[ธรรมะตามจังหวะ] - Try (๋Park Jimin) - ลองรู้ทุกข์ โดยไม่รีบหนี
เวลามีคนบอกว่าเหนื่อย เรามักอยากช่วยทันที
“สู้ ๆ นะ”
“อย่าคิดมาก”
“เดี๋ยวก็ดีขึ้น”
“ลองใหม่อีกครั้ง”
“คนอื่นก็เจอเหมือนกัน”
ทุกประโยคเกิดจากความหวังดี
แต่สำหรับคนที่กำลังเหนื่อยจริง ๆ บางครั้งสิ่งเหล่านี้กลับมาถึงเร็วเกินไป
เร็วเสียจนเขายังไม่มีโอกาสพูดกับตัวเองเลยว่า
ตอนนี้ฉันกำลังทุกข์
เพลง Try (다시) ของ Park Jimin หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ JAMIE มีอารมณ์แบบนั้นอยู่ในเพลง
ไม่ได้เป็นเพลง “ฮึบขึ้นมาแล้วสู้ต่อ” อย่างที่ชื่อภาษาอังกฤษ Try อาจทำให้เราคิดในตอนแรก
ในเพลงมีคนรอบข้างบอกให้เธอเข้มแข็งกว่านี้ ถามว่าทำไมถึงคิดมาก ทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น
เธอก็รู้ว่าทุกคนต่างมีวันที่เหนื่อยเหมือนกัน
แต่การรู้ว่าคนอื่นก็เหนื่อย ไม่ได้ทำให้ความเหนื่อยของเราหายไป
มีเรื่องบางเรื่องที่อยากพูดแต่พูดไม่ได้
มีความรู้สึกบางอย่างที่ได้แต่เก็บเอาไว้
และมีวันที่เราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าควรทำอย่างไรกับใจตัวเอง
คำว่า 다시 (dasi) ซึ่งเป็นชื่อภาษาเกาหลีของเพลง แปลได้ประมาณว่า
“อีกครั้ง”
และตรงนี้เองที่ทำให้ Try น่าสนใจกว่าเพลงให้กำลังใจธรรมดา
เพราะก่อนจะ “อีกครั้ง”
เพลงยอมให้เราเหนื่อยก่อน
เรามักรีบทำอะไรเพื่อกลบทุกข์
เวลาเจ็บ เราอยากหาย
เวลาเศร้า เราอยากให้หยุดเศร้า
เวลาโกรธ เราอยากเลิกโกรธ
เวลาเหงา เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
เวลาใจไม่สงบ เราหาอะไรดู หาอะไรฟัง หาอะไรทำ เพื่อไม่ต้องอยู่กับความรู้สึกนั้นนานเกินไป
เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิด
มนุษย์ย่อมอยากเข้าใกล้สิ่งที่สบาย และอยากถอยห่างจากสิ่งที่ทำให้เจ็บ
แต่ถ้าเรารีบหนีทุกครั้งที่ความทุกข์ปรากฏขึ้น เราอาจพลาดโอกาสที่จะได้รู้ว่า
เรากำลังหนีอะไร
ตรงนี้เองที่พุทธศาสนามีท่าทีต่อ “ทุกข์” ที่น่าสนใจมาก
ในอริยสัจ 4 หน้าที่ของเราต่อทุกข์ ไม่ใช่ กำจัด
แต่คือ
กำหนดรู้
ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรรู้ให้ทั่วถึง
ส่วนเหตุแห่งทุกข์จึงค่อยเป็นสิ่งที่ควรละ
ฟังดูเหมือนต่างกันเพียงนิดเดียว แต่จริง ๆ ต่างกันมาก
ทุกข์ไม่ได้มีไว้ให้รีบเอาชนะ
สมมติว่าเรากำลังรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ
ถ้าเรารีบบอกตัวเองว่า
“หยุดคิดแบบนี้เสียที”
เราอาจทำให้ความรู้สึกเงียบลงชั่วคราว
แต่เรายังไม่รู้เลยว่าอะไรเกิดขึ้น
เราอาจเพิ่งเห็นเพื่อนรุ่นเดียวกันประสบความสำเร็จ
เกิดการเปรียบเทียบ
จากนั้นเกิดความรู้สึกด้อยกว่า
แล้วใจจึงสร้างเรื่องต่อว่า
“ชีวิตเราช้าเกินไป”
“เราไม่เก่งพอ”
“คนอื่นไปถึงไหนแล้ว”
ถ้าเรารีบหนีตั้งแต่รู้สึกไม่ดี เราก็เห็นเพียงปลายทางว่า
“ฉันทุกข์”
แต่ไม่เห็นกระบวนการที่ค่อย ๆ สร้างทุกข์นั้นขึ้นมา
การรู้ทุกข์จึงไม่ใช่การนั่งจ้องความเจ็บปวดแล้วทรมานตัวเอง
มันคือการเห็นว่า
ตอนนี้กำลังเกิดอะไร
ร่างกายเป็นอย่างไร
ใจเป็นอย่างไร
มีความคิดอะไรตามมา
เราอยากให้สิ่งใดเกิดขึ้น
และกำลังผลักอะไรออกไป
เพียงเท่านี้ “ทุกข์” ก็เริ่มเปลี่ยนสถานะ
จากสิ่งที่กำลังครอบงำเรา
มาเป็นสิ่งที่เรากำลังมองเห็น
“ทุกคนก็เหนื่อย” ใช้ได้สองแบบ
มีประโยคหนึ่งที่เราได้ยินกันบ่อย
“ทุกคนก็เหนื่อยเหมือนกัน”
ประโยคนี้อาจฟังเหมือนให้กำลังใจ แต่ก็ทำร้ายคนได้เหมือนกัน
ถ้ามันหมายความว่า
“คนอื่นเหนื่อยกว่าเธออีก เพราะฉะนั้นอย่าบ่น”
ความทุกข์ของอีกคนถูกปัดทิ้งทันที
แต่ประโยคเดียวกันอาจหมายความได้ว่า
“ความเหนื่อยเป็นประสบการณ์หนึ่งของมนุษย์ เธอไม่ต้องรู้สึกผิดที่วันนี้ตัวเองไม่ไหว”
ความหมายเปลี่ยนไปเลย
Try มีความรู้สึกแบบหลังอยู่มาก
เพลงไม่ได้บอกว่า เพราะทุกคนมีวันที่เหนื่อย เราจึงต้องอดทนเหมือนคนอื่น
กลับกัน มันยอมรับว่า
ใช่
คนเรามีวันที่เหนื่อยจริง ๆ
และความเหนื่อยนั้นไม่จำเป็นต้องถูกปฏิเสธ
รู้ว่าเศร้า โดยไม่รีบเป็น “คนเศร้า”
ตรงนี้มีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่น่าสนใจ
การรู้ว่า
“ตอนนี้มีความเศร้า”
กับการคิดว่า
“ฉันเป็นคนเศร้า”
ไม่เหมือนกัน
ประโยคแรกพูดถึงสภาวะที่กำลังเกิดขึ้น
ประโยคหลังเริ่มสร้างตัวตนขึ้นมาครอบมัน
จาก
“วันนี้ฉันทำพลาด”
ค่อย ๆ กลายเป็น
“ฉันเป็นคนล้มเหลว”
จาก
“คนนี้ไม่เลือกฉัน”
กลายเป็น
“ไม่มีใครต้องการฉัน”
จากความทุกข์หนึ่งเรื่อง เราค่อย ๆ สร้าง “ฉัน” ที่ต้องแบกความทุกข์นั้นติดตัวไปด้วย
การกำหนดรู้ทุกข์ช่วยให้เราเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่เรื่องราวจะวิ่งไปไกลขนาดนั้น
เศร้า ก็รู้ว่าเศร้า
กลัว ก็รู้ว่ากลัว
น้อยใจ ก็รู้ว่าน้อยใจ
เหนื่อย ก็รู้ว่าเหนื่อย
ยังไม่ต้องรีบตัดสินว่าความรู้สึกนั้นดีหรือไม่ดี
และยังไม่ต้องรีบใช้มันมาตัดสินว่าเราเป็นคนแบบไหน
ไม่รีบหนี ไม่ได้แปลว่าต้องทน
ตรงนี้ต้องแยกให้ชัด
การอยู่กับทุกข์เพื่อรู้จักมัน
ไม่ได้หมายความว่า ถ้าสถานการณ์กำลังทำร้ายเรา เราต้องอยู่ต่อ
ไม่ได้หมายความว่า คนที่กำลังมีปัญหาต้องแก้ทุกอย่างด้วยตัวเอง
และไม่ได้หมายความว่า การขอความช่วยเหลือคือการหนี
ตรงกันข้าม
บางครั้งเมื่อเราเห็นทุกข์ชัดพอ เราจึงรู้ว่าต้องทำอะไรต่อ
ต้องพัก
ต้องพูดกับใครสักคน
ต้องออกจากสถานการณ์บางอย่าง
ต้องขอโทษ
ต้องเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต
หรือต้องไปขอความช่วยเหลือจากคนที่ช่วยเราได้
เราไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้เพื่อแกล้งทำว่าทุกข์ไม่มีอยู่
แต่เพราะ เราเห็นมันแล้ว
แล้วค่อย “다시” — อีกครั้ง
ผมชอบคำภาษาเกาหลีของเพลงนี้มากกว่าคำว่า Try เสียอีก
다시 — อีกครั้ง
เพราะคำว่า “อีกครั้ง” แปลว่า เราไม่จำเป็นต้องทำสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก
วันนี้อาจยังตั้งหลักไม่ได้
พรุ่งนี้ลองอีกครั้ง
พรุ่งนี้ยังไม่ไหว
ก็กลับมาอีกครั้ง
ไม่ต้องรีบเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนเข้มแข็งในทันที
เพียงกลับมารู้ว่า
ตอนนี้ใจเป็นอย่างไร
อะไรทำให้ทุกข์
อะไรที่เราอยากให้เป็น
อะไรที่เรากำลังยึดเอาไว้
เมื่อเห็นชัดขึ้น เราจึงค่อยขยับต่อ
ในความหมายนี้ Try จึงไม่ใช่
“พยายามให้หนักขึ้น”
แต่คล้ายกับ
“ลองกลับมาดูอีกครั้ง”
มีวันที่เราไม่จำเป็นต้องชนะอะไรเลยครับ
ไม่ต้องชนะความเศร้า
ไม่ต้องชนะความกลัว
ไม่ต้องชนะความเหนื่อย
และไม่ต้องรีบพิสูจน์ว่าเรายังเข้มแข็ง
ลองหยุดอยู่ตรงนั้นสักครู่
ดูว่าความทุกข์กำลังบอกอะไร
ไม่ผลักมันออก
ไม่เติมเรื่องราวให้มัน
ไม่รีบกลายเป็นมัน
ทุกข์ก็รู้ว่าทุกข์
แล้วเมื่อพร้อม
ค่อย
다시 — อีกครั้ง
ลองใหม่อีกครั้ง
ไม่ใช่เพราะเราหนีความทุกข์สำเร็จ
แต่เพราะคราวนี้
เราเห็นมันแล้ว!