เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา: มหาวิทยาลัยชีวิตของ "เด็กวัด" - บทเรียนนอกตำราของ ด.ช. เงื่อม (ตอนที่ 2)
หลังจากที่เราได้รู้จักครอบครัวพานิชและภูมิหลังของเด็กชายเงื่อมในตอนที่แล้ว เมื่ออายุย่างเข้า 8 ขวบ วิถีชีวิตของเด็กชายเงื่อมก็ก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญตามธรรมเนียมของเด็กชายไทยในสมัยก่อน นั่นคือการถูกส่งไปเป็น “เด็กวัด”
ในยุคที่โรงเรียนประถมศึกษายังไม่แพร่หลาย วัดจึงเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ทุกแขนง บิดามารดาได้นำเด็กชายเงื่อมไปฝากตัวเป็นศิษย์ที่ “วัดพุมเรียง” (หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าวัดใหม่) ซึ่งเป็นวัดที่บรรพบุรุษในตระกูลเคยบวชสืบต่อกันมา ท่านได้ใช้ชีวิตเป็นเด็กวัดอยู่ที่นี่ถึง 3 ปีเต็ม (ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ถึง 10 ขวบ) ก่อนที่จะออกมาเรียนหนังสือชั้นประถมเมื่ออายุ 11 ปี
ชีวิตการเป็นเด็กวัดในสมัยนั้น ไม่ใช่เพียงการไปกินนอนฟรีๆ แต่คือการเข้าสู่ระบบการขัดเกลาวินัยอย่างเข้มงวด ท่านพุทธทาสเปรียบเปรยช่วงเวลานี้ว่ามีค่าไม่ต่างจากมหาวิทยาลัยของชาวบ้าน:
“ประสบการณ์หลายอย่างก็ได้มาจากการอยู่บ้านอยู่วัดในสมัยนั้น วัดมันก็เป็นเหมือนมหาวิทยาลัยของชาวบ้านนั่นแหละ… สมัยก่อนมันเป็นธรรมเนียมเด็กชายต้องอยู่วัดกันทั้งนั้น แต่ละวัดมีเด็กเป็นฝูง”

วัดพุมเรียง, บันทึกภาพราวปี พ.ศ. 2527
หน้าที่รับผิดชอบและการฝึกความอดทน ที่วัดพุมเรียง เด็กวัดทุกคนจะถูกมอบหมายให้อยู่ในการดูแลของอาจารย์ เพื่อฝึกฝนความเป็นระเบียบเรียบร้อย ท่านเล่าถึงกิจวัตรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า:
“ทางวัดเขาก็จะมอบหน้าที่ให้อาจารย์องค์หนึ่งหรือสององค์ให้คอยดูแลเรื่องอาหารการกิน คอยควบคุมให้เด็กมันได้กินกันเป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วให้มันได้เรียนหนังสือ ได้รับการอบรมอะไรบ้าง ในเรื่องไหว้พระสวดมนต์ เรื่องอุปัฏฐากพระ เป็นเวรผลัดกันตักน้ำ ขาดไม่ได้ ทำสวนครัวริมสระ ยกร่องปลูกมัน ทำกันทั้งนั้น”
เชฟรุ่นจิ๋วผู้ท้าประลอง “ห่อหมก” สิ่งหนึ่งที่เด็กชายเงื่อมมีติดตัวมาจากโยมมารดาคือ “ฝีมือทำอาหาร” ซึ่งเมื่อมาอยู่วัด ทักษะนี้ได้สร้างตำนานความสนุกสนานให้กับหมู่เด็กวัดด้วยกัน ท่านเล่าด้วยความภูมิใจว่า:
“เมื่อไปอยู่วัด ผมก็ยังไปเป็นผู้นำในการทำครัว เด็กวัดด้วยกันเขาไม่เชื่อว่าเราทำได้ พระเณรเขาก็ไม่เชื่อ เคยพนันกัน โยมผมทำห่อหมกเป็น เด็กวัดทั้งหลายไม่เชื่อว่าผมทำห่อหมกเป็น เลยพนันกัน ก็เลยแสดงฝีมือให้ดู ไม่มีอะไรที่ทำไม่เป็น ตั้งแต่ที่ง่ายๆ จนถึงไอ้ที่ยากๆ อย่างห่อหมก”
ความสามารถนี้โดดเด่นถึงขั้นที่ท่านเปิดสอนการทำกับข้าวให้เด็กวัดคนอื่นๆ ในวัดเลยทีเดียว
หัดมวยวัดและกฎเหล็กคนตื่นสาย นอกจากงานครัวและงานบ้านแล้ว มหาวิทยาลัยชีวิตแห่งนี้ยังมีหลักสูตรวิชาพลศึกษาและการเอาตัวรอด นั่นคือ “การหัดมวย” ท่านเล่าว่า:
“เด็กวัดมีพิเศษอย่างหนึ่งคือหัดมวย ผมก็ถูกจับตัวหัดทั้งๆ ที่ไม่ชอบ มันคล้ายๆ กับว่าเป็นธรรมเนียม เพื่อนมันก็ยัดเยียดให้หัด… พุมเรียงนี่มันเมืองนักมวยโบราณ พอจะมีชื่อเสียงอยู่ มวยวัดก็เป็นมวยชั้นดีอยู่ในกติกา ไม่ทำร้ายกันถึงเลือดตกยางออก”

บ้านเดิมท่านพุทธทาส, บันทึกภาพ ปี พ.ศ. 2529
ระบบการปกครองเด็กวัดยังมีความเด็ดขาด คล้ายกับโรงเรียนประจำในต่างประเทศ คือเด็กทุกคนต้องมีหน้าที่ หากใครขี้เกียจหรือบิดพลิ้วจะต้องโดนลงโทษด้วยกฎที่ตกลงกันเองในหมู่เด็กวัด เช่น กฎการตื่นนอน:
“วิธีบางอย่างที่บ้านมีไม่ได้แต่ที่วัดมีได้ เช่น นอนสายไม่ได้ ถ้านอนสายถูกเอาน้ำสาด เพื่อนมีสิทธิที่จะเอาน้ำมาสาดรดลงไปให้เปียกหมด ทีนี้อย่างไรเรียกว่านอนสาย มันก็ต้องบัญญัติขึ้นมาว่า เมื่อไก่ลงจากคอนแล้ว ลงมาอยู่กลางดินแล้ว ยังนอนหลับอยู่ อย่างนี้เรียกว่านอนสาย เอาน้ำสาดได้”
ซึ่งท่านเล่าเจือเสียงหัวเราะว่า บางครั้งเพื่อนก็แกล้งกันด้วยการไปไล่ไก่ให้ลงจากคอนก่อนเวลา เพื่อจะได้เอาน้ำมาสาดคนตื่นสาย
เวทีฝึกนักพูดจาก “นิทานก่อนนอน” อีกหนึ่งทักษะที่หล่อหลอมให้ท่านพุทธทาสกลายเป็นนักเทศน์ฝีปากเอกในเวลาต่อมา คือประเพณีการผลัดกันเล่านิทานก่อนนอนของเด็กวัด ท่านเล่าถึงความสนุกสนานและกุศโลบายอันแยบคายนี้ว่า:
“ที่วัดนั้นตอนก่อนจะนอน เขาให้เด็กวัดผลัดกันเล่านิทาน… มันเป็นการฝึกให้รู้จักพูด ปฏิภาณโวหารมันเกิดจากการที่ต้องพูด ถ้าพูดผิดเพื่อนมันก็สอด… มักจะต้องแต่งเอาเอง… ตัวต้องรับผิดชอบในการที่จะเล่าให้มันค้านไม่ได้ เพราะฉะนั้นเด็กๆ จะเป็นเจ้านิทานกันทั้งนั้น”
ชีวิต 3 ปีในวัดพุมเรียง ไม่ได้สอนแค่การอ่านเขียนตัวอักษร ก ข ก กา แต่อบรมให้เด็กชายเงื่อมรู้จักการพึ่งพาตนเอง ความมีไหวพริบ และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็น “ภูมิคุ้มกัน” และ “ต้นทุนชีวิต” ที่สำคัญยิ่งเมื่อท่านต้องออกไปเผชิญโลกกว้างและสร้างสรรค์ผลงานอันยิ่งใหญ่ในอนาคต
บทความที่เกี่ยวข้อง
ที่มา เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา



