ประมวลคำสอนเรื่อง “ตถตา” หรือ “ความเป็นเช่นนั้นเอง” ของพุทธทาสภิกขุ
พุทธทาส เทศนา ธรรมบรรยาย

ประมวลคำสอนเรื่อง "ตถตา" หรือ "ความเป็นเช่นนั้นเอง" ของพุทธทาสภิกขุ

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

เริ่มต้นทำความเข้าใจตถตา

คำว่า “ตถตา” แปลอย่างสั้นที่สุดว่า “ความเป็นเช่นนั้นเอง” ฟังเผิน ๆ อาจเหมือนคำพูดธรรมดา แต่ในคำอธิบายของพุทธทาสภิกขุ คำนี้หมายถึงการมองสิ่งต่าง ๆ ตามสภาพจริงของมัน และเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย ไม่ได้เกิดขึ้นตามความพอใจของบุคคลใด [1][2][3]

ตถตา แปลว่าเช่นนั้นเอง คือตามที่ธรรมชาติมันเป็นเช่นนั้นเอง คือเพราะมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ทยอยกันอย่างนี้เรื่อยไปนั้นน่ะ คือความเป็นเช่นนั้นเอง [1]

ความหมายของข้อความ  ข้อความนี้รวมความหมายพื้นฐานสองด้านไว้ด้วยกัน ด้านหนึ่งคือสิ่งต่าง ๆ มีสภาพตามธรรมชาติ อีกด้านหนึ่งคือสภาพนั้นเกิดและเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย

การเห็นว่าเป็น “เช่นนั้นเอง” จึงไม่ใช่การพูดปลอบใจเมื่อเกิดเรื่องที่ไม่ต้องการ และไม่ใช่การบอกให้หยุดคิดหรือหยุดแก้ปัญหา จุดสำคัญคือการไม่เติมความยึดถือ ความกลัว หรือความโกรธเข้าไปมากกว่าที่เหตุการณ์นั้นมีอยู่ แล้วจึงจัดการสิ่งที่ควรจัดการตามเหตุปัจจัย [4][5]

บทความนี้จะเริ่มจากความหมายที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ก่อนค่อย ๆ เชื่อมไปยังศัพท์อย่างอิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท สุญญตา และอนัตตา ผู้อ่านจึงไม่จำเป็นต้องรู้คำเหล่านี้มาก่อน แต่ควรจำหลักพื้นฐานไว้ก่อนว่า ตถตาคือการเห็นความจริงโดยไม่เอาความอยากหรือความยึดถือของตนไปกำหนดว่าความจริงควรเป็นอย่างไร

ตถตาคือการเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามที่เป็น

ในระดับที่ใกล้ตัว ตถตาเป็นวิธีรับรู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เมื่อเห็นภาพ ได้ยินเสียง รับรส สัมผัสความรู้สึก หรือมีความคิดเกิดขึ้น จิตมักรีบตัดสินว่าสิ่งนั้นน่าชอบหรือน่าชัง น่าพอใจหรือน่ากลัว พุทธทาสภิกขุเสนอให้รู้ทันการตัดสินนี้ และมองว่าสิ่งที่มากระทบเป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ [6]

สัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในสิ่งใดก็ตามด้วยความรู้สึกตถาตา หรือเห็นตถาตาอยู่ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง อารมณ์อะไรน่ารัก น่าเกลียด หรือน่ากลัว […] น่าชัง มันเช่นนั้นเอง [6]

ความหมายของข้อความ  ตถตาในข้อความนี้เป็นวิธีรับรู้อารมณ์ เมื่อเห็นสิ่งที่มากระทบว่าเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ ความหมายว่าน่ารักหรือน่าเกลียดจึงไม่ต้องเข้าครอบงำจิตทันที

การเห็นตามที่เป็นไม่ได้หมายความว่าไม่รู้ความแตกต่างระหว่างสิ่งต่าง ๆ บุคคลยังรู้ได้ว่าอะไรให้คุณหรือให้โทษ และยังตัดสินใจได้ตามหน้าที่ สิ่งที่ลดลงคือการนำความชอบและความไม่ชอบมาสร้างเป็นเรื่องของ “ฉัน” เช่น ฉันต้องได้สิ่งนี้ ฉันทนไม่ได้ที่เกิดเรื่องนี้ หรือสิ่งนี้กำลังทำร้ายตัวตนของฉัน [6][8]

ในการบรรยายแก่ผู้ฟังต่างกลุ่ม พุทธทาสภิกขุอธิบายความหมายเดียวกันด้วยภาษาหลายแบบ บางครั้งเรียกว่าอยู่เหนือฝ่ายบวกและฝ่ายลบ บางครั้งเชื่อมกับจิตว่าง หรือการทำหน้าที่โดยไม่สร้างตัวตนของผู้ได้และผู้เสียขึ้นมาครอบงำจิต [7][8] ภาษาต่างกัน แต่จุดร่วมคือการรับรู้สิ่งต่าง ๆ โดยไม่ให้ความยึดถือเข้ามาเพิ่มน้ำหนักแก่เหตุการณ์

เช่นนั้นเองไม่ใช่การปล่อยตามเรื่อง

คำว่า “เช่นนั้นเอง” อาจถูกเข้าใจผิดว่า เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติแล้วก็ไม่ต้องทำอะไร แต่คำบรรยายในชุดข้อมูลนี้อธิบายตรงกันข้าม หากผลเกิดจากเหตุปัจจัย การต้องการให้ผลเปลี่ยนย่อมต้องเริ่มจากการเปลี่ยนหรือดับเหตุที่ทำให้ผลนั้นเกิด [28]

ตถตาเป็นเช่นนั้นเอง คือเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมันเอง หัวใจพระพุทธศาสนาแปลว่าสิ่งทั้งปวงเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมันเอง ดับเหตุมันก็ดับตัวนั้น ดับเหตุมันก็ดับผลเรียกว่า “ตถตา” แปลว่าเช่นนั้นเอง [28]

ความหมายของข้อความ  หากผลเกิดจากเหตุ การเปลี่ยนหรือดับเหตุย่อมทำให้ผลเปลี่ยนตาม การเห็นตถตาจึงนำไปสู่การจัดการที่เหตุ ไม่ใช่การยอมจำนนต่อผล

จึงควรแยกสิ่งสองอย่างออกจากกัน อย่างแรกคือการยอมรับว่าเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นแล้วตามเงื่อนไขที่มีอยู่ อย่างที่สองคือการพิจารณาว่าเงื่อนไขใดสามารถแก้ไขได้ การยอมรับความจริงช่วยไม่ให้เสียกำลังไปกับการปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนความเข้าใจเรื่องเหตุปัจจัยทำให้ยังลงมือป้องกัน แก้ไข หรือสร้างเงื่อนไขใหม่ได้ [6][15][19][26][27][29]

ดังนั้น ตถตาจึงไม่สนับสนุนความเฉยชา ผู้ปฏิบัติยังเรียนหนังสือ ทำงาน รักษาโรค ช่วยเหลือผู้อื่น และรับผิดชอบต่อผลของการกระทำ เพียงแต่ไม่เพิ่มความทุกข์ด้วยการเรียกร้องว่าผลทุกอย่างต้องเป็นไปตามใจตน [8][32][34]

ตถตากับกฎธรรมชาติ

พุทธทาสภิกขุอธิบายว่าความเป็นเช่นนั้นไม่ได้เริ่มมีขึ้นเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ธรรมชาติและกฎของธรรมชาติมีอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ เข้าใจ และนำความจริงนั้นมาสั่งสอน [12][13][14] มุมมองนี้ทำให้ตถตาไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อที่ผู้ศรัทธาต้องรับไว้ แต่เป็นสิ่งที่ควรสังเกตจากความเป็นไปของชีวิตและจิตใจ

อริยสัจ ๔ นั้นแหละคือความเป็นเช่นนั้นเองที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ […] ความเป็นเช่นนั้นเองมันมีอยู่ก่อน แปลว่าตถาคตจะเกิดขึ้นหรือตถาคตจะไม่เกิดขึ้น ไอ้สิ่งนั้นเองธาตุที่เป็นเช่นนั้นเองมันก็มีอยู่แล้ว [13]

ความหมายของข้อความ  ผู้บรรยายแยกผู้ค้นพบกฎออกจากตัวกฎ พระพุทธเจ้าทรงรู้และนำกฎมาสอน แต่ความเป็นไปของธรรมชาติไม่ได้เริ่มมีขึ้นเพราะการตรัสรู้

ในคำบรรยายจึงพบคำหลายคำอยู่ใกล้กับตถตา เช่น ธัมมัฏฐิตตา ซึ่งเน้นความตั้งอยู่ตามธรรม ธัมมนิยามตา ซึ่งเน้นความเป็นระเบียบหรือกฎเกณฑ์ อวิตถตาและอนัญญถตา ซึ่งเน้นว่าความเป็นไปตามกฎนั้นไม่คลาดเป็นอย่างอื่น และอิทัปปัจจยตา ซึ่งเน้นว่าเมื่อมีเหตุปัจจัยอย่างนี้ ผลอย่างนี้จึงเกิด [9]

คำเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องจดจำทั้งหมดในคราวเดียว สำหรับการเริ่มต้น อาจเข้าใจเพียงว่าแต่ละคำช่วยมองความจริงคนละด้าน บางคำเน้นลักษณะของสิ่งที่เกิดขึ้น บางคำเน้นความแน่นอนของกฎ และบางคำเน้นความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล [9][10][16] คำว่า “ตถตา” ทำหน้าที่เป็นคำรวบยอดว่า ความจริงทั้งหมดนั้นเป็นเช่นนั้นตามธรรมชาติ

อิทัปปัจจยตาและปฏิจจสมุปบาท

พุทธทาสภิกขุ อธิบายว่าอิทัปปัจจยตาและปฏิจจสมุปบาทไม่ใช่กฎคนละชุด ทั้งสองคำกล่าวถึงหลักเดียวกันว่า สิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามเหตุปัจจัย แต่ต่างกันที่ขอบเขตของการใช้คำ เมื่อกล่าวถึงกฎนี้อย่างครอบคลุมแก่ทุกสิ่ง เรียกว่าอิทัปปัจจยตา เมื่อกล่าวให้แคบลงมาที่สิ่งมีชีวิตซึ่งรู้สึกสุขและทุกข์ได้ เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท [28]

ถ้าใช้แก่ทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไรก็เรียกว่าอิทัปปัจจยตา ถ้าใช้เฉพาะสิ่งที่มีชีวิตที่รู้สึกสุขทุกข์ได้ก็เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท [28]

ความหมายของข้อความ  คำสองคำนี้กล่าวถึงหลักเหตุปัจจัยเดียวกัน แต่อิทัปปัจจยตาใช้ในขอบเขตกว้างแก่ทุกสิ่ง ส่วนปฏิจจสมุปบาทเน้นกระบวนการของชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสุขและทุกข์

คำว่าอิทัปปัจจยตาจึงช่วยให้เห็นภาพกว้างว่า ไม่มีผลใดเกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว ส่วนปฏิจจสมุปบาทนำหลักเดียวกันมาพิจารณากระบวนการของชีวิตและจิตใจ โดยเฉพาะการที่ผัสสะ ความรู้สึก ความอยาก และความยึดถือเชื่อมต่อกันจนกลายเป็นความทุกข์ [9][11][14][15][17][27][29]

ความสัมพันธ์นี้สำคัญต่อการปฏิบัติ เพราะทำให้รู้ว่าความทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นก้อนสำเร็จรูป แต่ค่อย ๆ ก่อตัวเมื่อมีเงื่อนไขต่อเนื่องกัน หากสติและปัญญาเข้ามาทันในช่วงที่รับอารมณ์ กระบวนการยึดถือย่อมไม่จำเป็นต้องดำเนินต่อไปแบบเดิม [11][15][27]

ตถตาเป็นคำที่ช่วยสรุปความเข้าใจนี้อีกชั้นหนึ่ง สิ่งใดเกิดขึ้นเพราะมีเหตุ สิ่งนั้นก็เป็นเช่นนั้นตามเหตุ เมื่อเหตุดับหรือเปลี่ยน ผลย่อมดับหรือเปลี่ยนตาม การเห็นตถตาจึงพาไปสู่การมองหาเหตุ ไม่ใช่การกล่าวโทษตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่พิจารณาเงื่อนไข [5][18][28][32][33]

ตถตาครอบคลุมสิ่งใดบ้าง

คำอธิบายส่วนนี้ใช้ศัพท์สองคำที่อาจไม่คุ้น คำแรกคือ “สังขตธรรม” หมายถึงสิ่งที่เกิดและเปลี่ยนแปลงเพราะมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง คำที่สองคือ “อสังขตธรรม” หมายถึงสภาวะที่ไม่ถูกปรุงแต่งในลักษณะเดียวกัน โดยคำบรรยายยกพระนิพพานเป็นฝ่ายอสังขตธรรม [3][15][31]

สังขารก็ตถาตา วิสังขารก็ตถาตา ส่วนที่เป็น อิทับปัจจยตาเนี่ย […] มันก็เป็นในครึ่งหนึ่ง คือสำหรับฝ่ายสังคตธรรมหรือสังขารธรรม ส่วนตถตาอีกครึ่งหนึ่งมันฝ่ายอสังคตะ ฝ่ายวิสังขาร ทีนี้รวมกันทั้ง 2 ฝ่ายมันก็เป็นตถตาสมบูรณ์ [17]

ความหมายของข้อความ  แหล่งนี้ใช้ตถตากว้างกว่าอิทัปปัจจยตา โดยให้อิทัปปัจจยตาอธิบายฝ่ายที่ถูกเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ส่วนตถตาครอบคลุมทั้งฝ่ายปรุงแต่งและไม่ปรุงแต่ง

สิ่งที่เป็นสังขตธรรมย่อมเป็นเช่นนั้นตามปัจจัยที่ปรุงแต่ง เมื่อปัจจัยเปลี่ยน สิ่งนั้นก็เปลี่ยน ส่วนอสังขตธรรมเป็นเช่นนั้นตามลักษณะของสภาวะที่ไม่ถูกปรุงแต่ง ตถตาในความหมายกว้างจึงครอบคลุมทั้งสองฝ่าย [15][17][28][31]

ประเด็นนี้ช่วยให้เห็นว่า ตถตาไม่ได้หมายถึงเฉพาะสูตรว่า “เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี” เท่านั้น สูตรดังกล่าวอธิบายสิ่งที่อาศัยเหตุปัจจัยได้โดยตรง แต่คำว่าตถตาอาจใช้กว้างถึงความเป็นเช่นนั้นของธรรมทั้งปวง [17][28] อย่างไรก็ตาม คำบรรยายบางครั้งใช้ตถตาอย่างย่อในความหมายใกล้กับอิทัปปัจจยตาและปฏิจจสมุปบาท จึงต้องดูบริบทของแต่ละแห่งประกอบ [11][18][27]

ตถตากับไตรลักษณ์ สุญญตา และอนัตตา

สำหรับสิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัย การเห็นตถตาเชื่อมกับไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจัง คือความเปลี่ยนแปลง ทุกขัง คือการคงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และอนัตตา คือการไม่มีตัวตนถาวรที่บังคับให้เป็นไปตามใจได้ [4][13][14][16] การกล่าวว่า “เช่นนั้นเอง” จึงหมายถึงการยอมรับลักษณะของสิ่งที่เกิด เปลี่ยน และดับตามเงื่อนไข ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นคงที่ตลอดไป

อย่าลืมนะ เช่นนั้นเองนั้นมันสรุปคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้าไว้ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาก็ดี อริยสัจก็ดี ปฏิจจสมุปบาทก็ดี มันแสดงความเป็นเช่นนั้นเอง แล้วก็ไม่ต้องรัก ไม่ต้องโกรธ ไม่ต้องเกลียด ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องโศกเศร้า [14]

ความหมายของข้อความ  คำว่าเช่นนั้นเองทำหน้าที่เป็นคำรวบยอดหลังจากเข้าใจหลักธรรมที่เกี่ยวข้องแล้ว ไม่ใช่คำที่ใช้แทนการศึกษาไตรลักษณ์ อริยสัจ หรือปฏิจจสมุปบาท

สุญญตาหรือความว่าง ในแหล่งเหล่านี้เน้นความว่างจากตัวตนและความเป็นของตน เมื่อสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงไม่ถูกจับมาเป็น “ตัวฉัน” หรือ “ของฉัน” ความเปลี่ยนแปลงนั้นก็ไม่ถูกนำมาสร้างเป็นความทุกข์ของตัวตน [23][24][29][30]

หลักเหล่านี้จึงอธิบายคนละด้านของเรื่องเดียวกัน ไตรลักษณ์บอกลักษณะของสิ่งที่อาศัยปัจจัย อนัตตาเตือนว่าไม่ควรถือสิ่งเหล่านั้นเป็นตัวตน สุญญตาเน้นความว่างจากตัวตนและของตน ส่วนตถตาเป็นคำรวบยอดให้เห็นว่าสิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามลักษณะนั้นเอง [13][14][16][24]

อย่างไรก็ตาม การพูดว่า “ตถตาหนอ” หรือ “เช่นนั้นเอง” ยังไม่เท่ากับการเห็นจริง แหล่ง [20] เตือนว่าต้องเข้าใจสภาวะก่อน ถ้อยคำจึงจะมีความหมาย มิฉะนั้นคำสอนอาจเหลือเพียงคำที่ท่องจำได้แต่ยังใช้กับความทุกข์ไม่ได้ [20]

จุดเริ่มต้นของการปฏิบัติอยู่ที่ผัสสะ

“ผัสสะ” คือช่วงที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจรับรู้อารมณ์ เช่น ภาพ เสียง รส สัมผัส หรือความคิด ช่วงนี้สำคัญเพราะจิตอาจเริ่มตีความทันทีว่าสิ่งที่พบดีหรือร้าย น่ารักหรือน่าเกลียด และเกี่ยวข้องกับตัวเราอย่างไร [4][6][15][17][20][21][24][27]

อย่าโง่เมื่อมีผัสสะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ไม่ปรุงเวทนาโง่ ไม่ปรุงตัณหา ไม่ปรุงอุปาทาน ไม่ปรุงภพ ไม่ปรุงชาติ ไม่ปรุงความทุกข์ทั้งปวง […] ให้มีสติเอาปัญญาที่รู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง […] สิ่งทั้งปวงเป็นเช่นนั้นเอง [15]

ความหมายของข้อความ  คำว่าโง่ในบริบทนี้หมายถึงการรับอารมณ์โดยขาดสติและปัญญา จนความรู้สึกพัฒนาเป็นความอยาก ความยึดถือ และความทุกข์

พุทธทาสภิกขุไม่ได้เสนอให้หยุดมอง หยุดฟัง หรือทำให้ความรู้สึกหายไป สิ่งที่ฝึกคือการมีสติทันก่อนที่ความรู้สึกจะพัฒนาเป็นความอยาก ผลักไส หรือยึดถือ อารมณ์ยังถูกรับรู้ แต่ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นผู้บังคับจิต [4][6][20]

สติทำหน้าที่ระลึกรู้สิ่งที่กำลังเกิด สมาธิช่วยให้จิตไม่ไหลไปตามอารมณ์อย่างรวดเร็ว และปัญญาช่วยเห็นว่าอารมณ์นั้นเปลี่ยนแปลง ไม่มีตัวตน และเป็นไปตามเหตุปัจจัย [1][4][10][11][27] ในความหมายนี้ การเห็นตถตาไม่ได้อยู่ห่างจากชีวิตประจำวัน แต่เริ่มตรงเวลาที่มีสิ่งหนึ่งมากระทบใจ

การเห็นตถตาช่วยลดความทุกข์อย่างไร

คำบรรยายแยกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นออกจากความทุกข์ที่จิตสร้างเพิ่ม ความเจ็บป่วย ความแก่ ความตาย การได้หรือเสีย และความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ ล้วนเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ แต่ความร้อนใจเพิ่มขึ้นเมื่อจิตยึดว่าเหตุการณ์เหล่านั้นเป็นเรื่องของ “ฉัน” และต้องเป็นไปตามความต้องการของฉัน [2][4][12][13][17][18][21][22]

ไปยึดเอาความเกิดเป็นของกู ความแก่เป็นของกู ความตายเป็นของกู ทำอะไร ๆ ก็ล้วนแต่เป็นของกู แล้วมันก็กัดเอา เพราะว่ามันไม่ อาจจะเป็นของใครได้ มันเป็นของธรรมชาติ [12]

ความหมายของข้อความ  ความเกิด แก่ และตายยังคงเกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่ความทุกข์ทางใจเพิ่มขึ้นเมื่อจิตนำเหตุการณ์เหล่านั้นมาประกอบเป็นตัวตนและของตน

การเห็นตถตาไม่ได้ทำให้อาการเจ็บทางกายหรือความสูญเสียภายนอกหายไปทันที สิ่งที่เปลี่ยนคือท่าทีของจิต จิตไม่ต้องนำเหตุการณ์นั้นมาสร้างเป็นความต่อต้าน ความกลัว หรือความวิตกซ้ำแล้วซ้ำอีก [12][13][22][24]

เมื่อเห็นสิ่งที่ชอบและไม่ชอบว่าเกิดขึ้นตามปัจจัย ความรัก ความโกรธ ความเกลียด และความกลัวจึงไม่จำเป็นต้องขยายตัวจนควบคุมการกระทำ [1][6][24][26][32] ภาวะนี้ไม่ใช่ความชาและไม่ใช่การไม่มีความรู้สึก แต่เป็นการรู้สึกโดยไม่ถูกความรู้สึกพาไปทั้งหมด

เห็นเช่นนั้นเองแล้วยังต้องลงมือทำ

การเห็นตถตาไม่ได้ตัดความรับผิดชอบออกจากชีวิต หากต้องการให้เกิดผลอย่างหนึ่ง ยังต้องสร้างเหตุที่เหมาะสม หากต้องการลดปัญหา ก็ต้องป้องกันและแก้ไขเหตุของปัญหา เพียงแต่ทำโดยไม่เพิ่มความทุกข์จากความคาดหวังว่าผลจะต้องเป็นไปตามใจทุกครั้ง [6][15][19][26][27][29]

ถ้ามันมีธรรมะมันก็รู้จักจัด รู้จักทำ รู้จักเก็บหอมรอมริบไม่ให้มีปัญหา ทำนา ๕ ปีเสียไปสักปีหนึ่งมันจะเป็นอะไรไป ไม่ต้องเป็นทุกข์เพราะว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง [29]

ความหมายของข้อความ  ตัวอย่างนี้วางการจัดการเหตุปัจจัยไว้คู่กับการไม่ทุกข์ ผู้ปฏิบัติเตรียมตัวและป้องกันปัญหาเท่าที่ทำได้ พร้อมยอมรับผลส่วนที่ไม่เป็นไปตามต้องการ

ตัวอย่างเรื่องการทำนาแสดงให้เห็นทั้งสองด้านพร้อมกัน ผู้ปฏิบัติต้องรู้จักวางแผน เก็บออม และลดความเสี่ยง นี่คือการจัดเหตุปัจจัย ส่วนเมื่อผลผลิตบางปีเสียหายทั้งที่ทำเต็มความสามารถแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้ความเสียหายนั้นกลายเป็นความทุกข์ที่เผาจิตต่อไป [29]

แนวคิดนี้เชื่อมกับคำว่า “จิตว่าง” ในการทำงาน การทำด้วยจิตว่างไม่ได้หมายถึงทำงานแบบไม่คิดหรือไม่รับผิดชอบ แต่หมายถึงทำหน้าที่โดยไม่สร้างภาพของ “ผู้ทำ” และ “ผลของฉัน” ขึ้นมาครอบงำการกระทำ [8] บุคคลยังแยกสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำได้ เพียงไม่ปล่อยให้ความแตกต่างนั้นกลายเป็นความรักหรือความเกลียดที่ทำร้ายจิต [19][26][32][34]

ตถตากับสมมุติและการอธิบายเหตุการณ์

แหล่ง [34] ใช้ตัวอย่างความเจ็บป่วยเพื่อแสดงว่า เหตุการณ์เดียวกันอาจได้รับคำอธิบายต่างกันตามความรู้และความเชื่อของผู้มอง แพทย์เรียกตามชื่ออาการหรือโรค โหรอธิบายด้วยเคราะห์ พ่อมดหมอผีอธิบายด้วยผี และผู้ที่มองผ่านเรื่องกรรมก็อธิบายว่าเป็นผลของกรรม [34]

หมอแพทย์ว่าเป็นไข้เป็นลม โหรว่าเคราะห์ร้าย พ่อมดหมอผีว่าผี ปราชญ์ว่ากรรม เพราะกรรม พระอรหันต์ว่าตถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง [34]

ความหมายของข้อความ  เหตุการณ์เดียวกันได้รับคำอธิบายตามกรอบความรู้ของผู้มอง ตถตาชวนให้ไม่หยุดอยู่ที่ชื่อเรียก แต่ย้อนดูความเป็นไปตามเหตุปัจจัยของธรรมชาติ

ประเด็นที่พุทธทาสภิกขุวิจารณ์คือการยึดชื่อหรือคำอธิบายเหล่านี้เสมือนเป็นความจริงทั้งหมด ในคำบรรยายครั้งนี้ ท่านใช้คำว่า “ไสยศาสตร์” กว้างกว่าความหมายทั่วไป ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผีหรือโหราศาสตร์ แต่รวมถึงการติดอยู่ในสมมุติและบัญญัติ หรือชื่อที่มนุษย์ตั้งขึ้นจนมองไม่เห็นความเป็นไปตามธรรมชาติ [34]

การเห็นตถตาจึงเปลี่ยนคำถามจากการรีบติดฉลากว่าเหตุการณ์เป็นโรค เคราะห์ ผี หรือโทษจากกรรม ไปสู่การเห็นว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย คำเรียกอาจบอกกรอบที่ผู้พูดใช้มอง แต่ไม่ควรถูกยึดเป็นตัวความจริงทั้งหมด [34]

ตัวอย่างนี้กล่าวถึงระดับของความเข้าใจทางธรรม ไม่ได้เปรียบเทียบประสิทธิภาพของการรักษาแต่ละวิธี และไม่ได้สำรวจความเชื่อทุกประเภทอย่างเป็นระบบ จึงไม่ควรนำไปสรุปว่าคำบรรยายได้ตัดสินรายละเอียดของการแพทย์ โหราศาสตร์ หรือความเชื่อเรื่องกรรมทั้งหมด

การอธิบายตถตาในบริบทต่าง ๆ

พุทธทาสภิกขุบรรยายเรื่องตถตาแก่ผู้ฟังหลายกลุ่ม ทั้งครู พระภิกษุ นักศึกษา ผู้ปฏิบัติชาวต่างประเทศ และผู้ฟังทั่วไป ภาษาที่ใช้จึงเปลี่ยนไปตามบริบท บางครั้งเริ่มจากการรับสัมผัส บางครั้งเริ่มจากไตรลักษณ์หรือปฏิจจสมุปบาท และบางครั้งใช้คำว่าฝ่ายบวกกับฝ่ายลบเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจการตัดสินของจิต [1][7][8][9][20][25][30][31]

Goodness , Badness, Positive , Negative นี้ เป็น Product ของความโง่ของเราเอง ความโง่ของเราสร้างขึ้นมา ที่จริงมันเป็นธรรมชาติเหมือนๆกัน เป็นเช่นนั้นเองตามธรรมชาติ แต่ความโง่ของเราไปสร้างมันขึ้นมา [25]

ความหมายของข้อความ  การใช้คำภาษาอังกฤษช่วยอธิบายว่า ป้ายว่าบวกหรือลบไม่ได้ติดอยู่ในปรากฏการณ์โดยตัวมันเอง แต่เกิดจากการประเมินของจิต

ในการบรรยายแก่ชาวต่างประเทศ ท่านใช้คำภาษาอังกฤษอย่าง Goodness, Badness, Positive และ Negative เพื่ออธิบายว่า ธรรมชาติไม่ได้ติดป้ายคุณค่าเหล่านี้ไว้ในตัวปรากฏการณ์ การแบ่งว่าเป็นบวกหรือลบเกิดขึ้นเมื่อจิตเข้าไปประเมินสิ่งที่รับรู้ [25]

คำอธิบายอีกกลุ่มเน้นว่าตถตาไม่ควรถูกเก็บไว้เป็นเรื่องสูงหรือเป็นศัพท์สำหรับการศึกษาเท่านั้น เพราะสามารถนำมาใช้กับอารมณ์และปัญหาในชีวิตประจำวันได้ [11][13][21][24][26] ข้อความนี้สะท้อนทัศนะของผู้บรรยายต่อการเรียนและการเผยแผ่ธรรมะ ไม่ใช่ผลสำรวจว่าคนในสังคมเข้าใจตถตามากน้อยเพียงใด

ความแตกต่างระหว่างคำอธิบายในแต่ละแหล่ง

คำบรรยายทั้งหมดเห็นร่วมกันว่าตถตาหมายถึงความเป็นเช่นนั้น แต่ไม่ได้ใช้คำนี้ด้วยขอบเขตเดียวกันทุกครั้ง บางแห่งใช้เป็นคำสรุปของเหตุปัจจัยหรือปฏิจจสมุปบาท [11][18][27][32] บางแห่งใช้กว้างกว่านั้น โดยรวมทั้งสังขตธรรมและอสังขตธรรมไว้ในความเป็นตถตา [3][15][28][31]

ตถตา หรือภาวะความเป็นอย่างนั้น อย่างเดียว อวิตถตา ภาวะของความที่ไม่เป็นอย่างอื่นได้ […] ให้เล็งถึงสิ่งๆ หนึ่งซึ่งมันเป็นมันเองอยู่อย่างนั้น เป็นตัวมันเองอยู่อย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่นได้ [33]

ความหมายของข้อความ  ข้อความนี้เน้นความไม่คลาดจากกฎ จึงให้ภาพของความเป็นเช่นนั้นที่ไม่เปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น

สิ่งทั้งปวงเป็นสังขารมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ก็เช่นนั้นเองไปตามอำนาจของปัจจัยปรุงแต่ง พระนิพพานเป็นวิสังขารไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง มันก็เป็นเช่นนั้นเองไปตามแบบของพระนิพพาน [31]

ความหมายของข้อความ  ข้อความนี้เน้นว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงก็เป็นตถตาได้ เพราะมันเปลี่ยนตามปัจจัย ส่วนพระนิพพานเป็นเช่นนั้นตามแบบของสภาวะที่ไม่ถูกปรุงแต่ง

ความแตกต่างอีกจุดหนึ่งอยู่ระหว่างความแน่นอนของกฎกับความเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่อยู่ใต้กฎ บางคำบรรยายเน้นว่า ความเป็นเช่นนั้นของกฎไม่คลาดไปเป็นอย่างอื่น [18][33] ขณะที่อีกหลายแห่งกล่าวว่าสิ่งที่ถูกเหตุปัจจัยปรุงแต่งย่อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ [3][4][15][31]

สองคำอธิบายนี้อาจอ่านร่วมกันได้โดยแยกระหว่างกฎกับปรากฏการณ์ กฎมีความแน่นอนในความหมายว่า เมื่อเงื่อนไขเป็นอย่างหนึ่ง ผลย่อมเป็นไปตามเงื่อนไขนั้น ส่วนตัวปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงเพราะเงื่อนไขเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม เอกสารไม่ได้จำแนกความสัมพันธ์นี้ด้วยถ้อยคำแบบเดียวกันทุกแหล่ง บทความจึงเก็บความแตกต่างของการเน้นความหมายไว้ แทนที่จะทำให้ทุกข้อความดูเหมือนกันทั้งหมด [18][31][33]

สรุปความหมายและการนำไปใช้

ตถตาในคำอธิบายของพุทธทาสภิกขุเริ่มจากการเห็นว่าสิ่งต่าง ๆ เป็นไปตามสภาพและเหตุปัจจัยของมัน เมื่อจิตไม่เติมตัวตน ความเป็นของตน และความต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจลงไป เหตุการณ์เดิมก็ไม่จำเป็นต้องสร้างความรัก ความโกรธ ความกลัว หรือความวิตกในระดับเดิม [1][3][6][13][16][24][27]

เห็นความจริงชัดเจนก่อนแล้วจึงพูดคำเรียกรวบว่า “อิทัปปัจจยตาหนอ” ๆ แต่ถ้าว่าท่องแต่ปากโดยไม่รู้ว่าอะไร ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร จะว่าตถตาหนอ ต้องรู้ว่าตถตาคืออะไรเสียก่อน เห็นชัดแล้วก่อน ปากจึงว่าตถตาหนอ [20]

ความหมายของข้อความ  ตถตาเป็นคำรวบยอดของความเข้าใจและการเห็นตามจริง ไม่ใช่คาถาที่ทำงานได้ด้วยการกล่าวซ้ำ

ในทางปฏิบัติ การเห็นตถตาเริ่มที่ผัสสะ รู้ทันความรู้สึกก่อนพัฒนาเป็นความอยากและความยึดถือ จากนั้นจึงทำสิ่งที่ควรทำตามเหตุปัจจัย การยอมรับความจริงกับการลงมือแก้ปัญหาจึงอยู่ร่วมกันได้ [4][8][10][15][18][23][26][34]

คำว่า “เช่นนั้นเอง” จะมีประโยชน์เมื่อเป็นผลจากการเข้าใจและมองเห็นกระบวนการจริง หากใช้เพียงเป็นคำท่องหรือคำปลอบใจ คำนี้ยังไม่เปลี่ยนวิธีที่จิตตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ [20] แก่นของตถตาจึงไม่ได้อยู่ที่การกล่าวคำนี้บ่อยเพียงใด แต่อยู่ที่การเห็นเหตุปัจจัยและไม่สร้างความทุกข์เพิ่มในขณะที่ชีวิตกำลังเป็นไป

ดูเพิ่ม

  • อิทัปปัจจยตา
  • ปฏิจจสมุปบาท
  • สุญญตา
  • อนัตตา
  • จิตว่าง
  • อตัมมยตา

อ้างอิง

หมายเหตุ: URL ใช้เพื่อระบุแหล่งที่มาเท่านั้น ไม่ได้เปิดหน้าเว็บเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการเขียนบทความ

[1] พุทธทาสภิกขุ, “การประชุมทางวิชาการโครงการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนจริยศึกษา (สำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ) ครั้ง 4 มรรคมีองค์แปด (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ)”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/4-11.html

[2] พุทธทาสภิกขุ, “การประชุมทางวิชาการโครงการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนจริยศึกษา (สำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ) ครั้ง 5 เป้าหมายของชีวิตและสังคม”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/5-5.html

[3] พุทธทาสภิกขุ, “อบรมพระนวกะราชภัฏจากวัดชลฯ ปี 2530 ชุด ธรรมะกับมนุษย์ ครั้ง 8 การเห็นตถตาในทุกสิ่ง”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2530-6-2.html

[4] พุทธทาสภิกขุ, “ความอร่อยทำให้เป็นทุกข์”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2019-05-24-10-14-22-2.html

[5] พุทธทาสภิกขุ, “ธรรมบรรยายแก่คณะ ดร.ระวี ภาวิไล ปี 2522 ครั้งที่ 4 ลักษณะแห่งความเป็นอันเดียวกันของศาสนาทุกศาสนา”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2522-4-3.html

[6] พุทธทาสภิกขุ, “อบรมพระนวกะราชภัฏจากวัดชลฯ ปี 2523 ชุด ต่อหางสุนัข ครั้ง 10 ทุกสิ่งอยู่เหนือปัญหา”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2523-10-2.html

[7] พุทธทาสภิกขุ, “บรรยายกับนักศึกษา คาทอลิก ทำความเข้าใจระหว่างศาสนากับคาทอลิก”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2019-05-24-06-44-18.html

[8] พุทธทาสภิกขุ, “บรรยายแก่ครูจากวิทยาลัยครูจันทรเกษม กทม. ปี 2525 ครั้ง 2 ธรรมะที่ควรเติมลงในชีวิต”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2525-2-4.html

[9] พุทธทาสภิกขุ, “บรรยายแก่พระนิสิตมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ปี 2526 ครั้งที่ 5 เรื่องการสนทนาสติปัฏฐาน”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2526-5-3.html

[10] พุทธทาสภิกขุ, “บรรยายแก่พระนิสิตมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ปี 2531 ครั้งที่ 2 เรื่องสิ่งที่ต้องใช้ในการบังคับจิต”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2531-2-7.html

[11] พุทธทาสภิกขุ, “บรรยายแก่พระนิสิตมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ปี 2533 ครั้งที่ 5 เรื่อง แพพิเศษต้อนรับสมโภชพระพุทธเจ้า”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2533-5-3.html

[12] พุทธทาสภิกขุ, “ปาฐกถาธรรมทางโทรทัศน์สุราษฯ, หาดใหญ่ รายการพุทธธรรมนำสุข ครั้งที่ 15 หัวใจของธรรมะหรือหัวใจของพระพุทธศาสนาหรือหัวใจของธรรมชาติ”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/5404-4.html

[13] พุทธทาสภิกขุ, “วิสาขบูชาเทศนา ปี 2523 กัณฑ์ที่ 2 (ค่ำ)”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2523-2-5.html

[14] พุทธทาสภิกขุ, “มันมีแต่ “เช่นนั้นเอง” มันเลยไม่มีความทุกข์”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2019-05-24-10-14-12.html

[15] พุทธทาสภิกขุ, “วิสาขบูชาเทศนา ปี 2526 กัณฑ์ที่ 1 (บ่าย)”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2526-1-4.html

[16] พุทธทาสภิกขุ, “สนทนาธรรมกับคณะท่าน สุเมโธ 2534 อิทัปปัจจยตาในฐานะหัวใจแห่งพระพุทธศาสนา ต่อ”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2534-4.html

[17] พุทธทาสภิกขุ, “อบรมพระภิกษุธรรมปาฏิโมกข์ ปี 2514 การเกิดและการดับของตัวกู-ของกู”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2514-36.html

[18] พุทธทาสภิกขุ, “สนทนาธรรมวันอาทิตย์ ปี 2525 ประโยชน์ของธรรมะ”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2525-6.html

[19] พุทธทาสภิกขุ, “อบรมพระนวกะราชภัฏจากวัดชลฯ ปี 2525 ครั้ง 2 อิทัปปัจจยตา”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2525-2-8.html

[20] พุทธทาสภิกขุ, “อบรมพระนวกะในพรรษา ปี 2526 เกียวกับคำว่า “ว่างๆ-สูญๆ” ในพุทธศาสนา”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2526-30.html

[21] พุทธทาสภิกขุ, “อบรมพระนวกะในพรรษา ปี 2526 ธรรมะเครื่องแก้ปัญหามนุษย์”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2526-12.html

[22] พุทธทาสภิกขุ, “อบรมพระภิกษุธรรมปาฏิโมกข์ ปี 2514 สิ่งที่เรียกว่าตัวกู-ของกูก็เป็นเพียงอิทัปปัจจยตา”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2514-35.html

[23] พุทธทาสภิกขุ, “อบรมพระวิปัสสนาจารย์ ปี 2515 ครั้งที่ 9 / คำว่าธรรม”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2515-8.html

[24] พุทธทาสภิกขุ, “สนทนาธรรมวันอาทิตย์ ปี 2525 ครั้งที่ 9 เรื่องความอร่อยเป็นต้นตอของปัญหา”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2525-9.html

[25] พุทธทาสภิกขุ, “อบรมชาวต่างประเทศ อบรมผู้ปฏิบัติจิตตภาวนา 2531 ครั้ง ๑ วิธีการเข้าถึงพุทธศาสนา”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2531-12.html

[26] พุทธทาสภิกขุ, “อบรมพระนวกะในพรรษา ปี 2523 ครั้ง 4 ถาม ตอบปัญหา”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2523-4-3.html

[27] พุทธทาสภิกขุ, “อบรมพระนวกะในพรรษา ปี 2523 ครั้ง 8 ถาม ตอบปัญหา”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2523-8-2.html

[28] พุทธทาสภิกขุ, “อมรมครูมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เรื่อง ธรรมะกลับมา”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2019-05-24-06-39-02-4.html

[29] พุทธทาสภิกขุ, “อบรมพระนวกะในพรรษา ปี 2529 ครั้ง 7 อยู่ในโลกต้องมีโลกุตรธรรม”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2529-7-2.html

[30] พุทธทาสภิกขุ, “แสดงธรรมล้ออายุ ปี 2527 กัณฑ์ 1 (เช้า) ความหมายและคุณค่าของคำว่าล้ออายุ”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2527-1-3.html

[31] พุทธทาสภิกขุ, “อาสาฬหบูชาเทศนา ปี 2523 อาสาฬหบูชาเทศนา กัณฑ์2 (ค่ำ)”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2523-13.html

[32] พุทธทาสภิกขุ, “อาสาฬหบูชาเทศนา ปี 2523 ให้โอวาทและอาสาฬหบูชาเทศนา กัณฑ์บ่าย”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2522-3-8.html

[33] พุทธทาสภิกขุ, “อบรมพระวิปัสสนาจารย์ ปี 2516 ครั้งที่ 10 / ทะลุสิ่งที่เรียกว่าศาสนาไปยังสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2516-9-3.html

[34] พุทธทาสภิกขุ, “อบรมพระนวกะในพรรษา ปี 2527 จากปุถุชนถึงพระเจ้า”, https://pagoda.or.th/buddhadasa/2527-19.html

 

Share