมาใหม่บนรากฐานของหลักการทางพุทธศาสนาเรื่องความไม่เห็นแก่ตัว (อนัตตา) และเมตตากรุณา นี่คือการช่วงชิงทางปัญญา (intellectual re-appropriation) ต่ออุดมการณ์การเมืองกระแสหลักที่ทรงพลังอย่างยิ่ง
วิสัยทัศน์อันเป็นอุดมคตินี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างระบอบการปกครองที่อาศัยการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับจิตสำนึกของปัจเจกบุคคลและระดับโครงสร้างของรัฐ ซึ่งนำไปสู่บทสรุปว่าการเมืองที่แท้จริงนั้นมีสถานะเทียบเท่ากับการปฏิบัติธรรม
5. บทสรุป: การเมืองในฐานะพุทธปฏิบัติ
บทความนี้ได้วิเคราะห์แนวคิด “ธรรมะกับการเมือง” ของพุทธทาสภิกขุ โดยชี้ให้เห็นว่าท่านเริ่มต้นจากการวินิจฉัยปัญหาของการเมืองร่วมสมัยที่เกิดจากการแยกธรรมะออกจากอำนาจการปกครอง จากนั้นจึงเสนอทางออกด้วยการสถาปนานิยามของ “ธรรมะ” ขึ้นมาใหม่ใน 4 ความหมาย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจและจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของ “การเมือง” ให้กลับไปอยู่ในที่ที่ถูกต้อง นั่นคือการเป็น “หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ”
คุณูปการที่สำคัญที่สุดของพุทธทาสภิกขุในปริมณฑลทางปรัชญาการเมือง คือการปฏิวัติมุมมองต่อ “การเมือง” จากเรื่องของอำนาจ ผลประโยชน์ และความสกปรก ไปสู่การเป็น “พุทธปฏิบัติ” ในชีวิตประจำวัน การเมืองในทัศนะของท่านคือการทำหน้าที่ทางจริยธรรมเพื่อยังประโยชน์สุขให้เกิดขึ้นแก่สังคมโดยรวม การกระทำทางการเมืองที่ถูกต้องจึงมีสถานะไม่ต่างจากการปฏิบัติธรรมเพื่อลดละความเห็นแก่ตัวและสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม
แม้ว่าข้อเสนอของพุทธทาสจะมีลักษณะเป็นอุดมคติสูงและอาจถูกวิจารณ์ว่าไม่อาจนำมาปฏิบัติให้เกิดผลได้จริงในโลกที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน แต่แนวคิดของท่านยังคงเป็นการท้าทายที่ทรงพลังต่อแนวคิดการเมืองกระแสหลัก มันกระตุ้นให้เกิดการไตร่ตรองถึงบทบาทของมิติทางศีลธรรม จริยธรรม และจิตวิญญาณในการปกครอง ซึ่งเป็นมิติที่มักถูกละเลยไปในทฤษฎีรัฐศาสตร์สมัยใหม่
ท้ายที่สุด ปรัชญา “ธรรมะกับการเมือง” ของพุทธทาสภิกขุทำหน้าที่เป็นกรอบจริยศาสตร์อันเป็นอมตะสำหรับวิพากษ์วิจารณ์ระบอบการเมืองใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ที่ให้ความสำคัญกับอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตนเหนือไปกว่ากฎธรรมชาติว่าด้วยการพึ่งพาอาศัยกันและความไม่เห็นแก่ตัว อันเป็นมรดกทางความคิดที่ท้าทายให้สังคมโลกต้องขบคิดต่อไปอย่างไม่รู้จบ
อ้างอิง ธรรมโฆษณ์ ธรรมะกับการเมือง
เรื่องที่เกี่ยวข้อง