อัตชีวประวัติพุทธทาส (ตอนที่ 3/8): จากพ่อค้าวัยรุ่นแห่งพุมเรียง สู่พระนักเทศน์และการตัดสินใจไม่สึก
พุทธทาสภิกขุ

อัตชีวประวัติพุทธทาส (ตอนที่ 3/8): จากพ่อค้าวัยรุ่นแห่งพุมเรียง สู่พระนักเทศน์และการตัดสินใจไม่สึก

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

หลังจากจบการศึกษาชั้นมัธยม 3 เด็กชายเงื่อมต้องออกจากโรงเรียนเพื่อมาช่วยมารดาดำเนินกิจการร้านค้าของครอบครัว เนื่องจากบิดาถึงแก่กรรมกะทันหัน ท่านต้องรับบทบาท “หัวหน้าครอบครัว” ตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี ดูแลทั้งการค้าขาย และเป็นเสาหลักส่งเสียน้องชาย (นายธรรมทาส) ให้ได้ไปเรียนต่อ

ชีวิตวัยรุ่นที่ไม่มีเวลาให้ “ความเจ้าชู้” ในขณะที่วัยรุ่นทั่วไปมักมีเรื่องรักใคร่หนุ่มสาว แต่สำหรับหนุ่มเงื่อม ภาระหน้าที่ทำให้ท่านไม่มีเวลาไปเที่ยวเตร่หรือทำตัวเกเร ท่านเล่าถึงชีวิตช่วงนี้ไว้อย่างเห็นภาพว่า:

“เกเรอะไรกัน (เสียงดุ) เกเรขนาดไหนดีล่ะ ไม่ค่อยมีที่จะไปลักขโมย ไปตีรันฟันแทง ไม่มี… เรื่องเจ้าชู้นี่ไม่รู้เรื่อง ไม่มีเวลาที่จะไปเจ้าชู้ มันมีงานทำอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยจีบผู้หญิง กลางคืนไม่เคยไปเที่ยว”

งานที่ท่านทำนั้นหนักหนาสาหัสเกินวัย ท่านเป็นทั้งผู้จัดการร้านและกรรมกรแบกหาม:

“ผมไม่เพียงแต่ขายของ เป็นกรรมกรด้วย แบกของไปส่งตามบ้านเขา… ไม่มีลูกจ้าง ไม่มีรถรา (หัวเราะหึๆ) มันก็ยุ่ง ทำงานหนักด้วย กระทั่งต้องผ่าฟืนทั้งหมดที่ใช้ในบ้าน… ผ่าไม้โกงกางนี่ก็สนุก มันกรอบ เอาขวานแตะมันกระเด็นออกไป”

นักเลงคุยธรรมะแห่งพุมเรียง แม้งานจะหนัก แต่หนุ่มเงื่อมก็มีงานอดิเรกที่แปลกกว่าวัยรุ่นทั่วไป นั่นคือการเป็น “นักเลงคุยธรรมะ” ท่านมักจะซื้อหนังสือธรรมะ เช่น นักธรรมตรี โท เอก มาอ่านล่วงหน้า และตั้งวงถกเถียงกับข้าราชการผู้ใหญ่ที่เดินผ่านหน้าร้าน:

“ผมทำตัวเป็นอาจารย์ธรรมะกลายๆ ตอนเช้าก็มีคนมาคุยธรรมะ เราต้องโต้ต้องสู้… เรายังเป็นเด็กกว่าเขาเพื่อน ส่วนใหญ่เขาคนแก่ทั้งนั้น แต่เรามักพูดได้ถูกกว่า เพราะเรามีหนังสืออ่าน… มันก็สนุกกับการได้พูดให้คนอื่นฟัง” การถกเถียงธรรมะตั้งแต่ยังไม่ได้บวชนี้เอง ที่กลายเป็นฐานข้อมูลชั้นดี ทำให้เมื่อท่านบวชแล้ว แทบไม่ต้องเรียนธรรมะระดับต้นอีกเลย เพราะได้อ่านและถกเถียงมาจนทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว

จุดเปลี่ยนแห่งร่มกาสาวพัสตร์ เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ (พ.ศ. 2469) ก็ถึงเวลาอุปสมบทตามประเพณี ณ วัดพุมเรียง โดยได้รับฉายาว่า “อินฺทปญฺโญ” (ผู้มีปัญญาอันยิ่งใหญ่) ความตั้งใจเดิมของท่านคือการบวชเพียง 3 เดือนเพื่อทดแทนคุณบิดามารดา แต่แล้ว “รสชาติ” ของการบวชกลับทำให้ทิศทางชีวิตของท่านเปลี่ยนไปตลอดกาล

ท่านพบความสนุกในการเทศน์และการศึกษาธรรมะอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะเมื่อท่านได้ปฏิวัติรูปแบบการเทศน์แบบเดิมๆ ที่มักจะน่าเบื่อ มาเป็นการประยุกต์ใช้วิธีเล่าเรื่องให้น่าติดตาม:

“การเทศน์มันไม่เหมือนเดิม มันครึ่งสมัยใหม่ครึ่งสมัยเก่า ถ้าสมภารเทศน์เองก็อ่านคัมภีร์ใบลาน อ่านกันมาไม่รู้กี่เที่ยวแล้ว (หึๆๆ) ผมเทศน์ก็เอาใบลานไปถืออ่านเหมือนกัน ก็อ่านในนั้นบ้าง แล้วเอาข้อความที่เรียนไปจากโรงเรียนนักธรรมทุกวันไปเทศน์ประกอบขยายความ มันก็แปลก เพราะมันฟังรู้เรื่อง”

พระนักเทศน์คิวทองแห่งไชยา ด้วยสไตล์การเทศน์ที่เข้าใจง่าย มีการยกนิทานชาดกมาประกอบ ทำให้ชาวบ้านติดใจและแห่มาฟังเทศน์กันเนืองแน่น ท่านเล่าถึงความสำเร็จในฐานะนักเทศน์หนุ่มว่า:

“ผมบวชได้ไม่กี่วันก็ขึ้นเทศน์ ชาวบ้านเกิดชอบ อาจารย์ที่เป็นสมภารก็เลยหนุนให้เทศน์ทุกวันแทนสมภาร คนฟังก็มากขึ้นเรื่อยๆ ผิดจากแต่ก่อน… แล้วสมาชิกหรือนักฟัง แม่ชีประจำวัดบ้าง คนนอกวัดบ้าง เขาชอบฟัง บอกกล่าวกันเพิ่มขึ้นๆ เรื่อย เป็นที่พอใจท่านสมภาร”

การเทศน์ไม่เพียงแต่เปลี่ยนอารมณ์ให้ท่านสนุกกับชีวิตในเพศบรรพชิต แต่ยังเป็นเวทีที่ให้ท่านได้ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมอย่างไม่หยุดหย่อน ความสนุกสนานเพลิดเพลินในธรรมะนี้เอง ที่ทำให้เมื่อครบกำหนด 3 เดือนตามประเพณี ท่านจึงตัดสินใจ “ไม่สึก”

“ตอนแรกที่ตั้งใจจะบวช ๓ เดือน พอพ้นข้อผูกพันทางประเพณี… มันยังสนุกอยู่… มันไม่สึกแล้วนี่ มันก็ไม่รู้จะทำอะไร ก็เหลือแต่จะเรียนบาลีเท่านั้นที่น่าสนใจกว่าอย่างอื่น”

จากเด็กหนุ่มผู้ต้องแบกภาระครอบครัว สู่พระนักเทศน์รุ่นใหม่ผู้เปิดโลกทัศน์ชาวบ้านด้วยธรรมะที่จับต้องได้ นี่คือจุดเริ่มต้นของการบ่มเพาะอุดมคติ ที่จะนำพาท่านพุทธทาสไปสู่การตัดสินใจครั้งใหญ่กว่า นั่นคือการเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อศึกษาต่อ

Share