ต่างคนต่างเคร่ง แล้วจะอยู่ร่วมกันอย่างไรในสวนโมกข์
สิบปีในสวนโมกข์ ตอน 14

ต่างคนต่างเคร่ง แล้วจะอยู่ร่วมกันอย่างไรในสวนโมกข์

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

ต่างคนต่างเคร่ง แล้วจะอยู่ร่วมกันอย่างไร

คำว่าเคร่งหรือสันโดษอาจไม่ได้มีความหมายเหมือนกันสำหรับทุกคน เมื่อสวนโมกข์เริ่มมีพระเณรและผู้มาเยือนจากหลายแห่ง ท่านพุทธทาสพบความแตกต่างตั้งแต่การกินอยู่ การสวดมนต์ การอ่านหนังสือพิมพ์ ไปจนถึงการกรองน้ำ สิ่งที่ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าถูกต้อง อีกฝ่ายกลับอาจมองว่าเกินจำเป็นหรือทำไม่ถูก

บันทึกตอนนี้เก็บภาพการอยู่ร่วมกันอย่างตรงไปตรงมา ทั้งข้อรังเกียจที่เกิดจากธรรมเนียมต่างกัน และผู้ที่เอาใจใส่การฝึกตนจนยังเป็นมิตรกับทุกฝ่ายได้ เรื่องเล่าเหล่านี้ชวนให้เห็นว่า การเปิดสถานที่ต้อนรับคนหลายแนวปฏิบัติ ต้องเผชิญความเข้าใจที่แตกต่างกันมากเพียงใด


จากบันทึก ‘สิบปีในสวนโมกข์’ โดย พุทธทาสภิกขุ

ในปีต่อ ๆ มา มีภิกษุและสามเณรมาขออยู่อาศัยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คราวละรูปสองรูป บางปีก็ถึงอยู่จำพรรษากันตั้ง ๑๐ รูปก็มีในตอนหลัง. บางรูปที่มา รู้สึกว่าท่านได้รับผลเป็นที่พอใจ เป็นกัลยาณมิตรที่ดี มีบางรูปตรงกันข้าม กลับออกไปป่าวข่าวอกุศล. ในฝ่ายหนึ่งที่พอใจนั้น มีสาระสำคัญตรงที่มีการวางระดับสิ่งต่าง ๆ ไว้ในใจออกจะตรง ๆ กัน เช่นเมื่อมีปัญหาว่า

เท่าไรเรียกว่า สันโดษ หรือ เลี้ยงง่าย

ก็มีความเห็นตรงกันว่า เท่านี้เรียกว่าเลี้ยงง่ายหรือกินอยู่อย่างต่ำ, แต่บางพวกเห็นว่า เท่านั้นแร้นแค้นรุนแรงไป จนเป็นอัตตกิลมถานุโยค,

ในบางเรื่อง เช่นมีปัญหาว่า ภิกษุสามเณรประเภทนี้ควรทำอะไรได้บ้าง ? บางพวกเห็นว่าทำวัตรสวดมนต์ก็ไม่ควร, อ่านหนังสือพิมพ์ก็ไม่ได้ ซึ่งเมื่อพวกก่อนทำเช่นนั้นอยู่ก็ยกขึ้นเป็นข้อรังเกียจ. บางพวกก็ถือเคร่งไปในทางตามตัวหนังสือ เช่นน้ำ แม้จะสะอาดอยู่แล้วอย่างไรก็ยังจะต้องกรองกันอีกด้วยผ้ากรอง จนน้ำนั้นกลับสกปรกไปด้วยอำนาจผ้ากรอง ซึ่งมีไว้สักว่าตามธรรมเนียมนั้นเสียอีก. เพราะเชื่อว่าสัตว์ชนิดที่ดูด้วยตาไม่เห็นนั้น ผ้ากรองบาง ๆ จะกรองเอาไว้ได้ ถ้าใครเกิดไม่ทำดังนี้ขึ้นมาสักคนหนึ่ง ก็ตั้งข้อรังเกียจ, ส่วนพวกที่ตรงกันข้าม ก็ชักจะคิดว่าพวกหนึ่งคร่ำไป. แต่ก็มีอีกพวกหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนมากเอาใจใส่แต่เรื่องของตัว เห็นการที่ถือยิ่งหย่อนกว่ากันบ้างนั้นเป็นของส่วนตัว ไม่รังเกียจฝ่ายไหนทั้งหมด เป็นมิตรกับทุกฝ่าย ซึ่งนับได้ว่าเป็นนักปฏิบัติธรรมแท้.

สำหรับในเรื่องนี้ มีข้อที่ควรสังเกตไว้ด้วยอย่างหนึ่งว่า ในบรรดาผู้อ้างตัวเองเป็นนักปฏิบัติธรรมนั้น มีคนประเภทที่เรียกว่า จิตไม่สมประกอบรวมอยู่ด้วย. นี้ยิ่งไปกันใหญ่ เป็นปัญหาที่แก้ยาก.

การมีสถานกลางเปิดรับอาคันตุกะจากทุกทิศนั้น มีอะไรที่แตกต่างจากสำนักหรือวัดที่ตั้งอยู่เป็นหลักแหล่งมีขอบเขตจำกัดนั้นมากนัก. ในสถานกลางเช่นนี้ จะมีอาคันตุกะชนิดต่าง ๆ แทบครบทุกชนิด. แม้จะไม่อยู่เลย เพียงแต่มาพักชั่วคราว เพื่อมาดูมาเยี่ยม ก็มีอะไรทำให้เป็นปัญหาเกิดขึ้นได้. ถ้าหากใครไปถือหลักว่า สิ่งใดที่แปลกไปจากสิ่งที่ตนทำหรือถืออยู่ เป็นของใช้ไม่ได้ หรือขบขันแล้ว คนนั้นจะลำบากที่สุด.

ฉันสังเกตเห็นว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ช่วยอะไรไม่ได้เสียจริง ๆ เช่นอาคันตุกะบางคน จะฉันอาหาร ต้องยกบาตรขึ้นวางบนที่สูง แล้วลงนั่งยอง ๆ ประนมมือข้างล่าง ว่าอะไรพึมพำเสียครู่หนึ่งแล้วจึงนำมาฉัน. พวกที่ไม่เคยทำดังนั้น ก็ติฉินหรืออดขยิบตากันไม่ได้ ซึ่งที่จริงก็น่าขันสำหรับผู้ที่ไม่เคยทำเคยเห็นอยู่บ้างเหมือนกัน แม้ในตอนหลังจะได้รับคำอธิบายว่า ที่ทำดังนั้นเพื่อเป็นการบูชาถวายพระพุทธเจ้าเสียก่อน และเป็นการขอบคุณพระองค์ในการที่แผ่บารมี ทำเหล่าสาวกให้มีอาหารฉันไม่ขาดแคลน ซึ่งพิจารณาดูก็เป็นการกระทำที่ดีและมีเหตุผลอยู่ ส่วนมากก็ยังสั่นเศียร ไม่รับถือลัทธินี้ ซึ่งฉันเชื่อว่าเป็นลัทธิที่ถือกันแต่เพียงบางถิ่น. พวกที่ถือเคร่งก็หาว่าพวกที่ไม่ถือนั้นไม่รู้จักคุณของพระพุทธเจ้า. พวกที่ไม่ถือก็มีคำตอบว่าเขามีวิธีอย่างอื่นที่จะขอบคุณพระพุทธเจ้า และเขารู้สึกว่าทำอย่างนั้นคล้ายกับเซ่นผีหรือเซ่นวิญญาณพระพุทธเจ้า. นี่เป็นเพียงตัวอย่างบางอย่างที่จะได้พบเห็นทำนองเดียวกันอีกหลายอย่าง ในสถานที่อันเป็นสถานกลาง เป็นที่มาพักของอาคันตุกะแทบทุกชนิด.

พระเณรที่อ้างตัวเองเป็นนักปฏิบัติธรรมหรือบำเพ็ญสมณธรรมนั้น เมื่อฟังดูแต่ชื่อน่าจะเป็นอย่างเดียวกันหมด แต่ความจริงกลับมีเป็นชนิด ๆ ที่แตกต่างกัน ยิ่งไปกว่าพระคันถธุระตามวัดในบ้านในเมืองเสียอีก. เพราะเหตุว่ามีพระนักปฏิบัติธรรมบางพวก ที่ไม่เคยเรียนปริยัติเสียเลย มีสำนักหลักแหล่งเป็นหย่อมน้อย ๆ ต่างคนต่างทำของตนได้ตามพอใจหรือความเห็นของตนหรือของอาจารย์ที่สอนสืบ ๆ กันมา. เมื่อไม่มีปริยัติซึ่งเป็นเสมือนเส้นกลางหรือกรุยทางเป็นแนวสังเกตอยู่ ความคิดเห็นก็แตกแยกกันไปคนละทางสองทาง จนมีบางพวกไม่ยอมเชื่อว่า ปริยัตินั้นเป็นมูลฐานของการปฏิบัติไปก็มี. เมื่อนักปฏิบัติพวกนี้ โดยเฉพาะคือพวกที่เห็นว่าปริยัติเป็นข้าศึกกับปฏิบัติ เดินดุ่ม ๆ ไปห่างเส้นกลางมากเข้า ความรู้สึกที่เห็นว่าฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายผิดหรือใช้ไม่ได้ ก็เกิดขึ้นในระหว่างพวกนี้กับพวกอื่นเป็นธรรมดา. และโดยเฉพาะก็คือระหว่างพระป่ากับพระบ้าน ซึ่งไม่ค่อยมีโอกาสทำความเข้าใจกันเสียเลย.


ที่มา: พุทธทาสภิกขุ, สิบปีในสวนโมกข์, หน้า ๒๒–๒๔.

อ่านตอนอื่นๆ ได้ที่ สิบปีในสวนโมกข์

Share