8 คำถามและคำตอบเกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง "ปริญญาตายก่อนตาย" ของพุทธทาสภิกขุ
แนวคิดเรื่อง “ปริญญาตายก่อนตาย” ซึ่งเป็นสิ่งที่พุทธทาสภิกขุใช้เรียก “ปริญญาของสวนโมกข์” คือ การทำให้ความรู้สึกยึดถือว่าเป็น “ตัวกู” ซึ่งเป็นเพียงความคิด ความยึดมั่นที่มาจากความโง่ (อวิชชา) หมดสิ้นไปเสียก่อนที่ร่างกายจะตาย
ต่อไปนี้คือ 8 คำถามและคำตอบเกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง “ปริญญาตายก่อนตาย”
1. ปริญญาตายก่อนตาย คืออะไรและทำไมจึงถือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา?
ปริญญาตายก่อนตาย คือ การดับความรู้สึกยึดถือว่ามี “ตัวกู” หรือ “ของกู” เสียก่อนที่ร่างกายจะตาย เป็นแนวคิดที่ถือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะในแง่ของการปฏิบัติ เพราะการดับความรู้สึกยึดถือตัวตนนี้เป็นการดับต้นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งปวง ทำให้ผู้ปฏิบัติสามารถเข้าถึงภาวะแห่งความสงบเย็น เปรียบได้กับการมีชีวิตอยู่กับนิพพานไปตลอดชีวิตที่เหลือ การเข้าใจและปฏิบัติเช่นนี้ถือเป็นการบรรลุ “ปริญญา” ที่แท้จริงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งแตกต่างจากปริญญาทางโลกที่แม้ได้รับมาแล้วก็ยังคงเต็มไปด้วยกิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ
2. ความตายในแนวคิดนี้แตกต่างจากความตายทางกายอย่างไร?
ความตายในแนวคิดปริญญาตายก่อนตาย ไม่ใช่ความตายของร่างกายตามปกติ ซึ่งทุกคนต้องประสบเมื่อถึงเวลาอันควรหรือจากอุบัติเหตุ แต่หมายถึงการตายของ “ตัวกู” หรือความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นในตัวตนที่เกิดจากอวิชชา (ความไม่รู้) ตัวกูนี้เป็นเพียงความคิด ความยึดถือ เป็นต้นเหตุของปัญหาและความทุกข์ทั้งหมด ความตายทางกายเป็นเพียงการแตกดับตามธรรมชาติของปัจจัย หากไม่มีตัวกูที่โง่ไปยึดถือว่าความตายนั้นเป็น “ความตายของกู” ก็จะไม่เกิดความทุกข์จากความตายนั้น
3. ทำไมความรู้สึกว่ามี “ตัวกู” จึงเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์?
ความรู้สึกว่ามี “ตัวกู” หรือการยึดมั่นในตัวตน เป็นรากฐานของความโง่เขลา (อวิชชา) ทำให้เกิดความทุกข์ เพราะเมื่อมีตัวกูเกิดขึ้น ก็จะมีการยึดถือสิ่งต่างๆ ว่าเป็น “ของกู” ไม่ว่าจะเป็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย หรือแม้กระทั่งการสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รัก การยึดถือนี้ทำให้เกิดความต้องการและเมื่อสิ่งที่ยึดถือไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ก็จะเกิดความทุกข์ ความรู้สึกว่าตัวกูนี้จะไปยึดเอาทุกสิ่งมาเป็นของตน ทำให้เกิดความหนักและความทุกข์ขึ้นมา เปรียบเหมือนกับการแบกของหนัก
4. กระบวนการเกิด “ตัวกู” ในจิตใจเริ่มต้นและพัฒนาขึ้นมาได้อย่างไร?
กระบวนการเกิด “ตัวกู” เริ่มต้นตั้งแต่วัยทารก แม้แรกเกิดเด็กจะยังไม่มีความคิดเรื่องตัวตน แต่เมื่อได้รับสัมผัสทางอายตนะ เช่น รสชาติอาหาร (นมแม่) เสียง กลิ่น สัมผัสที่น่าพอใจ ก็จะเกิดความรู้สึกชอบและต้องการสิ่งเหล่านั้น เมื่อความต้องการเข้มข้นขึ้น ก็จะเกิดความรู้สึกว่า “กูอร่อย” หรือ “กูต้องการ” ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ภาษาและการรับการอบรมจากผู้เลี้ยงดูที่พูดถึงสิ่งต่างๆ ในแง่ของ “ของหนู” ทำให้เด็กค่อยๆ มีความรู้สึกเรื่อง “ตัวกู” และ “ของกู” สะสมขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นความเห็นแก่ตัว ซึ่งนำไปสู่การเกิดกิเลส (โลภะ โทสะ โมหะ) ตามมาเมื่อได้รับหรือไม่ได้รับสิ่งตามที่ต้องการ
5. ปริญญาที่แท้จริงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าคืออะไร?
ปริญญาที่แท้จริงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่กล่าวถึงในแหล่งข้อมูล คือ “ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ” ซึ่งเปรียบได้กับการดับไฟแห่งกิเลสเหล่านี้ การดับกิเลสนี้สัมพันธ์โดยตรงกับการดับความเห็นแก่ตนและการดับความรู้สึกว่ามีตัวตน เมื่อตัวตนหมดไปหรือตายไปเสียก่อนที่ร่างกายจะตาย ก็จะไม่มีราคะ โทสะ โมหะ นั่นคือปริญญาที่สมบูรณ์
6. วัฏสงสารในพระพุทธศาสนาแตกต่างจากแนวคิดของศาสนาอื่นอย่างไร?
แนวคิดวัฏสงสารในพระพุทธศาสนาไม่ได้หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดโดยมีตัวตนถาวรที่เข้าออกจากร่างกาย (เหมือนที่บางศาสนาเชื่อว่ามีตัวตนที่ไปหาร่างใหม่เมื่อตาย) แต่หมายถึงการเวียนวนของ กิเลส กรรม และวิบาก (ผลของกรรม) ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าภายในจิตใจในชีวิตปัจจุบัน เมื่อมีกิเลส (เช่น ความเห็นแก่ตน) ก็จะกระทำกรรม เมื่อมีกรรมก็ได้รับผลกรรม (วิบาก) ซึ่งผลกรรมนั้นก็จะหล่อเลี้ยงกิเลสใหม่ ทำให้เกิดกรรมใหม่และวิบากใหม่ วงจรนี้อาจเกิดขึ้นได้หลายรอบในหนึ่งวัน หรือแม้กระทั่งในเวลาอันสั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้ร่างกายตายแล้วจึงไปเกิดใหม่ ความทุกข์จากวัฏสงสารนี้เป็นสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยตนเองในปัจจุบัน (สันทิฏฐิโก)
7. พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องอะไรเป็นหลัก?
พระพุทธเจ้าทรงสอนเฉพาะเรื่อง “ความทุกข์” และ “ความดับไม่เหลือแห่งความทุกข์” เท่านั้น ไม่ทรงตรัสถึงเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการพ้นทุกข์ เช่น เรื่องการเกิดหลังความตาย โลกมีที่สิ้นสุดหรือไม่ เพื่อไม่ให้เสียเวลาและสร้างความสับสน ความทุกข์เกิดขึ้นจากการปรุงแต่งของจิตภายใต้กฎอิทัปปัจจยตาโดยมีอวิชชาเป็นปัจจัย ส่วนความดับทุกข์เกิดขึ้นจากการดับปัจจัยเหล่านั้น โดยเฉพาะการดับอวิชชา ซึ่งนำไปสู่ความดับของกระบวนการปรุงแต่งและผลคือความทุกข์
8. เราจะดับความทุกข์ได้อย่างไรตามหลักการที่กล่าวถึง?
การดับความทุกข์ตามหลักการนี้ต้องทำที่ต้นเหตุแห่งความทุกข์นั้น นั่นคือ การดับความโง่ (อวิชชา) และความรู้สึกยึดถือว่ามีตัวตน เมื่อความรู้สึกตัวตนหมดไป กิเลส (ราคะ โทสะ โมหะ) ก็จะดับลง ทำให้ความทุกข์ดับลงด้วย เปรียบเหมือนไฟลุกที่ตรงไหนก็ต้องดับที่ตรงนั้น ความทุกข์เกิดขึ้นจากกระแสอิทัปปัจจยตาที่ปรุงแต่งขึ้น ก็ต้องดับกระแสแห่งอิทัปปัจจยตานั้นเสีย ตั้งแต่การดับอวิชชาที่เป็นต้นเหตุ หรือการดับตัณหาที่อยู่ตรงกลางกระแส การดับความรู้สึกตัวตนเสียก่อนแต่ร่างกายตายนี้เองคือ “ปริญญาตายก่อนตาย” ซึ่งเป็นวิธีที่จะทำให้จิตใจเป็นอิสระจากความทุกข์และเข้าถึงภาวะแห่งนิพพานในชีวิตปัจจุบันที่ยังเหลืออยู่
ที่มา https://www.pagoda.or.th/buddhadasa/2526-18.html