อัตชีวประวัติพุทธทาส (ตอนที่ 8/8): ทิ้งรอยไว้ให้โลก – เบื้องหลังคัมภีร์ “จากพระโอษฐ์” และชีวิตที่คุ้มค่าข้าวสุก
พุทธทาส

อัตชีวประวัติพุทธทาส (ตอนที่ 8/8): ทิ้งรอยไว้ให้โลก - เบื้องหลังคัมภีร์ "จากพระโอษฐ์" และชีวิตที่คุ้มค่าข้าวสุก

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

ตลอดเส้นทางการบุกเบิกสวนโมกขพลาราม ท่านพุทธทาสภิกขุไม่ได้สร้างเพียงศาสนสถาน อาคาร ลานหินโค้ง หรือโรงมหรสพทางวิญญาณเท่านั้น แต่ท่านยังได้อุทิศเวลาทั้งชีวิตเพื่อสร้าง “ขุมทรัพย์ทางปัญญา” ทิ้งไว้เป็นมรดกอันล้ำค่าแก่โลก ทว่ากว่าจะมาเป็นผลงานเขียนอันยิ่งใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการพุทธศาสนา จุดเริ่มต้นกลับมาจากแรงบันดาลใจเล็กๆ ที่แสนเรียบง่าย

แรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มเท่านิ้วก้อยของฝรั่ง

ในยุคที่การศึกษาธรรมะมักอ้างอิงจากคัมภีร์ชั้นหลังหรือคำอธิบายที่แต่งเติมขึ้นใหม่ วันหนึ่งท่านพุทธทาสได้บังเอิญอ่านหนังสือเล่มเล็กๆ ขนาด 16 หน้ายก หนาเพียงเท่านิ้วก้อยชื่อ “พุทธวัจนะ” ซึ่งรวบรวมโดย “พระญาณดิลก” (ชาวเยอรมันที่ไปบวชและเผยแผ่ศาสนาในศรีลังกา) หนังสือเล่มนั้นมีรูปแบบการนำเสนอที่จุดประกายความคิดของท่านอย่างรุนแรง ท่านเล่าถึงความประทับใจครั้งนั้นว่า:

“พอเปิดดูข้างในก็มีลักษณะอย่างนี้ คือเราไม่ต้องใช้คำของตนเอง ยกเอาคำบาลีมาต่อๆ กันไป… พอเห็นเขาก็สะดุดใจ จับใจ พอใจ ว่าทำอย่างนี้ดีที่สุด แล้วเราก็เอาบ้าง ลองทำดูออกมาเป็นพุทธประวัติจากพระโอษฐ์”

นี่คือจุดกำเนิดของหนังสือชุด “จากพระโอษฐ์” อันลือลั่น การทำงานชุดนี้ ท่านได้คัดเลือกและร้อยเรียงเฉพาะ “คำตรัสของพระพุทธเจ้า” ให้กลายเป็นหมวดหมู่ที่คนทั่วไปอ่านเข้าใจได้ โดยแรกเริ่มทำ อริยสัจจากพระโอษฐ์ จากนั้นได้ทำ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ (ซึ่งได้รับความนิยมจนมหามกุฏราชวิทยาลัยนำไปใช้เป็นหนังสือเรียน), ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์,  และปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์

468992595 1662233434725848 5678655052158853439 n cr ratkz4iuuhmkjmpq6rerk4z0n7td08p2di8sna5foc

พิมพ์ดีดแคร่ยก และการทำงาน 18 ชั่วโมงต่อวัน

เบื้องหลังผลงานอันมากมายมหาศาล คือความทุ่มเทชนิดที่คนธรรมดายากจะทำได้ ในสมัยหนุ่มๆ ท่านพุทธทาสทำงานด้วยความสนุกและมีไฟในการสร้างสรรค์อย่างเต็มเปี่ยม ท่านเล่าว่าท่านใช้ “เครื่องพิมพ์ดีด” ที่น้าหง้วนถวายให้ ซึ่งมีความพิเศษคือตัวอักษรจะยกขึ้นมาครึ่งหนึ่ง ทำให้ระยะพิมพ์สั้นและพิมพ์ได้เร็วมาก ท่านมักจะพิมพ์สดๆ โดยไม่ต้องร่างด้วยปากกาก่อน กลางวันนั่งพิมพ์ดีด กลางคืนก็จุดตะเกียงน้ำมันมะพร้าวอ่านหนังสือค้นคว้า ท่านไม่ได้มองว่าการทำงานหนักคือความทุกข์ แต่มองว่าเป็นความสุขที่ได้ไขปริศนาธรรม:

“งานหนังสือนี่ บางวันบางเวลา มันคลั่งขึ้นมา (หัวเราะ) ก็ทำได้วันหนึ่ง ๑๘ ชั่วโมง… ร่างกายไม่มีอะไรทรุดโทรม มันมีความสนุก ความพอใจช่วยไว้ไม่ให้ทรุดโทรม”

อ.จ พุทธทาส 59

นอกจากเนื้อหาที่ลึกซึ้งแล้ว ท่านยังมีความสุขกับการประดิษฐ์ “คำ” หรือ “วลี” สั้นๆ ที่ทรงพลัง เพื่อช่วยให้ชาวบ้านเข้าใจธรรมะขั้นสูงได้ง่ายขึ้น ท่านกล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า:

“พอใจ จะเป็นแง่ใดแง่หนึ่งที่คิดออกมาได้ อย่างคิดคำพูด ๒-๓ คำขึ้นมาใช้ได้ ก็พอใจแล้ว (หัวเราะ)… เช่นคำว่า ตัวกู-ของกู, กิน-กาม-เกียรติ, สะอาด-สว่าง-สงบ อะไรอย่างนี้ มันช่วยประหยัดการพูดจาได้มาก ช่วยให้พูดจาได้เร็ว”

ธรรมโฆษณ์ 3

“อริยสัจจากพระโอษฐ์” และตู้สมบัติ “ธรรมโฆษณ์”

เมื่อถูกถามว่า ในบรรดาหนังสือที่เขียนมาทั้งหมด ผลงานชิ้นใดที่ท่านรู้สึกพึงพอใจและภูมิใจมากที่สุด ท่านพุทธทาสตอบอย่างไม่ลังเลถึงผลงานที่ใช้เวลาทุ่มเทยาวนานและมีความหนาเกือบสองพันหน้าว่า:

“พอใจถึงที่สุดก็คือ อริยสัจจากพระโอษฐ์ รู้สึกว่าทำได้สมบูรณ์ที่สุด พอใจกว่าทุกเรื่อง ฝากไว้เป็นอนุสาวรีย์ในโลกได้”

ต่อมาเมื่อผลงานเทศน์และงานเขียนของท่านมีจำนวนมหาศาล ท่านจึงดำริให้จัดทำโครงการ “ธรรมโฆษณ์” เพื่อรวบรวมงานทั้งหมดให้เป็นหมวดหมู่และเป็นระบบที่สมบูรณ์ที่สุด

“มันเกิดจากการปรารภว่า ธรรมะที่เราพูดไปมากต่อมากแล้ว มันจะสูญหายเสียหมด ที่พิมพ์กันเล่มเล็ก ๆ หรือที่อื่นเอาไปพิมพ์ มันก็กระจัดกระจาย ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน จึงพยายามทำขึ้นให้เป็นชุด ๆ เป็นชุดสมบูรณ์ ตอนหลัง ๆ จึงเปลี่ยนวิธีพูด มาพูดเป็นชุด เป็นเรื่องราวต่อกันเพื่อสะดวกแก่การพิมพ์

เช่น ชุดธรรมปาฏิโมกข์ที่พูดหน้าโรงหนัง ชุดวันเสาร์ ซึ่งพูด ๓ เดือน ได้เล่มหนึ่ง ก่อนนี้ขึ้นไปยังมีชุดบรรยายโรงฉัน เรื่องหลัก ๆ หลายเรื่องเหมือนกันที่บรรยายโรงฉัน อานาปานสติฉบับสมบูรณ์ ก็บรรยายโรงฉัน เรื่องพวกนี้เมื่อคิดจะพิมพ์เป็นหนังสือเล่มใหญ่ขึ้นมาก็คิดว่าใช้ชื่อธรรมโฆษณ์ มันง่ายดี ความหมายก็ดี มีชื่ออื่นอีกให้เลือก ๒-๓ เรื่อง มันรุงรัง”

ท่านได้ให้จัดตึกที่อยู่ติดกับกุฏิเป็นโกดังเก็บหนังสือ เพื่อเก็บรวบรวมหนังสือธรรมโฆษณ์ให้ครบ 100 ชุด สำหรับจัดส่งไปตามสถาบันต่างๆ ให้เป็นสมบัติทางการศึกษาต่อไป

“…ตึกที่อยู่ติดกับกุฏิที่ผมอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็เป็นโกดังเก็บหนังสือ ทั้งชั้นบนชั้นล่าง จะเก็บหนังสือธรรมโฆษณ์ให้ครบ ๑๐๐ ชุด พอพิมพ์ครบแล้ว จะได้มีสัก ๑๐๐ ชุด ไว้ให้ไปตามสถาบันต่าง ๆ ที่ควรจะมี เพื่อใช้ศึกษาค้นคว้ากัน เดี๋ยวนี้มันพิมพ์ได้ถึงห้าหกสิบแล้ว สัก ๑๐๐ เล่มก็เห็นจะพอ ๑๐๐ เล่ม ๑๐๐ ชุด แต่อาจจะตายก่อนก็ได้ คนข้างหลังเขาก็คงจัดการกันต่อไป รวม ๆ กันเป็นชุด ๆ ให้ตามสถาบันที่สมควรจะให้ กระทั่งในต่างประเทศก็อาจจะจำเป็น”

2026 06 23 213929 cr

สังขารที่ร่วงโรย และเครื่องบันทึกเสียงคู่ใจ

เมื่อก้าวเข้าสู่วัยสนธยา ร่างกายเริ่มไม่อำนวย นิ้วมือที่เคยดีดแป้นพิมพ์อย่างคล่องแคล่วเริ่มตามความไวของสมองไม่ทัน แต่ไฟในการเผยแผ่ของท่านไม่เคยดับ ท่านแก้ปัญหาด้วยการใช้วิธี “หลับตาพูด” ใส่เครื่องบันทึกเสียง (เทปคาสเซ็ต) แทน ท่านเล่าว่า:

“ตอนหลังๆ นี่ พออายุมากเข้า มันขี้เกียจเขียน ร่างกายมันเริ่มไม่ค่อยอำนวยด้วย มันไม่มีแรง มันลดความว่องไว มือดีดพิมพ์ไม่ทันความคิด ทำให้ยุ่งยากเลยใช้หลับตาพูด นึกให้ดีที่สุด แล้วพูดออกมา อยู่ในเทปแล้วเอาไปลอก”

ความทุ่มเททั้งหมดนี้ นำมาซึ่งความอิ่มเอมใจสูงสุดในบั้นปลายชีวิต ท่านพ่ายแพ้ต่อสังขารแต่ชนะในเป้าหมาย เมื่อท่านสามารถกล่าววาทะที่น่าชื่นใจที่สุดประโยคหนึ่งได้ว่า:

“เราได้ทำสิ่งที่มันสมควรจะทำ ไม่เสียค่าข้าวสุกของผู้อื่นแล้ว เชื่อว่ามันคุ้มค่า อย่างน้อยผมกล้าพูดได้อย่างหนึ่งว่า เดี๋ยวนี้ไม่มีใครในประเทศไทย บ่นได้ว่าไม่มีหนังสือธรรมะอ่าน… เราก็ยังติดปาก ‘ไม่มีหนังสือธรรมะจะอ่าน’ ตอนนี้บ่นไม่ได้อีกแล้ว”

อ.จ พุทธทาส 1316 cr

“พุทธทาสจักอยู่ไป ไม่มีตาย”

ชีวิตในบั้นปลายของท่านไร้ซึ่งภาระและความยึดมั่นถือมั่นใดๆ ท่านไม่ได้ปรารถนาลาภยศ สมณศักดิ์ หรือแม้แต่การประกาศตนว่าเป็นอริยบุคคลขั้นใด ท่านสรุปเป้าหมายสูงสุดของการเกิดมาเป็นมนุษย์ไว้อย่างหมดจดว่า:

“เหลือแต่ร่างกาย จิตใจ นามรูปเคลื่อนไหวไป ในลักษณะที่ไม่เป็นทุกข์ ให้มีประโยชน์กับผู้อื่นมากที่สุด จนกว่ามันจะดับลงไป เหมือนกับว่าตะเกียงหมดน้ำมัน ไฟหมดเชื้อเพลิง ไม่ต้องถามว่าไปไหน จบกันแค่นั้น”

ท่านพุทธทาสเคยตั้งใจเขียนบทกวีบทหนึ่งเตรียมไว้สำหรับสลักที่หลุมฝังศพว่า “พุทธทาสจักมีต่อไป จะไม่ตาย” ซึ่งท่านได้ให้ความหมายที่ลึกซึ้งเหนือการเกิดตายว่า ไม่ใช่การยึดติดในตัวตน ทว่าเป็นความปรารถนาให้ “ผลงาน” สืบทอดรับใช้โลกต่อไป:

“พุทธทาสในที่นี้หมายถึงผลงานของพุทธทาส หรือคำว่าพุทธทาส ควรจะออกชื่ออยู่เสมอ คืออยากให้ผลงานอยู่อย่างไม่มีตาย… อยู่รับใช้พระพุทธศาสนาตลอดนิรันดร”

“เหมือนที่เขาใช้คำโดยภาษาคน โดยสมมติในโลก คนนี้ไม่ตาย คนนี้ไม่ตาย พระพุทธเจ้าไม่ตาย พุทธทาสก็ต้องไม่ตาย ต้องคอยอยู่รับใช้พระพุทธเจ้าเรื่อยไป เอาคนง่าย ๆ อย่างเช็คสเปียร์ เขาก็ถือว่าไม่ตาย เพราะมีคนออกชื่อแกอยู่เรื่อย ที่นี่มีนี่ในโลก ตลอดวันตลอดคืน คนออกเสียงเช็คสเปียร์อยู่ มันก็ไม่ตาย โดยความหมายนี้…อยู่รับใช้พุทธศาสนา ไม่ใช่อยู่เป็นตัวตน และผลงานนี้อยู่รับใช้พุทธศาสนา ขอฝากฝังเพื่อนฝูงทั้งหลายที่อยู่ข้างหลัง ช่วยทำให้สำเร็จ”

อ.จ พุทธทาส 635 cr

แม้สังขารของท่านพุทธทาสภิกขุจะกลับคืนสู่ธรรมชาติ ดับลงดั่งตะเกียงที่หมดน้ำมันไปแล้วตามกาลเวลา แต่ร่องรอยแห่งปัญญา ผลงานเขียน และอุดมคติที่ท่านได้บุกเบิกไว้ จะยังคงทำหน้าที่เป็น “ทาสผู้รับใช้พระพุทธเจ้า” และเป็นประทีปส่องสว่างนำทางจิตวิญญาณของผู้คนไปตลอดกาล… สมดั่งปณิธาน “พุทธทาสจักไม่ตาย” อย่างแท้จริง

Share