[ธรรมตามจังหวะ] - บ้าหอบฟาง (อัสนี-วัสนต์) - มีได้ ใช้ได้ แต่อย่าหลง
“บ้าหอบฟาง” เป็นเพลงจากอัลบั้มชุดแรกชื่อเดียวกันของ อัสนี–วสันต์ โชติกุล ออกในปี พ.ศ. 2529 และกลายเป็นหนึ่งในเพลงสำคัญยุคแรกของสองพี่น้องแห่งวงการร็อกไทย เพลงนี้เขียนคำร้องโดย เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ และอัสนี โชติกุล ทำนองโดย กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา ซึ่งทำหน้าที่เรียบเรียงและร่วมโปรดิวซ์ด้วย
เพลงหยิบสำนวนไทย “บ้าหอบฟาง” มาเล่นอย่างขี้ ๆ แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างใต้กลับจริงจังกว่านั้นมาก เพราะกำลังพูดถึงนิสัยของมนุษย์ที่ชอบหา ชอบเก็บ ชอบสะสม และบางครั้งก็หอบสิ่งต่าง ๆ ติดตัวไปมากกว่าที่จำเป็น
แต่เพลงไม่ได้บอกให้เราทิ้งทุกอย่างเสียหมด เพราะมีท่อนหนึ่งที่พูดไว้ชัดเจนมากว่า
หอบฟางเป็นสิ่งจำเป็น
แต่ไม่ใช่สิ่งชูตา
ต้องดูเวล่ำเวลา
ใช่เอาแต่ว่าหอบไป
ฟางอาจจะเป็นของดี
จะเป็นของที่พอใจ
แล้วแต่ว่าอยู่ในมือใคร
ฟังผ่าน ๆ เราอาจนึกว่า บ้าหอบฟาง กำลังล้อคนที่เอาแต่หา เอาแต่เก็บ เอาแต่สะสม แต่ท่อนนี้บอกชัดว่าเพลงไม่ได้ปฏิเสธการ “หอบ”
ถึงกับยอมรับว่า
“หอบฟางเป็นสิ่งจำเป็น”
มนุษย์ต้องทำมาหากิน ต้องสร้างความมั่นคง ต้องมีบ้าน มีเงิน มีทรัพย์สิน ต้องเตรียมตัวสำหรับวันข้างหน้า หลายคนยังต้องดูแลลูก พ่อแม่ หรือคนอีกหลายคน
ฟางจึงไม่ใช่ผู้ร้าย
เพลงยังบอกด้วยว่า
“ฟางอาจจะเป็นของดี จะเป็นของที่พอใจ”
ทั้งหมดจึงมาลงตรงท้ายประโยคว่า
“แล้วแต่ว่าอยู่ในมือใคร”
ฟางกองเดียวกัน อยู่ในมือคนหนึ่งอาจมีประโยชน์มาก แต่อยู่ในมืออีกคน อาจกลายเป็นสิ่งที่ต้องแบกไปทั้งชีวิต
ฟังในมุมนี้ บ้าหอบฟาง จึงไปเจอกับธรรมะได้อย่างพอดี เพราะพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เกลียดโลกหรือหนีโลก แต่สอนให้รู้จักอยู่กับโลกโดยไม่ปล่อยให้โลกเล่นงานเรา
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปลา แต่อยู่ที่ก้าง
พุทธทาสภิกขุเคยใช้อุปมาที่เห็นภาพมากว่า
“ให้รู้จักกินปลาโดยไม่ถูกก้าง
คือจะกินปลาชนิดไหนหรืออย่างไร
ก็ล้วนแต่จะไม่ให้ได้รับอันตรายเพราะก้างโลกนี้เปรียบเหมือนปลาที่มีก้าง
ที่มีอันตรายมากน้อยนานาชนิดรวมกัน
พุทธศาสนามีประโยชน์แก่โลกโดยตรง
ก็ตรงที่ช่วยให้ชาวโลกอยู่ในโลกได้
โดยไม่ถูกก้างปลาชนิดใดชนิดหนึ่งดังกล่าวแล้ว”
ท่านไม่ได้บอกว่า
ปลามีก้าง เพราะฉะนั้นอย่ากินปลา
โลกมีอันตราย เพราะฉะนั้นหนีโลกเสีย
เงินทำให้โลภได้ เพราะฉะนั้นอย่ามีเงิน
ความสำเร็จทำให้หลงได้ เพราะฉะนั้นอย่าประสบความสำเร็จ
แต่สอนให้ กินปลาให้เป็น
ปลาเองมีทั้งเนื้อ มีรสชาติ และมีประโยชน์ เพียงแต่มีก้างอยู่ด้วย โลกก็ไม่ต่างกัน
มีของมากมายให้เราใช้ ให้เรียนรู้ ให้รัก และให้มีความสุข ขณะเดียวกัน ของชิ้นเดียวกันนั้นก็อาจมีก้างซ่อนอยู่
เงินให้ความมั่นคงได้ แต่ก้างของเงินอาจเป็นความโลภและความกลัวสูญเสีย
ชื่อเสียงช่วยให้คนรู้จักและเชื่อถือเราได้ แต่ก้างของชื่อเสียงอาจเป็นการต้องคอยรักษาภาพของตัวเอง
ตำแหน่งเปิดโอกาสให้เราทำงานได้มากขึ้น แต่ก้างของตำแหน่งอาจเกิดขึ้นเมื่อเราเอามันมาปนกับคุณค่าของตัวเอง
ความรักทำให้ชีวิตงดงาม แต่ก้างของความรักอาจเป็นความหวงแหนและความครอบครอง
ของดีจึงไม่ได้แปลว่าจะไม่มีก้าง
แล้วประโยคในเพลงก็กลับมาพอดีอีกครั้ง
“ฟางอาจจะเป็นของดี…แล้วแต่ว่าอยู่ในมือใคร”
กินของอร่อยได้ แต่อย่าหลงความอร่อย
พุทธทาสเคยอธิบายเรื่องคล้ายกันด้วยตัวอย่างที่ใกล้ตัวกว่านั้นอีก
“เมื่อไหร่ได้ศึกษาเรื่องของศีลธรรม
จะเห็นว่าไอ้เรื่องอร่อยนั้นเป็นเรื่องกิเลส
ไม่อร่อยก็เป็นเรื่องกิเลส
ก็ไม่เอา เอาที่มันถูกต้องที่มันไม่เป็นกิเลส
รู้สึกว่าอร่อยก็ได้เหมือนกัน
กินของอร่อยก็ได้เหมือนกัน
แต่อย่าไปหลงกับมันไม่ใช่ว่าห้ามไม่ให้กินของอร่อย…ไม่ใช่
กินก็ได้แต่อย่าไปหลงความอร่อย
จนเกิดกิเลส
อยากจะมีมาก อยากจะสะสม
อยากจะมีปัจจัยแห่งความอร่อยมาก
แล้วมันก็คดโกง คนคดโกงที่โกงอะไร
โกง โกง โกง กันนะ
เพราะว่าจะได้ปัจจัยแห่งความอร่อยทั้งนั้น
ดังนั้น อย่าบูชาความเอร็ดอร่อย
ก็จะไม่เกิดปัญหาคือกิเลส..”
ผมชอบประโยคนี้มาก
“กินของอร่อยก็ได้เหมือนกัน แต่อย่าไปหลงกับมัน”
อร่อยได้ ไม่ได้ห้าม
ความน่าสนใจอยู่ตรงหลังจากอร่อยแล้ว ใจของเราจะไปต่ออย่างไร
กินแล้วอร่อย รู้ว่าอร่อย แล้วจบ ก็เรื่องหนึ่ง
แต่ถ้าใจเริ่มอยากอีก อยากบ่อยขึ้น อยากของแพงขึ้น อยากมีเงินมากขึ้นเพื่อจะได้เสพมากขึ้น หรืออยากเก็บความรู้สึกแบบนี้ไว้ไม่ให้หาย ความพอใจธรรมดาก็เริ่มเปลี่ยนรูป
จาก “ชอบ”
กลายเป็น
“ต้องมี”
แล้วจาก “ต้องมี” ก็พาไปสู่การสะสม
คำว่า บ้าหอบฟาง จึงไม่ได้หมายถึงแค่คนที่มีของเยอะ แต่อาจหมายถึงช่วงที่เราไม่ได้หอบเพราะจำเป็นแล้ว เราหอบเพราะหยุดไม่ได้
“หอบฟางเป็นสิ่งจำเป็น”
การมีเงินไม่ใช่ปัญหา การอยากมีบ้านดี ๆ ไม่ใช่ปัญหา การทำงานให้ก้าวหน้าไม่ใช่ปัญหา การกินอาหารดี ๆ หรือมีชีวิตสะดวกสบายขึ้นก็ไม่จำเป็นต้องเป็นปัญหา
เหมือนที่พุทธทาสไม่ได้บอกว่าอย่ากินของอร่อย
เงินที่เรา ใช้ เป็นเครื่องมือ แต่เงินที่เรา หลง อาจกลายเป็นเครื่องวัดคุณค่าของตัวเอง
ตำแหน่งที่เรา ใช้ เป็นหน้าที่ แต่ตำแหน่งที่เรา หลง อาจกลายเป็นคำตอบว่าเราคือใคร
ของสวยงามที่เรา ใช้ ให้ความสุขได้ แต่ถ้าต้องมีของใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ความรู้สึกเดิมกลับมา เราอาจไม่ได้เป็นคนใช้ของอีกแล้ว ของกำลังใช้เราแทน
“แต่ไม่ใช่สิ่งชูตา”
คำว่า “ไม่ใช่สิ่งชูตา” ในเพลงนี้ก็ชวนคิดไม่น้อย
ของชิ้นหนึ่งเริ่มจากเป็น “ของใช้” แล้วค่อย ๆ กลายเป็น “ของโชว์” และบางครั้งก็เลยไปถึงขั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ตัวตน”
บ้านหลังนี้ไม่ได้แค่ให้เราอยู่ แต่อาจเริ่มบอกว่าเราเป็นคนระดับไหน
รถคันนี้ไม่ได้แค่พาเราไปไหนมาไหน แต่อาจเริ่มบอกว่าคนอื่นควรมองเราอย่างไร
ตำแหน่งไม่ได้เพียงบอกหน้าที่ แต่อาจเริ่มบอกว่าเราสำคัญแค่ไหน
ยอดผู้ติดตามไม่ได้แค่บอกว่ามีคนอ่านเราเท่าไร แต่อาจกลายเป็นตัวเลขที่ใช้ตัดสินว่าตัวเองมีคุณค่าหรือไม่
เมื่อสิ่งภายนอกผูกกับ “ตัวฉัน” มากขึ้น วันไหนมันสั่นคลอน ใจเราก็สั่นคลอนตาม
คนชม เราพองขึ้น
คนวิจารณ์ เราแฟบลง
ได้ตำแหน่ง รู้สึกตัวใหญ่
เสียตำแหน่ง กลับไม่รู้ว่าตัวเองคือใคร
จาก “ของฉัน” จึงค่อย ๆ ไหลไปเป็น “ตัวฉัน”
ความยึดมั่นก็เริ่มตรงนั้น
“ต้องดูเวล่ำเวลา ใช่เอาแต่ว่าหอบไป”
ของบางอย่างดี ไม่ได้แปลว่าต้องเอาไว้ตลอดชีวิต
สิ่งที่จำเป็นตอนอายุ 30 อาจไม่จำเป็นตอนอายุ 60
เงินที่เคยต้องเก็บอย่างหนักเพื่อสร้างความมั่นคง วันหนึ่งอาจถึงเวลานำมาใช้เพื่อทำให้ชีวิตมีความหมาย
งานที่เคยต้องทุ่มสุดตัว อาจมาถึงช่วงที่กลับบ้านเร็วขึ้นบ้างก็ได้
ความทะเยอทะยานที่เคยผลักเราไปข้างหน้า วันหนึ่งอาจเบาลง เพื่อเปิดที่ให้เรื่องอื่นในชีวิต
ผมจึงชอบที่เพลงไม่ได้พูดแค่ว่า “อย่าหอบมาก”
แต่มันบอกว่า
“ต้องดูเวล่ำเวลา”
ไม่มีตัวเลขตายตัวว่าต้องมีเท่าไรจึงเรียกว่าพอดี สำหรับคนหนึ่ง ฟางสิบมัดอาจจำเป็น สำหรับอีกคน หนึ่งมัดก็เกินแล้ว เราจึงต้องกลับมาดูเป็นระยะว่า ตอนนี้กำลังหอบไปเพื่ออะไร ของกองนี้ยังจำเป็นอยู่ไหม และถ้าไม่จำเป็นแล้ว เหตุใดมือจึงยังไม่ยอมปล่อย
ฟางในวันนี้อาจไม่ใช่สิ่งของ
เมื่อเพลงพูดถึง “ฟาง” เราอาจนึกถึงเงินและทรัพย์สินก่อน แต่ฟางของคนสมัยนี้มีหน้าตาหลากหลายกว่านั้นมาก
ยอดเงินในบัญชี
ตำแหน่ง
ปริญญา
รางวัล
ยอด Like
ผู้ติดตาม
ภาพลักษณ์
ความสำเร็จที่ผ่านมา
หรือความคิดว่า “คนอื่นควรมองฉันแบบไหน”
และฟางบางชนิดก็ไม่มีรูปร่างเลย เช่น
ความผิดที่เคยทำ
คำพูดที่ใครบางคนเคยพูดกับเรา
ความเสียดาย
ความแค้น
ความสัมพันธ์ที่จบไปแล้ว
เรื่องบางเรื่องเกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาที แต่เรากลับหอบมันต่อไปได้อีกสิบปี
พาไปทำงานด้วย
พาไปกินข้าวด้วย
พาไปเที่ยวทะเลด้วย
ก่อนนอนก็วางไว้ข้างหมอน
เช้าขึ้นมาก็หยิบขึ้นมาแบกต่อ
ฟางแบบนี้บางครั้งหนักกว่าทรัพย์สินเสียอีก
ถืออยู่ หรือยึดอยู่
ลองสังเกตตอนที่สิ่งนั้นกำลังจะหายไป
เงินลดลงแล้วเราจัดการสถานการณ์ตามเหตุผล นั่นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเงินลดแล้วคุณค่าของตัวเราเหมือนลดตามไปด้วย เรื่องนั้นคงไม่ได้มีแค่เรื่องเงิน
มีคนชมแล้วรู้สึกดี ก็ธรรมดา แต่ถ้าวันไหนไม่มีใครสนใจ แล้วเราต้องทำทุกทางเพื่อเรียกความสนใจนั้นกลับมา ความชอบอาจเริ่มกลายเป็นความจำเป็น
เสียตำแหน่งแล้วรู้สึกเสียดาย ก็ธรรมดา แต่ถ้าไม่มีตำแหน่งนั้นแล้วไม่รู้ว่าตัวเองคือใคร ตำแหน่งอาจเข้ามาอยู่ในคำว่า “ฉัน” มากเกินไปแล้ว
ฟางเริ่มมีก้างตอนนั้นเอง
และเมื่อถูกก้างตำ เราก็มักหันไปโทษปลา
โทษเงิน
โทษงาน
โทษความรัก
โทษโลก
ทั้งที่ธรรมะไม่ได้ชวนให้เลิกกินปลา แต่ชวนให้ฝึกกินมันให้เป็น
พอดี ไม่ได้แปลว่าไม่มี
คนมีของมาก ไม่ได้แปลว่ายึดมากเสมอไป
คนมีของน้อย ก็ไม่ได้แปลว่าวางได้เสมอไป
คนมีเงินร้อยล้านอาจรู้ว่าเงินเป็นเพียงเครื่องมือ ขณะที่คนมีเงินไม่มากอาจคิดถึงเงินทั้งวันทั้งคืน
คนมีชื่อเสียงมากอาจไม่ได้ใส่ใจกับชื่อเสียงนัก ส่วนคนที่แทบไม่มีใครรู้จัก อาจใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อรอการยอมรับจากคนอื่น
ปริมาณของฟางกับความแน่นของมือ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
อยู่ในโลก โดยไม่ต้องหนีโลก
เมื่อเอาคำของพุทธทาสสองชุดมาวางข้างเพลงนี้ ภาพเดียวกันก็ปรากฏขึ้นชัดมาก
กินของอร่อยได้ แต่อย่าหลงความอร่อย
กินปลาได้ แต่อย่าถูกก้าง
และในภาษาของอัสนี–วสันต์
หอบฟางได้ เพราะฟางก็เป็นสิ่งจำเป็น
ธรรมะจึงไม่จำเป็นต้องทำให้ชีวิตจืดลง
เรายังรักได้ ทำงานได้ หาเงินได้ มีบ้านที่ชอบ ไปเที่ยว ดีใจกับความสำเร็จ ฟังเพลงเพราะ ๆ และกินของอร่อยได้เหมือนเดิม
เพียงแค่รู้ว่า ทุกอย่างมีทั้ง เนื้อปลาและก้าง
ของเดียวกันอาจเป็น ของดี และในเวลาเดียวกันก็อาจกลายเป็นต้นเหตุของความทุกข์ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราถือมันแบบไหน
หรืออย่างที่เพลงว่าไว้
“แล้วแต่ว่าอยู่ในมือใคร”
ครั้งต่อไปที่ได้ฟัง บ้าหอบฟาง ลองมองฟางของตัวเองสักหน่อย
สิ่งที่กำลังหอบอยู่ ยังจำเป็นไหม
กำลังใช้มัน หรือกำลังเอามันมาชูตา
ยังมีความสุขกับมันอยู่ หรือเริ่มหลงมันเสียแล้ว
และมีกองไหนบ้างที่เมื่อก่อนเคยมีประโยชน์ แต่วันนี้กลายเป็นภาระ
ฟางไม่จำเป็นต้องเป็นของไม่ดี
ปลาเองก็ไม่ได้ผิดที่มีก้าง
เราเพียงต้องเรียนรู้ว่าจะอยู่กับสิ่งเหล่านี้อย่างไร