[ธรรมตามจังหวะ] อยากลืมกลับจำ (The hot pepper singers) - เมื่อการผลักไสทำให้ใจยิ่งวน
ดนตรีหรือบทเพลงหรือทำนองเพลงก็ตาม มันมีอยู่สองชนิด คือ เร้าให้ “จิตวุ่นวาย” ก็มี ดนตรีหรือบทเพลงที่ตะล่อมจิตให้สงบเย็นลงไปให้ “ว่าง” ก็มี – พุทธทาสภิกขุ (ปาฐกถาธรรมที่พุทธสมาคม หมวดธรรม ทำงานด้วยจิตว่าง)
เพลงบางเพลงฟังแล้วก็อดยิ้มให้ตัวเองไม่ได้ เพราะเล่าเรื่องที่เราทำอยู่ซ้ำ ๆ ได้ตรงเหลือเกิน
“อยากลืมกลับจำ” ของ The Hot Pepper Singers ผลงานคำร้องและทำนองของ สุรพล โทณะวณิก เป็นเพลงหนึ่งที่ชวนให้รู้สึกเช่นนั้น ต่อมาญารินดานำเพลงนี้มาร้องใหม่ประกอบภาพยนตร์ ความจำสั้น แต่รักฉันยาว ด้วย เพลงพูดถึงความย้อนแย้งของความทรงจำ เรื่องที่ตั้งใจจะจำกลับเลือนหาย ส่วนเรื่องโศกเศร้าที่อยากลืมกลับยังอยู่ ราวกับใจไม่เคยรับฟังคำขอของเราเลย
พอฟังแล้ว ผู้เขียนก็นึกต่อไปว่า เรื่องนี้คงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเวลาที่เราเศร้าเท่านั้น…คำพูดที่ทำให้โกรธ เหตุการณ์ที่ทำให้เจ็บใจ คนที่ทำให้รู้สึกถูกทรยศ หรือความผิดพลาดที่ยังอับอาย ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่เราอยากให้หายไปจากใจได้เหมือนกัน เราจึงสั่งตัวเองให้เลิกคิด เลิกโกรธ เลิกแค้น แล้วหันไปทำอย่างอื่นเสียที แต่พอเรื่องเดิมกลับมา เราก็หงุดหงิดกับตัวเองเพิ่มขึ้นอีก ทำไมยังจำ ทำไมยังรู้สึก ทั้งที่บอกตัวเองไปตั้งกี่ครั้งแล้วว่าให้จบ จากเดิมที่ทุกข์กับเรื่องหนึ่ง เราจึงมีอีกเรื่องให้ทุกข์ คือการที่ตัวเองยังเลิกทุกข์ไม่ได้
ยิ่งห้ามคิด ยิ่งต้องคอยนึกถึง
ลองบอกตัวเองว่า ช่วงเวลาต่อจากนี้ ห้ามคิดถึงช้างสีม่วงเด็ดขาด
เพียงอ่านคำสั่งจบ หลายคนก็คงเห็นช้างตัวนั้นอยู่ในใจแล้ว และถ้าพยายามทำตามคำสั่งอย่างจริงจัง เราอาจต้องคอยตรวจสอบว่า ตอนนี้คิดถึงมันอยู่หรือเปล่า ทุกครั้งที่ตรวจสอบ ก็ต้องอาศัยความคิดเกี่ยวกับช้างสีม่วงเป็นตัวเทียบอยู่ดี
เรื่องนี้มีคำอธิบายในทางจิตวิทยา นักจิตวิทยา Daniel Wegner และคณะศึกษาการพยายามกดความคิด โดยการทดลองที่มีชื่อเสียงในปี 1987 ใช้คำสั่งห้ามคิดถึงหมีขาว และพบว่าความคิดที่ถูกกดไว้อาจย้อนกลับมาเพิ่มขึ้นในช่วงหลังจากนั้น ต่อมา Wegner เสนอทฤษฎีที่เรียกว่า Ironic Process Theory อธิบายว่า ขณะพยายามควบคุมความคิด กระบวนการหนึ่งจะหาเรื่องอื่นมาเบนความสนใจ ขณะที่อีกกระบวนการคอยตรวจจับความคิดที่เราไม่ต้องการ เมื่อกำลังความสนใจมีจำกัด เช่น ต้องทำงานทางความคิดหลายอย่างพร้อมกัน การตรวจจับนั้นอาจกลับทำให้เราไวต่อเรื่องที่พยายามหลีกเลี่ยงมากขึ้น การห้ามคิดจึงไม่ได้ให้ผลอย่างที่ตั้งใจเสมอไป ความพยายามจะไล่ความคิดออกจากใจอาจทำให้เราต้องวนกลับไปหาเรื่องนั้นบ่อยขึ้น
เมื่อนำมามองชีวิตประจำวัน การคอยถามว่า “ฉันเลิกโกรธเขาหรือยัง” ก็คล้ายกับการเรียกเรื่องของเขาขึ้นมาตรวจสอบ และถ้าคำตอบคือยังโกรธอยู่ เราอาจตามด้วยการตำหนิตัวเอง จนเรื่องเดิมมีความขุ่นใจชุดใหม่เข้ามาสมทบ
แม้แต่ใจที่เรียกว่าของเรา ก็ไม่ได้อยู่ในอำนาจเรา
ความย้อนแย้งในเพลงยังชวนให้มองเห็นเรื่อง อนัตตา ผ่านประสบการณ์ใกล้ตัว เราเรียกสิ่งนี้ว่า “ใจของเรา” เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “ความคิดของเรา” แต่พอสั่งให้ลืมก็ไม่ลืม สั่งให้หยุดโกรธก็ยังโกรธ ใจไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของเราทุกครั้ง
ในอนัตตลักขณสูตร พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้พิจารณาขันธ์ทั้งห้า ซึ่งรวมทั้งความรู้สึก ความจำ ความปรุงแต่ง และการรับรู้ ว่าไม่เที่ยง แปรปรวน และไม่อยู่ในอำนาจที่จะสั่งให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ตามปรารถนา จึงไม่ควรยึดถือว่าเป็นเรา เป็นของเรา หรือเป็นตัวตนของเรา
คำว่า “ใจและความคิดไม่ใช่ของเรา” ในความหมายนี้ จึงชวนให้เห็นว่าไม่มีตัวตนถาวรที่เป็นเจ้าของและมีอำนาจเด็ดขาดเหนือสิ่งเหล่านี้ ความคิดและอารมณ์อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น แล้วเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย เราอาจได้ยินเพลงหนึ่ง เห็นภาพหนึ่ง หรือพบคนที่ทำให้นึกถึงเรื่องเก่า ความเศร้าก็เกิดขึ้นได้โดยไม่ได้เชื้อเชิญ
อย่างไรก็ตาม การบังคับใจให้เป็นตามปรารถนาไม่ได้ทั้งหมด ยังเปิดพื้นที่ให้เราฝึกและดูแลใจได้ เราพักผ่อนให้เพียงพอ เลือกว่าจะรับสิ่งใดเข้ามา ฝึกสติ และฝึกเว้นช่วงก่อนทำตามอารมณ์ได้ การฝึกเหล่านี้เป็นการดูแลเหตุปัจจัยที่มีผลต่อใจ โดยไม่ตั้งข้อกำหนดว่าใจต้องเปลี่ยนทันทีที่เราสั่ง
เมื่อนำความเข้าใจนี้กลับมาดูความโกรธ เราอาจค่อย ๆ เห็นว่า ความโกรธเป็นสภาวะหนึ่งที่เกิดขึ้น มีเหตุให้เกิด และเปลี่ยนแปลงได้ ไม่จำเป็นต้องยึดมันเป็นคำตัดสินว่า “ฉันเป็นคนแบบนี้ตลอดไป” หรือโกรธตัวเองซ้ำที่ยังสั่งให้มันหายไม่ได้ เรารับรู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น แล้วดูแลการกระทำต่อจากนั้นได้
จากการพยายามบังคับใจ เราจึงค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะเข้าใจใจ ซึ่งเชื่อมกับแนวทาง “ไม่ผลักไส ไม่ใฝ่หา” ที่พระไพศาลชวนให้ฝึก
ไม่ผลักไส ไม่ใฝ่หา
พระไพศาล วิสาโลอธิบายเรื่องนี้ไว้ในธรรมบรรยาย “ฝึกจิตให้ยอมรับความจริง” ช่วงที่ใช้หัวข้อว่า “ไม่ผลักไส ไม่ใฝ่หา” โดยท่านยกตัวอย่างการทดลองห้ามคิดถึงหมีขาวมาประกอบด้วย แนวทางที่ท่านชวนฝึกคือ การรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในใจ ความโกรธเกิดก็รู้ ความฟุ้งซ่านเกิดก็รู้ โดยไม่เข้าไปกดข่มหรือไหลตาม ส่วนเมื่อใจสงบ ก็รับรู้ความสงบนั้นโดยไม่ยึดเอาไว้จนทนความไม่สงบไม่ได้
เราลองสังเกตได้ว่า ความอยากสงบก็สร้างแรงกดดันให้ตัวเองได้เหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อมันกลายเป็นข้อกำหนดว่า ใจต้องสงบเดี๋ยวนี้ ห้ามเศร้า ห้ามโกรธ ห้ามนึกถึงเรื่องเก่าอีก พอใจไม่เป็นไปตามข้อกำหนด เราก็เริ่มต่อสู้กับมัน งานของสติในแนวทางนี้จึงเริ่มจากการเห็นว่าใจเป็นอย่างไร ขณะนี้ยังโกรธก็รู้ว่ายังโกรธ ยังเสียใจก็รู้ว่ายังเสียใจ เราฝึกอยู่กับความจริงตรงหน้าได้ โดยไม่ต้องรอให้มีแต่ความรู้สึกที่เราชอบเสียก่อน
ให้ความรู้สึกมีอยู่ โดยเลือกได้ว่าจะทำอย่างไร
การยอมรับว่ากำลังโกรธอาจฟังดูน่ากังวล ถ้าปล่อยให้มันมีอยู่ เราจะยิ่งโกรธหรือเปล่า จะกลายเป็นคนตามใจตัวเองไหม
ตรงนี้ต้องแยกความรู้สึกออกจากการกระทำ เรารับรู้ความอยากด่าได้ และเลือกยังไม่พูด รับรู้ความอยากเอาคืนได้ และเลือกไม่ทำร้ายใคร ความรู้สึกเกิดขึ้นแล้ว แต่การกระทำต่อจากนั้นยังเป็นสิ่งที่เราฝึกกำกับได้
ลองเริ่มจากคำธรรมดา ๆ ว่า “ตอนนี้โกรธ” หรือ “เรื่องนี้ทำให้เจ็บใจมาก” ให้ตัวเองได้รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น โดยยังไม่ต้องต่อท้ายว่าเป็นคนไม่ดี ไม่ควรรู้สึก หรือทำไมปฏิบัติธรรมแล้วยังเป็นแบบนี้ จากนั้นค่อยเว้นระยะก่อนตอบโต้ วางโทรศัพท์ถ้ากำลังจะส่งข้อความรุนแรง ขอพักการสนทนาถ้ารู้ว่าคุยต่อแล้วจะยิ่งปะทะ เราสามารถพักการตอบโต้ได้พร้อมกับยอมรับว่ายังโกรธอยู่
แนวทางรับรู้อารมณ์ กลับมาอยู่กับปัจจุบัน และเลือกการกระทำตามสิ่งที่เราเห็นว่ามีคุณค่า สอดคล้องกับทักษะที่องค์การอนามัยโลกเสนอในคู่มือ Doing What Matters in Times of Stress ด้วย
กลับมารับรู้ตัว แทนการตามเรื่องเดิมไปจนสุด
เวลาโกรธ ใจมักพาเรากลับไปยังเหตุการณ์นั้น คิดว่าเขาพูดอย่างนี้ได้อย่างไร น่าจะตอบกลับไปแบบนั้น และถ้าเจอกันอีกจะต้องพูดอะไร เมื่อรู้ตัวว่ากำลังวนอยู่กับเรื่องเดิม ลองพักการคิดต่อ แล้วกลับมารับรู้สิ่งที่อยู่ตรงหน้า สัมผัสเท้าที่แตะพื้น คลายมือที่กำแน่น ผ่อนหัวไหล่ และหายใจช้าลงอย่างสบาย ๆ มองเห็นว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร
ถ้าความคิดกลับมา ก็รับรู้ว่ามันกลับมา แล้วค่อยหันความสนใจกลับ ไม่ต้องดุตัวเองที่เผลอไปอีก การรู้ตัวครั้งใหม่ก็เป็นโอกาสฝึกครั้งใหม่ เรายังกลับไปล้างจาน ทำงาน หรือพูดคุยกับใครได้ แม้ความขุ่นใจยังไม่หมด ไม่จำเป็นต้องนั่งเฝ้าจนแน่ใจว่าอารมณ์หายไปแล้วจึงจะใช้ชีวิตต่อ การตั้งหลักเช่นนี้ควรทำอย่างพอดี หากหันมาสังเกตภายในแล้วยิ่งรู้สึกท่วมท้น ก็ใช้สิ่งรอบตัวช่วย เช่น มองสิ่งของในห้อง ฟังเสียงใกล้ตัว หรือขอให้คนที่ไว้ใจมาอยู่ด้วยก่อน
ระวังการยอมรับที่แอบเร่งให้มันหาย
มีจุดหนึ่งที่ชวนให้สังเกตอย่างอ่อนโยน เราอาจบอกตัวเองว่า ยอมรับแล้ว รู้ทันแล้ว แต่ในใจกำลังรอว่าเมื่อไรความโกรธจะหาย พอยังไม่หาย ก็คิดว่าวิธีนี้ไม่ได้ผล หรือเราเองทำได้ไม่ดีพอ ความอยากกำจัดจึงอาจยังอยู่ เพียงเปลี่ยนวิธีจากการสั่งให้หยุด เป็นการพยายามรู้ทันเพื่อให้หยุดทันใจ
ลองให้เวลาตัวเองมากกว่านั้น ความเสียใจบางเรื่องมีความหมายกับเรามาก ความแค้นบางอย่างมีบาดแผลที่ยังต้องดูแล การรับรู้อารมณ์ครั้งเดียวไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกอย่างคลี่คลาย แทนที่จะตรวจว่า “ยังโกรธอยู่ไหม” ตลอดเวลา เราอาจสังเกตว่า ครั้งนี้หยุดก่อนพูดทำร้ายใครได้หรือเปล่า รู้ตัวเร็วขึ้นไหม หรือกลับมาดูแลชีวิตส่วนอื่นได้บ้างหรือยัง สิ่งเหล่านี้เป็นความเปลี่ยนแปลงที่มีคุณค่า แม้ความรู้สึกยังไม่ได้หายไปทั้งหมด
ดูแลใจแล้ว ยังต้องดูแลเรื่องที่เกิดขึ้น
ถ้าความโกรธมาจากการถูกเอาเปรียบ ถูกละเมิดขอบเขต หรือถูกทำร้าย การยอมรับอารมณ์ไม่ใช่เหตุให้เราต้องอยู่กับสถานการณ์นั้นต่อไป
เมื่อพอตั้งหลักได้ เราค่อยพิจารณาว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งใดต้องได้รับการแก้ไข เราต้องการความช่วยเหลือจากใคร หรือต้องวางระยะห่างอย่างไร ความสงบไม่จำเป็นต้องมาพร้อมการเงียบยอม และเราไม่ต้องฝืนให้อภัยเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองปล่อยวางแล้ว
พระไพศาลแยกเรื่องนี้ไว้เป็นการ “ทำจิต” และ “ทำกิจ” คือรับรู้และยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น พร้อมกับลงมือจัดการสิ่งที่ควรทำ การดูแลใจจึงดำเนินไปพร้อมกับการแก้ปัญหาได้ หากความเศร้า ความโกรธ หรือความแค้นรบกวนการนอน การทำงาน และความสัมพันธ์ต่อเนื่อง การขอความช่วยเหลือจากนักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญก็เป็นวิธีดูแลตัวเองอีกทางหนึ่ง เราไม่จำเป็นต้องฝึกผ่านทุกเรื่องตามลำพัง
เพลง “อยากลืมกลับจำ” พาเราเริ่มต้นจากความปรารถนาจะลืมเรื่องเศร้า เมื่อฟังต่อมาถึงชีวิตของตัวเอง เราอาจได้ลองเปลี่ยนวิธีเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ยังจำอยู่ วันนี้ยังนึกถึงเรื่องนั้นได้ ยังมีความรู้สึกเกิดขึ้นได้ แล้วค่อย ๆ ฝึกให้ความรู้สึกนั้นไม่ต้องกำหนดคำพูด การกระทำ และทั้งวันของเรา
เรายังจำเรื่องเดิมได้ โดยไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับตัวเองทุกครั้งที่จำขึ้นมา