เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา - ปฐมบทแห่งอุดมคติ - จากเด็กชายเงื่อมแห่งพุมเรียง สู่มหาบุรุษผู้พลิกโฉมพุทธศาสนา (ตอนที่ 1)
ย้อนกลับไปเมื่อ 120 ปีที่แล้ว ในหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่เงียบสงบ ใครจะคาดคิดว่าเด็กชายจากครอบครัวชนบทธรรมดาๆ จะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดรูปหนึ่งของไทย และนี่คือจุดเริ่มต้นอันเป็นรากฐานสำคัญของ “ท่านพุทธทาสภิกขุ”
เด็กชายเงื่อม หรือ ท่านพุทธทาสภิกขุ ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปีวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 ที่ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในครอบครัวพ่อค้าขายของชำเล็กๆ ที่มีพี่น้องร่วมสายโลหิต 3 คน คือ ตัวท่าน (เงื่อม), น้องชายชื่อยี่เกย (หรือนายธรรมทาส ในเวลาต่อมา) และน้องสาวชื่อกิมซ้อย
แม้จะเติบโตมาในต่างจังหวัด แต่สายเลือดและภูมิหลังของครอบครัวกลับมีความหลากหลายและเป็นเอกลักษณ์อย่างยิ่ง บิดาของท่าน (นายเซี้ยง) มีเชื้อสายจีนฮกเกี้ยน ท่านพุทธทาสได้เล่าถึงปู่ของท่านว่ามีความเป็นศิลปินอยู่ในสายเลือด โดยระบุว่า “บรรพบุรุษทางฝ่ายโยมชายมาจากเมืองจีน… เป็นศิลปิน ช่างเขียนภาพ เอากระจกเฉย ๆ มาเขียนด้วยสี เป็นรูปสำเร็จ” นามสกุล “พานิช” ที่ใช้นั้นเพิ่งได้รับพระราชทานในสมัยรัชกาลที่ 6 จากการที่ครอบครัวมีอาชีพค้าขาย ส่วนมารดา (นางเคลื่อน) เป็นชาวไทยพุทธ เกิดที่อำเภอท่าฉาง
สิ่งที่น่าสนใจคือ การหล่อหลอมจากทั้งบิดาและมารดาได้กลายเป็น “ต้นทุนชีวิต” ที่ทำให้ท่านพุทธทาสมีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร
อิทธิพลจากมารดา: ความละเอียดลออและวิถีแห่งความประหยัด มารดาของท่านเป็นผู้ที่ปลูกฝังความเจ้าระเบียบและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นวิถีปฏิบัติอันเรียบง่ายของสวนโมกข์ ท่านพุทธทาสเล่าถึงอิทธิพลของมารดาไว้อย่างเห็นภาพว่า:
“เรื่องประหยัด ถ้าจะให้บอกว่ามีอะไรมาจากโยมหญิงบ้าง เห็นจะเป็นเรื่องประหยัด เรื่องละเอียดลออในการใช้จ่าย เพราะว่าถูกสอนให้ประหยัดแม้แต่น้ำที่จะล้างเท้า ห้ามใช้มาก แม้แต่น้ำกินจะตักมากินนิดหนึ่งแล้วสาดทิ้งไม่ได้”
นอกจากนี้ ท่านยังได้รับการถ่ายทอดวิชาการทำอาหารจากมารดาจนเชี่ยวชาญ ทำเป็นตั้งแต่เมนูง่ายๆ ไปจนถึงเมนูยากๆ อย่าง “ห่อหมก” ซึ่งในเวลาต่อมาเมื่อท่านไปเป็นเด็กวัด ท่านถึงกับเคยท้าพนันแสดงฝีมือทำห่อหมกให้เด็กวัดคนอื่นๆ ดูจนเป็นที่ยอมรับ
อิทธิพลจากบิดา: สายเลือดกวีและทักษะช่างไม้ ทางด้านบิดา แม้จะมีอาชีพหลักคือค้าขาย แต่ก็มีงานอดิเรกคือการเป็นช่างไม้และช่างต่อเรือ ทักษะช่างไม้นี้เองที่ถูกถ่ายทอดมาสู่ท่าน และกลายเป็นกำลังสำคัญในการบุกเบิกก่อสร้างกุฏิและอาคารต่างๆ ด้วยมือของท่านเองในสวนโมกข์ยุคเริ่มต้น ยิ่งไปกว่านั้น บิดายังเป็นผู้ส่งต่อความเป็นศิลปินให้ท่านด้วย ดังที่ท่านระบุว่า:
“โยมชายก็มีหัวช่างไม้ ซึ่งผมก็ชอบ… ที่ติดมาอีกอย่างคือโยมชอบแต่งกลอน แต่งโคลง ชอบกวี มีวิญญาณกวี ทำให้เราชอบ มีหัวทางนี้”
ครอบครัวที่ปราศจากความงมงาย และการเปิดโลกผ่านการอ่าน แม้สังคมในยุคนั้นจะยังมีความเชื่อเรื่องทรงเจ้าเข้าผีหรือไสยศาสตร์อย่างแพร่หลาย แต่บรรยากาศในครอบครัวพานิชกลับตั้งอยู่บนเหตุผล พวกเขาไม่มีการนับถือโชคลางเกี่ยวกับการค้าขาย ท่านเล่าอย่างตรงไปตรงมาว่า “เรื่องโชคลางเกี่ยวกับการค้าขาย เช่น นางกวัก กุมารทอง อะไรนี่ไม่มีเลย ศาลพระภูมิก็ไม่มี เพราะไม่มีที่ตั้ง”
ประกอบกับความโชคดีที่ครอบครัวนี้รักการอ่าน ท่านมีคุณอาที่บวชอยู่กรุงเทพฯ ซึ่งมักจะส่งหนังสือที่ทันสมัยและแปลกใหม่ในยุคนั้นมาให้อ่านอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมแปล หรือบทความวิพากษ์วิจารณ์สังคม ท่านเล่าถึงการเปิดโลกทัศน์ในวัยเด็กไว้ว่า:
“อย่างงานของเทียนวรรณ ของ ก.ศ.ร.กุหลาบ ก็อ่านสมัยนั้น ดูเหมือนโยมจะรับเป็นประจำปีละบาท โยมอาที่บวชอยู่ทางกรุงเทพฯ เขาเห็นมีอะไรแปลก ๆ ก็รับส่งมา เขายังเคยไปคุยกับนายเทียนวรรณ”
การได้อ่านหนังสือที่ก้าวหน้าตั้งแต่ยังเด็ก ประกอบกับการถูกขัดเกลาให้มีทักษะชีวิตที่รอบด้าน ทั้งงานช่าง งานครัว และความรักในบทกวี ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ประกอบกันขึ้นเป็น “เด็กชายเงื่อม” ผู้ซึ่งในเวลาต่อมาจะกลายเป็นพระนักคิด นักปฏิบัติ และนักประพันธ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อวงการศาสนาพุทธในไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ที่มา เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา