มีสิ่งของโดยไม่หนักใจ: บทเรียนการไม่ยึดถือของพุทธทาส (11)
สิบปีในสวนโมกข์ ตอน 11

มีสิ่งของโดยไม่หนักใจ: บทเรียนการไม่ยึดถือของพุทธทาส (11)

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

ตอนที่ ๑๑: มีสิ่งของได้ไหม โดยไม่ให้กลายเป็นเครื่องหนักใจ

ในช่วงแรกที่อยู่สวนโมกข์ ท่านพุทธทาสมีของใช้เพียงบาตร ถังตักน้ำ จีวรเท่าที่จำเป็น และตะเกียง จะไปไหนก็ไม่ต้องล็อกประตูหรือห่วงของที่ทิ้งไว้ ความเบาสบายเช่นนี้เป็นประสบการณ์ที่ท่านบอกว่าไม่เคยพบมาก่อน แต่เมื่อเริ่มทำหนังสือพิมพ์พุทธสาสนา ก็ต้องมีกระดาษ ดินสอ และหนังสือเพิ่มขึ้น ความรับผิดชอบจึงตามมา โดยเฉพาะเมื่อปลวกเกือบขึ้นถึงพระไตรปิฎกที่ยืมไว้ เรื่องเล่าตอนนี้พาเราเห็นความคิดสองด้านที่กระทบกันอยู่ในใจ ระหว่างความสุขจากชีวิตที่มีภาระน้อย กับความตั้งใจทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น

สิ่งที่ชวนคิดคือ ท่านค่อย ๆ พบว่าการไม่ยึดถืออาจเกิดขึ้นได้แม้ยังมีสิ่งของอยู่ ประสบการณ์จากการเคยสละและรู้จักความเบาสบายช่วยให้เรียนรู้ที่จะปล่อยวางเมื่อสิ่งของและหน้าที่กลับเข้ามา ขณะเดียวกัน ท่านก็ยอมรับว่าการช่วยผู้อื่นมีภาระ และชวนระลึกว่าชีวิตของเราเองก็เติบโตมาได้ด้วยการเสียสละของคนรุ่นก่อน โจทย์จึงอยู่ที่ว่าจะทำประโยชน์ให้ผู้อื่นโดยไม่สูญเสียประโยชน์ตนมากนักได้อย่างไร ช่วงท้ายท่านเน้นการฝึกและสังเกตใจจากประสบการณ์ตรง ทำให้ตอนนี้มีทั้งเรื่องเล่าใกล้ตัวและคำถามสำคัญว่า เราจะดูแลสิ่งของและรับผิดชอบงาน โดยไม่แบกทุกอย่างไว้จนหนักใจได้หรือไม่


จากบันทึก “สิบปีในสวนโมกข์” โดย พุทธทาสภิกขุ

เมื่อพูดถึงสิ่งของหรือทรัพย์สมบัติ นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องศึกษา. ในขั้นแรกของการอยู่ที่นี่ ฉันมีทรัพย์สมบัติแต่เพียงบาตร ๑ ใบ มีฝาทองเหลืองชนิดตักน้ำฉันได้ กับถังตักน้ำเล็ก ๆ จากบ่อน้ำใบหนึ่ง และจีวรเท่าที่จำเป็นจะต้องมีเท่านั้น. กับมีตะเกียงน้ำมันมะพร้าวทำด้วยแก้วที่ใช้ดื่มน้ำดวงหนึ่ง จุดที่หน้าพระพุทธรูปเป็นประจำ. จะไปไหนเมื่อไรก็ได้ ไม่ต้องปิดประตู ไม่ต้องใส่กุญแจ ไม่ต้องสั่งเสียใคร เพราะมีคนเดียว จะกลับมาเมื่อไรเวลาไหน ก็ไม่มีห่วงโดยทุก ๆ ทาง. ไม่มีอะไรที่จะต้องดูแลระวังรักษา, ไม่มีเรื่องที่จะต้องรับผิดชอบอย่างใดกะใคร, รู้สึกว่ามีตัวเพียงตัวน้อย ๆ และเป็นอิสระเหมือนนก ความคิดนึกเกลี้ยงเกลา ไม่คิดนึกอะไรเลยก็ได้ มีแต่ความเบาสบายซึ่งยากที่จะบอก. และทำความพอใจให้เสมอไม่มีเบื่อ เหมือนดื่มน้ำที่จืดสนิทดี. นับตั้งแต่เกิดมา เท่าที่จำได้ ไม่เคยมีความเบาสบายเหมือนไม่มีเนื้อมีตัว เหมือนเมื่อมาอยู่ตามแบบนี้เลย.

ความพอใจในความเป็นเช่นนี้ที่เกิดขึ้น มีมากพอที่จะหักห้ามความกังวลถึงอนาคต เชื่อแน่ในตัวเองว่าตัวอาจหาความสุขหรือความพอใจให้แก่ตัวเองได้โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับใคร หรือรบกวนใคร. มีความคิดอุตริไปถึงว่า สามารถจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้คนเดียวก็ได้ หรืออยู่ได้โดยไม่ต้องติดต่อกับใคร เช่นเดียวกับพวกที่อยู่หิมาลัยนั้นเหมือนกัน.

ครั้นต่อมามีทรัพย์สมบัติเพิ่มขึ้น. เมื่อคิดออกหนังสือพิมพ์พุทธสาสนา ทำให้ต้องมีกระดาษดินสอ และหนังสือบางเล่ม, ความรู้สึกในใจก็กระทบกันเป็นคราว ๆ. บางทีหนังสือนั้นยืมเขา จะไปไหนต้องเก็บ ต้องปิดหีบ ปิดประตู กระทั่งใส่กุญแจทิ้งไว้ กลับมายังเรียบร้อยดีอยู่ก็เบาใจ. มีคราวหนึ่งไปธุระค้างคืน กลับมาทันขณะที่ปลวกขึ้นมาพอถึงกองหนังสือพอดี. หนังสือเหล่านั้นเป็นพระไตรปิฎกบางเล่มที่ขอยืมมาจากวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งเวลานั้นยังไม่มีของคณะธรรมทานเอง, ถ้าปลวกกัดกินทำให้ของเขาขาดชุดไป จะเป็นเรื่องยุ่งไม่น้อย และสมน้ำหน้าที่อุตริเป็นพระบ้าน ในเมื่อตนมีความเป็นอยู่อย่างพระป่า

เหล่านี้คือเรื่องที่ความคิดสองฝ่ายกระทบกันบ่อย จนบางครั้งจะเลิกล้มความคิดที่จะทำการเกี่ยวกับหนังสืออีกต่อไป. ในที่สุดความคิดทั้งสองฝ่ายก็รู้จักประนีประนอมกันได้เอง. อันผลแห่งการประนีประนอมนั้นเนื่องมาจากการที่เคยพบความเป็นอยู่ที่เบาสบาย เพราะไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรนั้นอีกด้วยเหมือนกัน แม้ว่าความเป็นอยู่ที่ไร้สิ่งของ จะทำให้พบความเบาสบายชนิดใหม่ขึ้นก็ตาม แต่ก็เป็นความรู้อีกอันหนึ่งที่ทำให้รู้ว่า สิ่งนั้นเกิดมาจากการเสียสละและไม่ยึดถือ.

การไม่ยึดถือนั้น นอกจากจะเกิดมาจากการไม่มีอะไรจะยึดถือแล้ว ยังเกิดมาจากการที่เราไม่ยึดถืออีกส่วนหนึ่งด้วย แม้จะมีอะไรเป็นสมบัติของตนอยู่ก็ตาม. ฉะนั้น การที่จะมีอะไรบ้าง เท่าที่จำเป็นแก่การที่จะบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่นให้กว้างขวางออกไป โดยตนไม่ต้องยึดถือไว้เป็นเครื่องหนักใจนั้น จะเป็นสิ่งที่ทำได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าลองดู.

เมื่อความคิดซึ่งเป็นเหมือนการท้าพนันเกิดขึ้นเช่นนี้ ความกล้าและความสนุกในการที่จะรับภาระหรือรับผิดชอบบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งเป็นการผูกมัดอยู่บ้างก็เกิดขึ้นมาเอง. เมื่อความคิดอีกฝ่ายหนึ่งเสนอขึ้นมาว่า ไม่ยอมเสียสละความสุขที่ได้พบใหม่ ๆ นั้น อีกฝ่ายหนึ่งก็หาทางประนีประนอม โดยจะไม่ให้เสียไปทั้งสองฝ่าย, ในที่สุดก็ปรากฏว่ามันรู้จักเอาไว้ได้ทั้งสองสถาน ก็เพราะความที่เคยหยั่งรู้ถึงรสของการสละหมดในเบื้องต้นมาแล้ว เป็นความรู้อันสำคัญ, รู้จักปล่อยวางสิ่งนั้น ๆ ในคราวที่มันจะต้องเพิ่มเข้ามาใหม่ ไม่เหมือนกับครั้งที่ยังไม่เคยพบการสละมาก่อน ซึ่งรู้จักแต่จะยึดถืออย่างเดียว.

แต่อย่างไรก็ตาม ความจริงยังคงมีอยู่ว่า การไม่ข้องแวะกับการทำประโยชน์ผู้อื่นเสียเลยนั้นมีความสุขมากกว่า หรือจะเป็นเพราะมนุษย์เรา มีหนี้ธรรมชาติอย่างหนึ่งอย่างใดติดตัวมา เช่นเราเองว่าที่จะมาเป็นได้อย่างนี้ ก็ต้องเนื่องจากการเสียสละของคนชั้นก่อน ๆ ที่ไม่เห็นแก่ตัวถ่ายเดียวมาแล้วเหมือนกัน มนุษย์เราจึงกล้าเสียสละประโยชน์สุขของตน เพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่นบ้างเป็นธรรมชาติในใจ.

เพราะฉะนั้น การบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่นโดยไม่เสียประโยชน์ตนไปมากนัก จะทำกันอย่างไรนั้น เป็นปัญหาที่ต้องพยายามแก้. และฉันขอตอบด้วยการกล้ารับรองในที่นี้ว่า ไม่มีทางอื่นใดดีไปกว่าการหลีกออกไปบำเพ็ญชีวิตสันโดษ ไร้ทรัพย์สมบัติโดยประการทั้งปวงเสียสักคราวหนึ่งก่อน ซึ่งในที่สุดจะพบคำตอบพร้อมทั้งได้สมรรถภาพแห่งจิต ชนิดที่จะปฏิบัติงานอันแสนยากนั้นได้ดีจริง ๆ.

ผู้สมัครจะศึกษาอบรมในทางจิต จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผ่านสิ่งนี้มาด้วยสติสัมปชัญญะ และการคอยสังเกตกำหนดอันประณีตให้มากที่สุดที่จะมากได้. เพราะว่าความรู้ที่ได้มาจากการเคยผ่านมาทางจิตใจของตนเอง กับความรู้ที่คาดคะเนเอาตามหลักเกณฑ์ในตำรานั้น ยังไกลกันอยู่ไม่น้อย. เพราะฉะนั้น ขอเตือนเพื่อนนักศึกษาที่กำลังทำบทเรียนขั้นนี้ด้วยกันว่า เรื่องอันเกี่ยวกับการมีทรัพย์สมบัติหรือไม่มีนี้ เป็นเรื่องที่จะต้องผ่านไปให้ดีที่สุด คือให้ละเอียดลออที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในการออกฝึกฝนทดลองของตน.


ที่มา: พุทธทาสภิกขุ, สิบปีในสวนโมกข์, หน้า ๑๖–๑๘.

อ่านตอนอื่นๆ ได้ที่ สิบปีในสวนโมกข์

Share