[ธรรมตามจังหวะ] – น้ำท่วม (ศรคีรี ศรีประจวบ) – เมื่อความทุกข์มาจากไหนบ้าง
น้ำท่วม ศรศิริ ศริประจวบ

[ธรรมตามจังหวะ] - น้ำท่วม (ศรคีรี ศรีประจวบ) - เมื่อความทุกข์มาจากไหนบ้าง

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

เพลงบางเพลงไม่ได้เริ่มต้นจากจินตนาการของนักแต่งเพลง แต่เริ่มจากชีวิตจริงของคนร้อง

“น้ำท่วม” ของ ศรคีรี ศรีประจวบ เป็นหนึ่งในนั้น

เมื่อราว พ.ศ. 2511–2513 ศรคีรียังเป็นชาวไร่สับปะรดอยู่ที่ปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และกำลังพยายามหาทางเข้าสู่วงการเพลง เขาเดินทางไปขอเพลงจาก ครูไพบูลย์ บุตรขัน อยู่หลายครั้ง ก่อนจะได้ฝากตัวเป็นศิษย์

ช่วงนั้นเกิดน้ำท่วมใหญ่ที่ประจวบคีรีขันธ์ ไร่สับปะรดได้รับความเสียหาย และมีเรื่องเล่าจากคนร่วมวงว่า น้ำขึ้นจนศรคีรีและเพื่อน ๆ ต้องหนีขึ้นไปอยู่บนหลังคา ศรคีรีนำประสบการณ์นี้ไปเล่าให้ครูไพบูลย์ฟัง ไม่นาน เรื่องน้ำท่วมที่เพิ่งเกิดขึ้นจริงก็กลายเป็นเพลง

“น้ำท่วม” เป็นเพลงแรก ๆ ที่ครูไพบูลย์มอบให้ศรคีรีบันทึกเสียง และกลายเป็นเพลงที่ช่วยแจ้งเกิดนักร้องเสียงหวานคนนี้จนเป็นหนึ่งในชื่อสำคัญของวงการลูกทุ่งไทย

เพลงเริ่มต้นด้วยประโยคที่คนไทยคุ้นหู

“น้ำท่วม น้องว่าดีกว่าฝนแล้ง”

ประโยคนี้มีที่มาจากวาทะที่เล่าต่อกันมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่ พ.ศ. 2485 ก่อนครูไพบูลย์จะนำมาผูกเข้ากับประสบการณ์น้ำท่วมของศรคีรี จนกลายเป็นเพลงที่เรายังได้ยินกันอยู่ทุกครั้งที่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่

แต่ถ้าฟังเพลงนี้ด้วยหูอีกแบบหนึ่ง เพลงน้ำท่วมอาจพาเราไปพบคำถามที่น่าสนใจมาก เมื่อชีวิตมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นจริง ธรรมะช่วยเราได้ตรงไหน?

w1

น้ำท่วมกรุงเทพ ปี 2485

น้ำท่วมจริง ๆ ไม่ได้อยู่แค่ในใจ

ถ้าบ้านถูกน้ำท่วม รถจมน้ำ พืชผลเสียหาย งานหยุด รายได้หาย หรือคนในครอบครัวต้องอพยพออกจากบ้าน ความเดือดร้อนเหล่านี้ เป็นของจริง

การพูดกับคนที่กำลังวิดน้ำออกจากบ้านว่า “ทุกอย่างอยู่ที่ใจ” คงไม่ช่วยอะไรนัก และถ้าใช้คำว่า “ปล่อยวาง” เพื่อบอกให้คนไม่ต้องทุกข์กับบ้านที่เพิ่งเสียหาย ก็คงไม่ใช่ธรรมะที่มีเมตตาเท่าไร

พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เราปฏิเสธความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจริง

ร่างกายเจ็บก็เจ็บ
ของเสียก็เสีย
คนจากไปก็คือจากไป

แต่พระพุทธเจ้าชี้ให้เห็นว่า หลังจากสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้ว ใจของมนุษย์ยังสามารถสร้างความทุกข์เพิ่มขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง

เรื่องนี้มีอุปมาที่ชัดมากในพระสูตรชื่อ สัลลัตถสูตร (Sallattha Sutta) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบความทุกข์เหมือนการถูกยิงด้วยลูกศร คนทั่วไปเมื่อได้รับความเจ็บปวด ก็เหมือนถูกยิงด้วย ลูกศรดอกแรก จากนั้นใจเศร้า คร่ำครวญ ต่อต้าน โกรธ กลัว และดิ้นรนกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น จึงเหมือนถูกยิงซ้ำด้วย ลูกศรดอกที่สอง

ลูกศรดอกแรกอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ดอกที่สองเกิดขึ้นในใจเราเอง

น้ำเข้าบ้านแล้ว ใจยังท่วมต่อได้อีก

ลองนึกถึงคนคนหนึ่งที่กลับถึงบ้านแล้วพบว่าน้ำสูงถึงเอว เหตุการณ์แรกคือ บ้านถูกน้ำท่วม เขาเห็นน้ำ เห็นเฟอร์นิเจอร์เสียหาย เห็นของที่เก็บมาหลายปีลอยอยู่ในบ้าน ความรู้สึกไม่สบายใจเกิดขึ้นทันที นี่เป็นเรื่องธรรมดามาก ในภาษาของพุทธศาสนา เราอาจมองได้ว่าเกิด

ผัสสะ → เวทนา

สิ่งที่ตาเห็น สิ่งที่กายสัมผัส ไปกระทบใจ แล้วเกิดเวทนา ในกรณีนี้คือความรู้สึกที่ไม่น่าพอใจ ตรงนี้ยังไม่จำเป็นต้องกลายเป็นความทุกข์ก้อนใหญ่ แต่ใจมักเดินต่ออย่างรวดเร็ว

“ขออย่าให้มันสูงกว่านี้เลย”

“ทำไมต้องเกิดกับบ้านฉัน”

“ของพวกนี้ฉันเก็บมาตั้งกี่ปี”

“ถ้าพรุ่งนี้ฝนตกอีกจะทำอย่างไร”

“ปีนี้ชีวิตพังแน่”

เหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าเริ่มขยายออกไปทั้งอดีตและอนาคต  จากความรู้สึกไม่พอใจ เกิดความอยากให้สิ่งที่กำลังเกิด ไม่เกิด จากนั้นก็เริ่มยึดกับสิ่งที่เสียไป ยึดกับภาพชีวิตที่ควรจะเป็น ยึดกับคำว่า บ้านของฉัน ของของฉัน ชีวิตของฉัน

เส้นทางตรงนี้มองผ่านปฏิจจสมุปบาทได้ว่า

ผัสสะ → เวทนา → ตัณหา → อุปาทาน

น้ำอาจสูงหนึ่งเมตร แต่ในใจ น้ำสูงขึ้นเรื่อย ๆ

ไม่ยึด ไม่ได้แปลว่าไม่รัก

ตรงนี้เป็นจุดที่ต้องระวังมาก

การพูดว่า “อย่ายึด” ไม่ได้หมายความว่า เมื่อบ้านน้ำท่วมแล้วเราควรยืนดูเฉย ๆ

ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องรักบ้าน
ไม่ต้องเสียดายรูปถ่ายเก่า
ไม่ต้องห่วงสัตว์เลี้ยง
ไม่ต้องช่วยขนของ
หรือไม่ต้องเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่

ความไม่ยึดถือในทางพุทธไม่ได้แปลว่า ไม่รู้สึกและไม่ทำอะไร

กลับกัน ถ้าใจไม่ถูกความกลัว ความโกรธ และความคิดฟุ้งซ่านลากไปทั้งหมด เราอาจทำสิ่งที่ควรทำได้ดีขึ้นเสียด้วยซ้ำ

  • ย้ายของขึ้นที่สูง
  • ปิดระบบไฟฟ้า
  • พาคนแก่และเด็กออกจากพื้นที่
  • โทรขอความช่วยเหลือ
  • แบ่งอาหารให้บ้านข้าง ๆ
  • เริ่มคิดว่าจะจัดการชีวิตหลังน้ำลดอย่างไร

พุทธทาสภิกขุอธิบายเรื่อง “จิตว่าง” ในความหมายที่ใกล้กับเรื่องนี้มาก

จิตว่างไม่ใช่จิตที่ไม่มีความคิด ไม่มีความรับผิดชอบ หรือไม่สนใจอะไร แต่คือจิตที่ปราศจากกิเลส ไม่ได้ถูกปรุงจนเต็มไปด้วย “ตัวกู–ของกู” จนไม่เหลือพื้นที่ให้สติและปัญญาทำงาน

เมื่อจิตไม่ถูกกวนด้วยการยึดถือ มันกลับเป็นจิตที่พร้อมจะทำงานได้อย่างเต็มที่

ดังนั้น เวลาเกิดน้ำท่วม เราไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง

“ยอมรับความจริง” กับ “ลงมือแก้ปัญหา”

สองอย่างนี้เกิดพร้อมกันได้

เรายอมรับว่า ตอนนี้น้ำมาแล้ว แล้วจึงถามต่อว่า ตอนนี้ควรทำอะไร

ธรรมะไม่ได้มีไว้สอนคนถูกน้ำท่วมให้ทำใจ

ยังมีอีกด้านหนึ่งของเพลง น้ำท่วม ที่น่าสนใจ

เมื่อเราเป็นคนที่บ้าน ไม่ได้ ถูกน้ำท่วม

เราฟังข่าว
เห็นภาพ
เห็นคนยืนอยู่ในน้ำ
เห็นสัตว์ติดอยู่บนหลังคา
เห็นบ้านที่เหลือเพียงหลังคาโผล่พ้นน้ำ

ตอนนั้นธรรมะไม่ได้ถามเพียงว่า

“เราจะวางใจอย่างไร”

แต่ถามได้ด้วยว่า

“เมื่อเห็นคนอื่นทุกข์ เราจะทำอะไร”

นี่คือพื้นที่ของ กรุณา ถ้าธรรมะทำให้เราเห็นความไม่เที่ยงของทรัพย์สิน แต่ไม่ทำให้เราอยากช่วยคนที่กำลังสูญเสียทรัพย์สินเหล่านั้น ธรรมะนั้นก็คงขาดอะไรไปไม่น้อย คนหนึ่งอาจบริจาคเงิน อีกคนส่งอาหาร  อีกคนเปิดบ้านให้พัก อีกคนพาสัตว์ออกจากพื้นที่ อีกคนมีเพียงโทรศัพท์หนึ่งเครื่อง ก็ยังช่วยแชร์ข้อมูลจุดอพยพหรือเบอร์ขอความช่วยเหลือได้ เราอาจช่วยกันไม่ได้ทุกเรื่อง แต่ความกรุณาเริ่มต้นจากการที่ความทุกข์ของคนอื่น ไม่ใช่เรื่องของคนอื่นทั้งหมดอีกต่อไป

เมื่อน้ำลด

ในที่สุดน้ำก็ลด รอยน้ำยังติดอยู่บนกำแพง เฟอร์นิเจอร์บางชิ้นต้องทิ้ง ต้นไม้บางต้นไม่กลับมา รายได้บางส่วนหายไป และบางชีวิตอาจต้องเริ่มต้นใหม่เกือบทั้งหมด ลูกศรดอกแรกยังทิ้งบาดแผลไว้

ธรรมะไม่ได้ย้อนเวลากลับไปเอาลูกศรดอกนั้นออกให้เรา แต่เราอาจเรียนรู้ว่า ไม่จำเป็นต้องยิงดอกที่สอง ดอกที่สาม ดอกที่สี่ ใส่ตัวเองซ้ำไปเรื่อย ๆ

เรายังเสียใจได้ ยังเหนื่อยได้ ยังขอความช่วยเหลือได้ ยังลงมือแก้ปัญหาได้ เพียงแต่ค่อย ๆ เห็นว่า ตรงไหนคือความจริงที่กำลังเกิดขึ้น และตรงไหนคือเรื่องที่ใจกำลังสร้างเพิ่มขึ้นมา

กว่า 50 ปีหลังจากศรคีรีร้องเพลง น้ำท่วม เป็นครั้งแรก เพลงนี้ยังกลับมาดังจากวิทยุและลำโพงทุกครั้งที่เมืองไทยเจอน้ำอีกครั้ง อาจเป็นเพราะน้ำท่วมเป็นเรื่องที่คนไทยรู้จักดี และถ้าฟังลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง เราอาจพบว่า

น้ำที่ไหลเข้าบ้าน กับน้ำที่ท่วมใจ ไม่ใช่น้ำสายเดียวกัน

น้ำสายแรก เราต้องช่วยกันหาทางระบายมันออก ส่วนน้ำสายหลัง เราอาจเริ่มต้นได้ด้วยการมองให้เห็นว่า มันกำลังเกิดขึ้นอย่างไรในใจของเรา แล้วไม่ปล่อยให้มันสูงขึ้นไปมากกว่าที่จำเป็น

Share