จากความกลัวสู่ความอยากรู้: บันทึกพุทธทาสในสวนโมกข์ (5)
Templte สิบปีในสวนโมกข์ web ตอน 05

จากความกลัวสู่ความอยากรู้: บันทึกพุทธทาสในสวนโมกข์ (5)

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

เมื่อความอยากรู้ช่วยให้ก้าวผ่านความกลัว

เช้าวันหนึ่งระหว่างเดินไปบิณฑบาตในสวนโมกข์ ท่านพุทธทาสพบนากตัวผู้ขนาดใหญ่ที่ออกมาอยู่กลางทางเดิน มันชะเง้อมองเป็นระยะ ราวกับกำลังท้าทายผู้ที่จะเดินผ่าน ท่านจึงต้องยืนรอให้มันหลีกไปเอง เหตุการณ์นี้เปิดเรื่องเล่าถึงการฝึกใจท่ามกลางสิ่งที่ไม่คุ้นเคย และสิ่งหนึ่งที่ท่านพบว่าเป็นที่พึ่งได้เสมอ คือความรักในการศึกษา อยากรู้ และอยากทดลอง เมื่อใจยังมีกำลังและมีสติ ท่านก็อยากใช้สิ่งที่พบเป็นโอกาสเรียนรู้ ทั้งเรื่องภายนอกและความรู้สึกของตนเอง

เสน่ห์ของตอนนี้อยู่ที่การเล่าอย่างเปิดเผยและมีอารมณ์ขัน ท่านเล่าถึงขั้นเคยอยากพบสิ่งที่คนกลัวกัน เพื่อจะได้รู้และทดสอบใจ แต่หลายครั้งสิ่งที่คาดกลัวกลับไม่เกิดขึ้น จนเห็นว่าตนเสียกำลังใจให้ความกลัวไปเปล่า ๆ เมื่อคุ้นเคยมากขึ้น สิ่งที่เคยน่ากลัวก็ค่อย ๆ กลายเป็นธรรมดา และบางเรื่องถึงกับชวนขบขัน ช่วงท้ายท่านยังชวนแยกให้ออกระหว่างการมีสิ่งภายนอกช่วยให้อุ่นใจ กับการฝึกจนใจมั่นคงขึ้นจริง เป็นประสบการณ์ที่ชวนให้เรากลับมาสังเกตว่า ความกลัวของตนผูกอยู่กับอะไร และความอยากเรียนรู้อาจช่วยเปลี่ยนวิธีมองสิ่งนั้นได้อย่างไร


จากบันทึก “สิบปีในสวนโมกข์” โดย พุทธทาสภิกขุ

บางวันฉันเดินออกมาเพื่อไปบิณฑบาตตอนเช้า, ในเขตสวนโมกข์อันกว้างใหญ่นั่นเอง กลางทางเดินแคบ ๆ ระหว่างพงรกริมสระใหญ่ ฉันเคยเสียเวลายืนคอยให้นากถึกโทนตัวผู้ ที่ออกมากลิ้งเกลือกกลางพื้นทราย และยืดตัวสองขาชะเง้อดูฉันเป็นคราว ๆ เสร็จธุระของมันแล้วหลีกไปเสียก่อน. มันทำอาการคล้ายกับท้าทายว่า กล้าดีก็ลองเข้ามาซิ เมื่อมันยืดตัวขึ้นสูงขนาดหน้าอกเรา ในระยะเพียง ๘-๙ เมตร ฉันซึ่งเหมือนกับท่านทั้งหลาย ก็ไม่เคยประสบพบปัญหาชนิดนี้มาก่อน ทั้งอยู่ในระยะแรกของการฝึกฝนตนให้เป็นไปตามแนวธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าอันสูงสุด ในการที่จะทั้งไม่สู้ไม่ป้องกันตัว แต่ก็ไม่หนีและไม่กลัวไม่ถอย เช่นนี้ ท่านลองทายดูทีหรือว่า จะให้ฉันทำอย่างไรอีก นอกจากยืนคอยว่า มันจะหลีกไปเอง.

มันมีอยู่อีกอย่างหนึ่งซึ่งควรจะนับว่าเป็นของวิเศษมาก และเคยเป็นที่พึ่งของฉันมามากแล้วคือ ความรักในการศึกษา อยากรู้อยากทดลอง. เมื่อกำลังใจและสติยังสมบูรณ์อยู่กับตัว ก็อยากลองไปเสียทั้งนั้น แม้ที่สุดแต่อยากลองให้เสือกัด งูกัด หรือให้ผีหลอก และให้ภูติหรือเปรตมาหาสนทนาปราศรัยกัน. ทั้งนี้เพื่อถือเอาเป็นโอกาสสำหรับศึกษาสิ่งเหล่านั้นด้วย และทดลองกำลังน้ำใจของตนเองด้วย.

แต่ดูเหมือนโชคไม่เคยอำนวยให้เป็นเช่นนั้นเลย ความกลัวกลายเป็นของหลอกและกลัวเปล่า ๆ ซึ่งนับว่าขาดทุนสมแก่ความโง่เขลาของตัวที่ไปกลัวมันเอง. ฉะนั้น ถ้าหากเราจะมีปัญญาหรือเหตุผลพอ ๆ แก่การรักษาตัวแล้ว เราหวังได้ก็แต่ความปลอดภัย และโอกาสแห่งการศึกษาที่ประณีตยิ่ง ๆ ขึ้นไปเท่านั้น.

สิ่งที่เคยกลัว กลายเป็นของธรรมดามากเข้า จนบางครั้งกลายเป็นวัตถุแห่งความขบขัน และเราจะพบตัวเราเองว่า เปลี่ยนไปจนจะเป็นคนละคน และเมื่อเป็นไปโดยทำนองนี้มากเข้า อุปสรรคอันเกิดจากความกลัวที่คอยกีดกั้นความเป็นสมาธิแห่งจิตก็มีน้อยเข้า และหมดสิ้นไปในที่สุด สามารถจะนั่งอยู่คนเดียวในที่โล่งในเวลากลางคืนอันสงัด โดยปราศจากเครื่องคุ้มครองอย่างใด นอกจากจีวรที่ห่มอยู่, และมีจิตแน่วไปในการฝึกฝนได้ตามปรารถนา.

ฉันเคยเข้าใจว่า เราอาจพึ่งพาสิ่งคุ้มครองเช่นรั้วหรือกลดเป็นต้น ช่วยบรรเทาความหวาดระแวงเมื่อจะต้องนั่งอยู่คนเดียวในที่เปลี่ยว. แต่นั่นเป็นสิ่งที่ต้องขอบอกกล่าวเพื่อนนักศึกษาไว้ทั่ว ๆ กันว่า ไม่น่าจะใช้เลย คือเราจะไม่ได้จิตใจอันใหม่ ที่เป็นจิตใจอันปล่อยหมด, มันยังคงระแวงอยู่นั่นเอง ไม่ให้เกิดกำลังใจอันเข้มแข็งเพียงพอ. พอไม่มีสิ่งเหล่านั้นเป็นเครื่องอุ่นใจ ความขลาดชนิดของคนธรรมดาก็มีมาอีก.


ที่มา: พุทธทาสภิกขุ, สิบปีในสวนโมกข์, หน้า ๘–๙.

อ่านตอนอื่นๆ ได้ที่ สิบปีในสวนโมกข์

Share