พุทธทาสกับความกลัว: เมื่อรู้หลักแต่ยังต้องฝึกใจจริง (4)
สิบปีในสวนโมกข์ web ตอน 04

พุทธทาสกับความกลัว: เมื่อรู้หลักแต่ยังต้องฝึกใจจริง (4)

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

รู้วิธีแก้ความกลัว ก็ยังกลัวได้ – บทเรียนจากการอยู่ป่าคนเดียว

แม้จะเคยอ่านพระสูตรที่กล่าวถึงการเผชิญความกลัวมาแล้ว แต่เมื่อเข้าไปอยู่ในป่าเปลี่ยวเพียงลำพัง ท่านพุทธทาสก็พบว่าความรู้ที่เตรียมมาไม่ได้ทำให้ใจหายกลัวทันที ในบันทึกช่วงเริ่มต้นสวนโมกข์ตอนนี้ ท่านเล่าถึงความสะดุ้งหวาดเสียวที่เกิดขึ้นจริง พร้อมยกข้อความจากภยเภรวสูตร ซึ่งกล่าวถึงการอยู่กับความกลัวในอิริยาบถที่มันเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่ง หรือนอน เรื่องเล่าจึงพาเราเห็นทั้งหลักที่ท่านเคยศึกษา และสิ่งที่ต้องเผชิญเมื่อถึงเวลาลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง

จุดที่น่าสนใจคือการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งที่เคยคิดไว้ขณะอยู่ในห้องที่กรุงเทพฯ กลับใช้การไม่ได้อย่างที่คาดเมื่อมาอยู่ในป่าจริง ๆ เสียงที่ดังขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัวอาจทำให้สะดุ้งได้ แม้เราจะรู้ว่าควรวางใจอย่างไร ท่านจึงให้ความสำคัญกับกำลังใจ ความรวดเร็วของสติ และความเคยชินที่ต้องค่อย ๆ ฝึกขึ้น

ประโยชน์ของตอนนี้อยู่ที่การชวนให้เห็นว่า การรู้หลักกับการทำได้จริงมีระยะห่างกัน และการให้เวลาตนเองฝึกฝนก็เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ จนสิ่งที่เคยทำให้กลัวค่อย ๆ กลายเป็นธรรมดา


จากบันทึก “สิบปีในสวนโมกข์” โดย พุทธทาสภิกขุ

ความสะดุ้งหวาดเสียวชนิดใด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าไว้ใน บาลีภยเภรวสูตร ม.ม. ฉันรู้สึกว่าฉันได้เสพคบกับความหวาดเสียวชนิดเดียวกันนั้นมาแล้วอย่างมีปริมาณไม่น้อย เพราะฉันก็เช่นเดียวกับท่านผู้อ่านส่วนมาก คือมิได้ชินกับป่าด้วยการกำเนิดและเติบโตในป่า. ทั้งที่ฉันได้เคยศึกษา พระบาลีภยเภรวสูตร นั้นมาแล้วก่อนแต่ไปอยู่เปลี่ยว ๆ คนเดียวเช่นนั้น ฉันก็ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ด้วยเหตุนั้น กี่มากน้อยเลย. ข้อความตอนหนึ่งแห่งพระบาลีนั้นว่า.

“…เสนาสนะอันสงัด คือป่าและป่าเปลี่ยว เป็นเสนาสนะยากที่จะเสพได้ ความสงัดเป็นของยากที่จะทำได้ ยากที่จะยินดีในการอยู่ผู้เดียว ป่าทั้งหลาย เป็นประหนึ่งว่า ได้นำไปเสียแล้ว ซึ่งใจของภิกษุผู้ยังไม่ได้สมาธิ…”

“พราหมณ์, ความคิดอันนี้ได้มีแก่เราว่า ถ้ากระไร ในราตรีอันกำหนดว่าเป็นวัน ๑๔, ๑๕ และ ๘ ค่ำแห่งปักษ์ อารามอันถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ ป่าอันถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ ต้นไม้อันถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ ที่ใดเป็นที่น่าพึงกลัว เป็นที่ชูชันแห่งโลมชาติ เราพึงอยู่ในเสนาสนะเช่นนั้นเถิด บางทีเราอาจจะจับตัวความขลาดและความกลัวได้. พราหมณ์, เราได้อยู่ในเสนาสนะเช่นนั้น และในวันอันกำหนดไว้นั้น ๆ แล้ว”

“พราหมณ์, เมื่อเราอยู่ในเสนาสนะเช่นนั้น สัตว์ป่าแอบเข้ามา หรือว่านกยูงทำกิ่งไม้แห้งให้ตกลงมา หรือว่าลมพัดหยักเยื่อกิ่งไม้ใบไม้ให้ตกลงมา ความตกใจกลัวได้เกิดแก่เรา โดยเข้าใจว่านั่นแล้วตัวความกลัว, ความคิดคันได้มีแก่เราต่อไปว่า ทำไมหนอเราจึงเป็นผู้พะวงแต่ในความหวาดกลัว ถ้าอย่างไรเราจะหักห้ามความหวาดกลัวนั้นเสีย โดยอิริยาบถที่ความหวาดกลัวนั้น ๆ มาสู่เรา”

“พราหมณ์, เมื่อเราเดินอยู่ ความกลัวเกิดมีมา เราก็ขืนเดินแก้ความขลาดนั้น ตลอดเวลานั้นเราไม่ยืน ไม่นั่ง ไม่นอน. ถ้าเมื่อเรายืนอยู่ ความหวาดกลัวเกิดมีมา เราก็ขืนยืนแก้ความขลาดนั้น ตลอดเวลานั้นเราไม่เดิน ไม่นั่ง ไม่นอน. ถ้าเมื่อเรานั่งอยู่ ความหวาดกลัวเกิดมีมา เราก็ขืนนั่งแก้ความขลาดนั้น ตลอดเวลานั้นเราไม่ยืน ไม่เดิน ไม่นอน ถ้าเมื่อเรานอนอยู่ ความขลาดเกิดมีมา เราก็ขืนนอนแก้ความขลาดนั้น ตลอดเวลานั้นเราไม่เดิน ไม่ยืน ไม่นั่งเลย…”

เพียงเท่านี้ก็แสดงว่า การสู้รบกับความหวาดกลัวอันเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ เป็นปัญหาอันยากเย็นเพียงไร. ความคาดคะเนอยู่ในห้องเมื่อยังอยู่ที่กรุงเทพ ฯ ว่าฉันจะตั้งหลักของฉันเพื่อจะแก้ปัญหาเหล่านี้ ๆ เช่นนั้น ๆ เป็นสิ่งที่ใช้อะไรไม่ได้เลย เพราะว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นไม่ได้อยู่ที่หลัก อะไรมากมายนัก แต่อยู่ที่ความมากน้อยของกำลังใจ และความช้าหรือเร็วของสติ, และความเคยชินหรือไม่เป็นส่วนใหญ่.

รสชาติของการอยู่คนเดียวในสถานที่อันสงัด และดึกสงัดนั้น เป็นสิ่งที่ไม่อาจบอกให้เข้าใจกันได้ด้วยตัวหนังสือ หรือด้วยการนึกเทียบเอาจากการที่อยู่ในที่อื่นเป็นธรรมดาของผู้ที่ไม่เคยไปอยู่. มีอำนาจอะไรอย่างหนึ่งซึ่งดูเหมือนว่าได้ ริบ เอากำลังใจไปเสียหมดแล้ว ตั้งแต่เมื่อเริ่มรู้สึกตนว่า ได้อยู่ผู้เดียวในที่ที่ปราศจากการคุ้มครองแต่อย่างใด ยิ่งเมื่อมีอะไรหวอหรือโครมครามวูดวาดออกมา ในเวลาที่ไม่รู้สึกตัว และเพิ่งประสบเป็นครั้งแรก ย่อมเป็นการเหลือวิสัยที่จะไม่ให้เกิดการสะดุ้ง ครั้นกำลังใจค่อยเข้มแข็งขึ้น สติค่อยรวดเร็วขึ้น ความเคยชินค่อยมากขึ้น สิ่งนั้น ๆ ค่อย ๆ กลายเป็นธรรมดาไป

เพราะฉะนั้นต้องให้เวลาอย่างน้อยสัก ๗ วัน สำหรับบทเรียนขั้นต้นนี้ เพื่อฝึกฝนการใช้หลักอย่างใดอย่างหนึ่ง จนกว่าจะได้ผลเป็นที่พอใจ


ที่มา: พุทธทาสภิกขุ, สิบปีในสวนโมกขพลาราม, หน้า ๕–๘.

อ่านตอนอื่นๆ ได้ที่ สิบปีในสวนโมกข์

Share