ธรรมชาติในสวนโมกข์: ป่าที่หลับและตื่นในบันทึกพุทธทาส (6)
Templte สิบปีในสวนโมกข์ web ตอน 06

ธรรมชาติในสวนโมกข์: ป่าที่หลับและตื่นในบันทึกพุทธทาส (6)

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

ป่าที่หลับและป่าที่ตื่น — ฟังจังหวะชีวิตในสวนโมกข์

ตอนเที่ยงในสวนโมกข์ ป่ามีช่วงเวลาพักของมันเอง ท่านพุทธทาสสังเกตว่า เสียงนกกะปูดคล้ายเป็นสัญญาณให้สัตว์ต่าง ๆ หยุดพัก นกจับเจ่า กระรอกอยู่นิ่ง ไก่ป่ากกแปลง และสัตว์เล็กหลบตัวจากความร้อน ความสงัดเข้ามาปกคลุมจนบางครั้งให้ความรู้สึกคล้ายยามดึก สำหรับท่าน ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสอีกครั้งหนึ่งที่จะได้สัมผัสความสุขจากการอยู่กับธรรมชาติ บันทึกตอนนี้จึงชวนเราเข้าไปนั่งเงียบ ๆ ในป่าด้วยกัน แล้วลองสังเกตชีวิตเล็ก ๆ ที่อาจมองผ่านไปในวันที่รีบร้อน

แต่ความเงียบก็อาจเปลี่ยนเป็นเสียงร้องระงมได้ทันที เมื่อนกใหญ่ในตระกูลนกอินทรีผ่านเข้ามา ท่านค่อย ๆ เรียนรู้ว่าเสียงเหล่านั้นเป็นสัญญาณเตือนภัยของสัตว์ในป่า ทั้งกระรอก นกเล็ก และไก่ป่าต่างส่งเสียงบอกกันจนกว่าอันตรายจะผ่านไป หากไม่มีเหตุเช่นนี้ ป่าก็จะสงบต่อไปจนถึงบ่าย ก่อนชีวิตต่าง ๆ จะค่อย ๆ กลับมาเคลื่อนไหว เสน่ห์ของเรื่องอยู่ที่สายตาและการฟังอย่างใส่ใจ ซึ่งทำให้ความเงียบและเสียงรอบตัวมีความหมาย และทำให้เราเห็นว่าการอยู่ใกล้ธรรมชาติเปิดโอกาสให้เรียนรู้ได้มากเพียงใด


จากบันทึก “สิบปีในสวนโมกข์” โดย พุทธทาสภิกขุ

ในป่านั้น ในตอนเที่ยงวัน มีความสงัดตามธรรมชาติอีกครั้งหนึ่ง. ดูเหมือนนกกะปูดจะมีหน้าที่เป็นผู้ให้สัญญาณระฆังพักผ่อน แล้วนกทุกตัวจับเจ่า บางตัวก็หลับเลย กระรอกก็อยู่นิ่ง ๆ ไก่ป่าก็กกแปลง สัตว์เล็กตามพื้นดินก็หลบตัวพักผ่อน เพราะเสร็จการหาอาหารมื้อเช้าบ้าง เพราะความร้อนระอุของเวลาเที่ยงวันบ้าง. ความเงียบสงัดเข้ามาแทนที่ ซึ่งบางครั้งลมก็ไม่มีพัด ทำให้เกิดความสงบเงียบทำนองเดียวกับเวลาดึกสงัด. ภิกษุผู้ไม่มีกังวลด้วยอาหารมื้อที่สองคือเพล ย่อมมีโอกาสหาความสุขได้ในตอนนี้อีกครั้งหนึ่งเป็นพิเศษ ในเมื่ออยู่ในป่าเช่นนั้น ซึ่งฉันถือว่าเป็นสิ่งที่น่าเสียดายมากเหมือนกัน ถ้าหากเราไม่ได้คุ้นเคยกับธรรมชาติอันนี้.

แต่ในบางครั้ง เมื่อเรากำลังสงบอารมณ์กันอยู่เช่นนี้ มีเสียงกึกก้องเจี๊ยวจ๊าวดังขึ้นระงมไปหมด ซึ่งฉันเคยสังเกตรู้สึกว่า มันช่างเป็นเสียงที่แสดงให้ระวังอันตราย หรือบอกเหตุอันตรายเอาจริง ๆ. ทั้งนี้มิใช่เพราะสัตว์เหล่านั้นพากันตื่นจากการพักผ่อน เพราะว่านกกะปูดยังไม่ได้ส่งสัญญาณบอกเวลาบ่ายเลย. แต่ว่าได้มีอันตรายมาจริง ๆ คือ มีนกใหญ่บางชนิดซึ่งเป็นนกตระกูลนกอินทรีได้ผ่านเข้ามา. ตลอดเวลาที่นกพวกนี้ยังอยู่ สัตว์เหล่านั้นเป็นไม่ยอมหยุดร้อง. ที่สวนโมกข์เรามีกระรอกกว่า ๔๐ ตัว และนกเล็ก ๆ นานาชนิดนับไม่ถ้วน ไก่ป่าฝูงใหญ่เหล่านี้ทั้งหมด ช่วยกันตะเบ็งเสียง เป็นที่บอกให้รู้กันอย่างทั่วถึง ให้ระวังอันตราย ฟังดูแล้วใคร ๆ ก็ย่อมรู้สึกว่า เป็นเสียงขอความช่วยเหลืออยู่ชัดเจนทีเดียว ความสะดุ้งจะมีได้อีกครั้งหนึ่ง สำหรับผู้ที่ไม่เคยผ่านมาก่อน.

ถ้าเหตุการณ์พิเศษเช่นนี้ไม่มี ก็จะเงียบสงัดไปจนถึงบ่าย จนกว่านกกะปูดจะให้สัญญาณอีกครั้งหนึ่ง การเคลื่อนไหวค่อยมีขึ้นทีละตัวสองตัว จนเป็นป่าที่ตื่นอยู่ตามปรกติ.


ที่มา: พุทธทาสภิกขุ, สิบปีในสวนโมกข์, หน้า ๑๐.

อ่านตอนอื่นๆ ได้ที่ สิบปีในสวนโมกข์

Share