สงครามภายนอก...เริ่มจากสงครามภายในใจ
ความขัดแย้ง สงคราม และความทุกข์ระทมที่เราเห็นอยู่ทั่วโลกนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก หากแต่เป็นภาพสะท้อนของสงครามที่ลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือ “สงครามภายในใจ” ที่มนุษย์แต่ละคนกำลังต่อสู้กับ “พระธรรม” หรือกฎแห่งธรรมชาติ ท่านพุทธทาสภิกขุชี้ให้เห็นว่า การที่เราดำเนินชีวิตสวนทางกับความถูกต้องดีงาม ปล่อยให้กิเลส ความโลภ และความเห็นแก่ตัวเข้าครอบงำ ก็เปรียบเสมือนการประกาศสงครามกับสัจธรรม ผลลัพธ์คือความทุกข์ทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและสังคม หนทางสู่สันติภาพที่แท้จริงจึงไม่ใช่การยุติสงครามภายนอก แต่คือการยุติสงครามภายในใจของตนเอง ด้วยการยุติสงครามภายในและหันกลับมายอมจำนนต่อพระธรรม เพื่อดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับกฎแห่งความจริง
สงครามที่แท้จริง: เมื่อมนุษย์รบกับพระเจ้า
ในยุคสมัยที่โลกเต็มไปด้วยความขัดแย้งและสงคราม ผู้คนต่างแสวงหาสันติภาพและทางออกจากความทุกข์ แต่เราอาจมองข้ามไปว่า สมรภูมิที่แท้จริงและยิ่งใหญ่ที่สุดนั้นไม่ได้อยู่ไกลตัว แต่อยู่ภายในใจของเราทุกคน ท่านพุทธทาสภิกขุได้ให้ทรรศนะที่ลึกซึ้งว่า สงครามที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือสงครามที่มนุษย์กำลังทำกับ “พระธรรม” หรือที่ท่านใช้คำในเชิงเปรียบเทียบว่า “พระเจ้า”
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า คำว่า “พระเจ้า” ในธรรมบรรยายของท่านพุทธทาสนั้น ไม่ได้หมายถึงเทพเจ้าผู้สร้างโลกตามความเชื่อในศาสนาเทวนิยม แต่เป็นคำอุปมา หรือ “ปุคคลาธิษฐาน” ที่ใช้แทน “พระธรรม” ซึ่งก็คือ กฎแห่งธรรมชาติ ความจริงอันสูงสุด หรือสัจธรรมที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง พระธรรมคือสิ่งที่ควบคุมทุกสรรพสิ่งให้เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้น การทำสงครามกับพระเจ้าในความหมายนี้ ก็คือการที่มนุษย์ใช้ชีวิตอย่างดื้อดึง ฝ่าฝืนกฎแห่งธรรมชาติ ไม่ประพฤติตามธรรมนองคลองธรรมนั่นเอง
ท่านพุทธทาสกล่าวว่า “มนุษย์ คนสมัยนี้กำลัง กำลังทำสงครามกับพระธรรม ท่านลองคิดดูว่าคนทำสงครามกับพระธรรมได้อย่างไร มันก็เข้าใจได้ง่ายๆ ไม่ยากนักว่าคนที่เหยียบย่ำธรรม ไม่ประพฤติตามธรรมนั่นแหละคือคนที่ทำสงครามกับพระธรรม… หรือจะพูดกันอย่างสมมติเป็นปุคคลาธิษฐานก็ว่าทำสงครามกับพระเจ้า”
ความทุกข์ในชีวิตประจำวันของเรา ตั้งแต่ความเครียด ความวิตกกังวล ความผิดหวัง ไปจนถึงความขัดแย้งรุนแรงในสังคม ล้วนเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการที่เราพ่ายแพ้ในสงครามครั้งนี้ กล่าวคือ แทนที่เราจะดำเนินชีวิตตามที่พระธรรมชี้นำ เรากลับปล่อยให้กิเลสและความต้องการของ “ตัวกู-ของกู” เข้ามาเป็นผู้บัญชาการ
กองทัพกิเลส: ต้นตอแห่งความพ่ายแพ้
สงครามภายในใจนี้มีกองทัพที่น่าเกรงขามคือ “กิเลส” อันได้แก่ ความโลภ ความโกรธ และความหลง โดยมีรากเหง้ามาจากความยึดมั่นถือมั่นในความเป็น “ตัวกู-ของกู” อย่างเหนียวแน่น ความเห็นแก่ตัวนี้เองที่ผลักดันให้มนุษย์ทำทุกวิถีทางเพื่อสนองความต้องการของตนเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ท่านพุทธทาสได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “คนสมัยนี้แสวงหาหรือมีไว้เกินกว่าความจำเป็น เขาต้องการจะให้สวย ให้รวย ให้สนุกสนานเอร็ดอร่อย เพลิดเพลินทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายไม่มีที่สิ้นสุด แต่ส่วนพระธรรมหรือพระเจ้านั้นบอกว่าอย่าต้องการให้มันมากถึงขนาดนั้นเลย จงต้องการแต่เท่าที่จำเป็นแก่การที่จะเป็นอยู่กันอย่างผาสุกเถิด”
เมื่อทุกคนต่างต้องการครอบครองและเสพสุขเกินความจำเป็น การเบียดเบียนและแข่งขันแย่งชิงจึงเกิดขึ้นเป็นธรรมดา จิตใจที่เคยสงบสุขก็กลับร้อนรุ่มดั่งตกนรกทั้งเป็น มีความอิจฉาริษยา มีความเครียด และนอนไม่หลับ นี่คือการลงโทษด่านแรกจากการทำสงครามกับพระธรรม และเมื่อควบคุมกิเลสไว้ไม่ได้ มันก็จะลุกลามกลายเป็นการทะเลาะวิวาทและความขัดแย้งภายนอกในที่สุด
มนุษย์กลายเป็น “โจรปล้นธรรมชาติ” ที่พยายามยึดครองทุกสิ่งมาเป็น “ของกู” โดยหลงลืมไปว่าโดยแท้จริงแล้ว ไม่มีสิ่งใดเลยที่เป็นของเราอย่างถาวร ทุกอย่างเป็นเพียงของธรรมชาติที่หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย ท่านได้เล่านิทานชาดกเรื่องลิงล้างหูเพื่อเย้ยหยันมนุษย์ที่เอาแต่พูดว่า “เงินของกู ทองของกู ลูกของกู เมียของกู ผัวของกู” จนไม่รู้จบสิ้น ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่น่าสมเพชในสายตาของสัตว์ที่ดำเนินชีวิตไปตามธรรมชาติ
“มีลิงพระโพธิสัตว์อยู่ในป่า ถูกจับมาถวายพระเจ้าแผ่นดิน เลี้ยงไว้ดูเล่นในสวนอุทยาน พอเวลาล่วงไปๆพอสมควรแล้วพระเจ้าแผ่นดินก็เบื่อ บอกว่าเอาลิงตัวนี้ไปปล่อยกลับเสียใน กลับไปในป่าเถิด คนก็ คนใช้ก็เอาลิงโพธิสัตว์นั้นไป กลับไปปล่อยที่ในป่าตามเดิม ลูกลิงบริวารทั้งหลายก็มาเยี่ยมมาถามว่าเมื่อท่านไปอยู่ในเมืองมนุษย์นั้นมีอะไรบ้างที่น่าสนใจ ลิงพระโพธิสัตว์ก็ตอบว่าไม่มีดอก อย่าถามเลย เรื่องนี้อย่าถามเลย ลูกลิงก็รบเร้าว่าจงเล่าเถิดมันต้องมีแน่ๆ พระโพธิสัตว์ทนไม่ได้ก็บอกว่าในเมืองมนุษย์นั้นทั้งกลางวันและกลางคืนมีแต่เสียงว่าเงินของกู ทองของกู ลูกของกู เมียของกู ผัวของกู พระโพธิสัตว์พูดไม่ทันจบ ลูกลิงทั้งหลายก็ลุกขึ้นฮือไปที่ลำธารไปล้างหู บอกว่าหูเพิ่งสกปรกเสียแล้วในวันนี้เพราะได้ยินคำอย่างนี้ นี่นิทานนี้ไม่ใช่นิทานชาวบ้านพูด มีอยู่ในพระคัมภีร์ส่วนที่เรียกว่าคัมภีร์ชาดก ไปหาอ่านโดยพิสดารก็ได้ แสดงไว้ในลักษณะที่ทำให้เรามองเห็นได้ว่ามนุษย์ตกอยู่ในสภาพที่ลิงด่าด้วยการล้างหูอยู่ทุกวันทุกคืน ใครจะรู้จักเจ็บหรือ ไม่รู้จักเจ็บก็ไปคิดเอาดู”
“ตัวกู-ของกู”: จอมทัพผู้สร้างความเดือดร้อน
โลกที่กำลังเดือดร้อนอยู่ทุกหัวระแหงนั้น มีต้นตอมาจากสิ่งเดียวคือ “ตัวกู-ของกู” หรือความเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด ปัญหาอาชญากรรมที่สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นการปล้นชิงทรัพย์สินหรือการล่วงละเมิดทางเพศ ล้วนมาจากความรู้สึกเห็นแก่ตัวของเหล่าอันธพาลทั้งสิ้น แม้กระทั่งความขัดแย้งที่ซ่อนเร้นอยู่ระหว่างบุคคล ก็มีรากมาจากเรื่องตัวกู-ของกูเช่นกัน
ปัญหาใหญ่ในระดับสังคมและการเมือง เช่น การปกครองที่ไม่ดี ก็เกิดจากการที่ “ตัวกู-ของกู” เข้ามาเป็นใหญ่แทนที่พระธรรม และเมื่อมองไปในระดับที่ใหญ่ขึ้น สงครามระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน ก็ล้วนมาจาก “ตัวกู-ของกู” ในระดับชาติที่ขยายใหญ่ขึ้น จนทำให้การเจรจาสันติภาพกลายเป็นเพียงเรื่องหลอกลวง เพราะตราบใดที่แต่ละฝ่ายยังยึดมั่นในผลประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง สงครามก็ไม่มีวันยุติลงได้
ท่านพุทธทาสได้ชี้ว่า “คนทุกคนในโลกทุกประเทศ ไม่เฉพาะประเทศไหน ทุกประเทศในโลกเขาก็เตรียมกันไปในทางที่จะเบียดเบียนกันเอาเปรียบกัน เช่นว่ามีการตระเตรียมทางทหารกันทุกประเทศ มีการตระเตรียมทางเศรษฐกิจกันทุกประเทศ มีการตระเตรียมทางการเมืองกันทุกๆประเทศ แต่แล้วตระเตรียมเพื่ออะไรกัน มันตระเตรียมเพื่อความโลภโมโทสัน ตระเตรียมเพื่อจะเอามาให้มาก เพื่อจะกวาดล้อมเอาของผู้อื่นมาเป็นของตัว หรือเพื่อจะรวมหมู่รวมพวกกันต่อสู้ฝ่ายตรงกันข้ามแล้วเอามาแบ่งกัน อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้ที่ทำสงครามกันกับพระเจ้า ทำสงครามกันกับพระธรรม เพราะว่าพระเจ้าไม่ต้องการให้ทำอย่างนั้น พระธรรมก็ไม่ต้องการให้ทำอย่างนั้น แต่มนุษย์ก็ยังคงทำ เรียกว่ามนุษย์นี่เตรียมพร้อมอยู่เสมอที่จะเอาเปรียบผู้อื่น ท่านจะนึกว่ามันเป็นคำด่าหรือคำสบประมาทหรืออะไรก็ตามที แต่อาตมาจะยืนยันอยู่ว่ามนุษย์นี้เตรียมพร้อมอยู่เสมอเพื่อจะเอาเปรียบผู้อื่น”
“กระทั่งที่ว่าการปกครองไม่ดี อะไรไม่ดี การเมืองไม่ดี อันนั้นก็อยู่ที่ว่าตัวกูของกูนี่เข้ามาเป็นเจ้ากี้เจ้าการ ธรรมะไม่ได้เข้ามาเป็นเจ้ากี้เจ้าการ แล้วทีนี้ที่มันต้องรบกันระหว่างประเทศ ระหว่างกลุ่มของประเทศ คราวที่แล้วยังเห็นกันอยู่เดี๋ยวนี้ มันก็เรื่องตัวกูของกูที่หนักมากยิ่งขึ้นไปอีก คือ มันไม่มีทางที่จะหยุดสงครามได้นะ ก็ทำไอ้สัญญาหลอก ๆ ประชุมหลอก ๆ มีอะไรหลอก ๆ กันไปวัน ๆ หนึ่ง แล้วมันก็หยุดไม่ได้ เพราะว่ามันยังมีตัวกูของกูเหลืออยู่มาก หรือบางทีมันเพิ่มมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก ฉะนั้นมนุษย์จะหยุดเบียดเบียนกันไม่ได้ ในเมื่อมันยังมีตัวกูของกูมากเกินไปอย่างนี้ ถ้าว่าเรามีระเบียบวิธี หรือการศึกษาชนิดที่บรรเทาสิ่งนี้เสีย คือ บรรเทาไอ้ความรู้สึกตัวกูของกูนี้เสีย ก็เรียกว่ามีสิ่งที่จะเป็นที่พึ่งแก่โลก”
ดังนั้น มนุษย์จะหยุดเบียดเบียนกันไม่ได้ ตราบใดที่ความรู้สึกว่า “ตัวกู-ของกู” ยังคงมีอำนาจเหนือจิตใจ หากเราสามารถสร้างระบบการศึกษาหรือแนวทางปฏิบัติที่ช่วยบรรเทาความเห็นแก่ตัวนี้ลงได้ นั่นจึงจะเป็นหนทางที่สร้างที่พึ่งอันแท้จริงให้แก่โลก
ศัตรูที่แท้จริง: จิตที่ตั้งไว้ผิด
เมื่อมองให้ลึกลงไป ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของมนุษย์เราก็คือ “จิตที่ตั้งไว้ผิด” นั่นเอง โลกทั้งโลกที่กำลังเดือดร้อนวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะกำลังรับผลของการที่มนุษย์ตั้งจิตไว้ผิด แม้ในยามที่ไม่มีสงคราม มนุษย์ก็ยังคงเดือดร้อน เพราะถูกกิเลสของตัวเองเผาผลาญให้ร้อนรุ่มเหมือนตกนรก มีความหิวกระหายไม่สิ้นสุดเหมือนเปรต มีความหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลาเหมือนอสูรกาย และมีความโง่เขลาไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน
“ขอให้มองศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของมนุษย์เราคือจิตที่ตั้งไว้ผิด เดี๋ยวนี้โลกทั้งโลกกำลังรับบาปหรือรับผลของการที่ตั้งจิตไว้ผิด เดือดร้อนวุ่นวายระส่ำระสายไปทุกหัวระแหง ทั้งที่มันเป็นสงครามและไม่เป็นสงคราม
หมายความว่า แม้ไม่มีสงครามคนมันก็เดือดร้อนเพราะกิเลสของตัวเอง เผาผลาญตัวเองให้เร่าร้อนเป็นนรก หิวกระหายเป็นเปรต อยู่ด้วยความรู้สึกที่หวาดกลัวระแวง เป็นอสูรกาย นี่เรียกว่าโง่เหมือนสัตว์เดรัจฉาน ไม่ดีกว่าสัตว์เดรัจฉาน นี่เรียกว่าไม่มีสงครามมันก็มีศัตรูร้ายกาจนี่ย่ำยีอยู่อย่างนี้
ทีนี้ถ้ามันเผลอไปทำไม่ดีไม่ถูกไม่ควรในทางสังคมมันเกิดสงครามขึ้นทั่วไปหมด มันก็มีผลเดือดร้อนเพิ่มขึ้นอย่างอื่นอีกมาก ล้วนแต่มาจากจิตตั้งไว้ผิดทั้งนั้น ถ้าจิตตั้งไว้ถูกแล้วสิ่งเหล่านี้เกิดไม่ได้ สงครามเกิดขึ้นในโลกไม่ได้ มันเกิดมาจากการที่จิตตั้งไว้ผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย คนละอย่าง คนละทาง”
สรุป คือ การวางจิตไว้ผิด คือ ทำสงครามกับพระธรรม จะทำให้คนเราถูกศัตรูภายในย่ำยีอยู่ตลอดเวลา และเมื่อใดก็ตามที่เผลอทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องในทางสังคม สงครามภายนอกก็จะปะทุขึ้นมาสร้างความเดือดร้อนซ้ำเติม ทั้งหมดนี้ล้วนมีต้นตอมาจากการตั้งจิตไว้ผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย หากมนุษย์ตั้งจิตไว้ถูก สงครามย่อมเกิดขึ้นในโลกไม่ได้เลย ดังนั้น ในทางธรรมแล้ว “โลก” ที่เราต้องรับผิดชอบและแก้ไขก่อนสิ่งอื่นใด ก็คือโลกที่อยู่ภายในตัวเรานั่นเอง
สันติภาพจะเกิดเมื่อเรายอมแพ้ต่อพระธรรม
ตราบใดที่มนุษย์ยังคงดื้อรั้นทำสงครามกับพระธรรม สันติภาพที่แท้จริงย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าองค์กรระดับโลกใดๆ จะพยายามมากแค่ไหนก็ตาม เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ แต่อยู่ที่ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสัจธรรม ท่านกล่าวว่า “มนุษย์จะจัดโลกนี้ให้มีสันติภาพได้อย่างไรในเมื่อการสงครามนี้มันมีอยู่ระหว่างมนุษย์กับพระเป็นเจ้าไม่ใช่ทำสงครามกันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์”
หนทางเดียวที่จะยุติความทุกข์และความขัดแย้งทั้งปวง คือการที่มนุษย์แต่ละคนต้องหันกลับมาพิจารณาใจตนเอง และ “ยอมแพ้” ต่อพระธรรม การยอมแพ้ในที่นี้ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ที่น่าอับอาย แต่คือการยอมรับความจริง กลับมาใช้ชีวิตอย่างถูกต้องดีงาม มีความพอดี รู้จักประมาณตนในการบริโภค ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า “มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิง” คือการรู้จักประมาณในการกินการอยู่ ไม่ใช่การกินดีอยู่ดีอย่างฟุ้งเฟ้อจนเกินจำเป็น
การยอมแพ้ต่อพระธรรม คือการลดละความเห็นแก่ตัว ความยึดมั่นใน “ตัวกู-ของกู” และหันมาเสียสละเพื่อส่วนรวมด้วยใจที่บริสุทธิ์ เมื่อนั้นเองที่พระธรรมหรือพระเจ้าจะมอบรางวัลอันล้ำค่าให้ นั่นคือ “ความสงบเย็น” ในจิตใจ และสันติสุขในสังคม
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหยุดมองหาศัตรูภายนอก และหันกลับมาสำรวจสมรภูมิในใจของตนเองอย่างซื่อสัตย์ ลองถามตัวเองดูว่า ในแต่ละวัน เราได้พ่ายแพ้ใน “สงครามภายใน” นี้ไปแล้วกี่ครั้ง และได้เหยียบย่ำสัจธรรมเพื่อความพอใจของ “ตัวกู” ไปมากน้อยเพียงใด?