[ธรรมตามจังหวะ] – Jesus, Take the Wheel (Carrie Underwood) – เราคุมพวงมาลัยได้ แต่คุมชีวิตไว้ไม่ได้
Carrie Underwood - Jesus Take The Wheel

[ธรรมตามจังหวะ] - Jesus, Take the Wheel (Carrie Underwood) - เราคุมพวงมาลัยได้ แต่คุมชีวิตไว้ไม่ได้

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

ดนตรีหรือบทเพลงหรือทำนองเพลงก็ตาม มันมีอยู่สองชนิด คือ เร้าให้ “จิตวุ่นวาย” ก็มี ดนตรีหรือบทเพลงที่ตะล่อมจิตให้สงบเย็นลงไปให้ “ว่าง” ก็มี – พุทธทาสภิกขุ (ปาฐกถาธรรมที่พุทธสมาคม หมวดธรรม ทำงานด้วยจิตว่าง


ปี 2005 เป็นปีที่ชีวิตของ Carrie Underwood พลิกไปแทบทุกด้าน หญิงสาวจากโอคลาโฮมาคนนี้ชนะ American Idol และปีเดียวกันก็มีอัลบั้มแรกของตัวเองชื่อ Some Hearts เพลงที่พาเธอเข้าสู่วงการคันทรีแบบเต็มตัวคือ “Jesus, Take the Wheel” ผลงานการเขียนของ Brett James, Hillary Lindsey และ Gordie Sampson

ที่มาของเพลงนี้ก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรเลย Brett James เล่าว่าวันนั้นนักแต่งเพลงสามคนนัดกันเขียนเพลงตามปกติ Gordie Sampson เดินเข้ามาพร้อมชื่อเพลงในหัวว่า When Jesus Takes the Wheel แค่นั้น ยังไม่มีใครรู้เลยว่าจะเอาไปต่อยังไง

จากประโยคสั้น ๆ ประโยคเดียว พวกเขาค่อย ๆ ปั้นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมา เธอกำลังขับรถกลับบ้านในคืนคริสต์มาสอีฟ ลูกน้อยหลับอยู่เบาะหลัง ปีที่ผ่านมาไม่ใช่ปีที่ดีของเธอเลย มีเรื่องให้ต้องจัดการเต็มไปหมด แต่ยิ่งพยายาม ทุกอย่างก็ยิ่งหลุดมือ แล้วรถก็เสียหลักบนถนนลื่น ในวินาทีที่คุมรถไม่อยู่ เธอร้องออกมาว่า

“Jesus, take the wheel.”

พระเยซู โปรดรับพวงมาลัยไปที

เธอรอดมาได้ แต่เพลงไม่ได้จบแค่นั้น เพราะพอรถหยุดนิ่งและเธอหันไปเห็นลูกที่ยังปลอดภัยอยู่ข้างหลัง เธอถึงรู้ว่าพวงมาลัยที่อยากยกให้พระเยซู ไม่ได้มีแค่พวงมาลัยรถ แต่คือพวงมาลัยของชีวิตทั้งชีวิต

เพลงนี้ขึ้นอันดับ 1 ชาร์ตคันทรีและยืนอยู่ตรงนั้นหกสัปดาห์ติด ก่อนจะคว้า Grammy ปี 2007 สองรางวัล คือ Best Female Country Vocal Performance ของ Carrie Underwood และ Best Country Song ของนักแต่งทั้งสามคน แถมยังเข้าชิง Song of the Year อีกด้วย

เพลงที่เริ่มจากชื่อเพลงลอย ๆ ประโยคเดียว กลายเป็นหมุดหมายสำคัญในช่วงต้นอาชีพของเธอ อาจเพราะประโยคนั้นมันพูดกับประสบการณ์ที่มนุษย์แทบทุกคนเคยเจอ วันที่เรารู้ตัวว่า ต่อให้พยายามแค่ไหน เราก็คุมชีวิตไม่ได้ทั้งหมด

ชีวิตมีพวงมาลัยจริงหรือ

เราใช้ชีวิตเหมือนคนขับรถกันไม่น้อยนะครับ เราวางแผนว่าจะเรียนอะไร จะทำงานที่ไหน จะมีเงินเท่าไร จะรักใคร จะแต่งงานเมื่อไร จะเกษียณตอนไหน แล้วก็พยายามขับรถคันนี้ให้ถึงปลายทางตามแผน

การมีแผนไม่ใช่ปัญหาเลย เวลาขับรถเราก็ต้องจับพวงมาลัย มองทาง เหยียบเบรกเมื่อจำเป็น และรู้ว่ากำลังจะไปไหน ชีวิตก็เหมือนกัน เราควรเรียน ควรทำงาน ควรดูแลสุขภาพ ควรเก็บเงิน ควรรับผิดชอบคนที่เรารัก

ปัญหามันเริ่มตอนที่เราค่อย ๆ เชื่อว่า ในเมื่อเราจับพวงมาลัยอยู่ ทุกอย่างก็ต้องไปตามที่เราหมุน แล้วชีวิตจริงก็เริ่มเล่นกับเรา

เราเลือกจะรักใครก็ได้ แต่เลือกไม่ได้ว่าเขาจะรักเราตลอดไปไหม

เราดูแลสุขภาพได้ แต่สั่งร่างกายไม่ให้ป่วยไม่ได้

เราทำงานเต็มที่ได้ แต่สั่งเศรษฐกิจ บริษัท เจ้านาย ลูกค้า หรือเพื่อนร่วมงานไม่ได้

เราวางแผนอนาคตได้ แต่ไม่มีใครสั่งอนาคตได้จริง

ถนนมีรถคันอื่น

มีฝน

มีหลุม

มีคนตัดหน้า

มีเครื่องยนต์ที่วันหนึ่งอาจพังขึ้นมาโดยไม่ขออนุญาตเราก่อน

ชีวิตก็เต็มไปด้วยเหตุปัจจัยแบบนั้นแหละครับ

เมื่อ “ฉันควบคุมได้” กลายเป็น “ทุกอย่างต้องเป็นอย่างที่ฉันต้องการ”

ในทางพุทธ ความทุกข์ไม่ได้เกิดเพียงเพราะโลกมันเปลี่ยน โลกเปลี่ยนของมันอยู่แล้ว แต่ทุกข์มันหนักขึ้นตอนที่ใจเข้าไปยึดว่า สิ่งนั้นควรเป็นแบบนี้ ไม่ควรเป็นแบบนั้น นี่คือพื้นที่ของอุปาทาน

เราไม่ได้แค่อยากได้ แต่เข้าไปกำมันไว้ ความรักของฉันต้องเป็นแบบนี้ ลูกของฉันต้องเป็นแบบนี้ งานของฉันต้องสำเร็จ สุขภาพของฉันต้องดี ชีวิตของฉันไม่ควรเจอเรื่องแบบนี้ คำว่า “ของฉัน” โผล่มาเต็มไปหมด และหลังคำว่า “ของฉัน” ก็มี “ฉัน” คนหนึ่งยืนถือพวงมาลัยอยู่ตรงกลาง

ภาษาแบบนี้ทำให้นึกถึงเรื่อง “ตัวกู–ของกู” ที่ท่านพุทธทาสภิกขุใช้อธิบายความรู้สึกยึดมั่นในตัวตนและสิ่งที่พ่วงมากับตัวตนนั้น

พอมี “ตัวกู” ผู้ควบคุมโลกขึ้นมาเมื่อไร ภาระก้อนใหญ่ก็มาพร้อมกันทันที โลกต้องเป็นอย่างที่กูต้องการ งานนี้หนักเอาเรื่องครับ เพราะโลกไม่เคยรับปากว่าจะทำตามเรา

Surrender กับการปล่อยวาง

ในบริบทคริสต์ “Jesus, Take the Wheel” คือการ surrender คือการยอมวางชีวิตลงต่อพระเจ้า ซึ่งไม่ได้แปลว่าเลิกทำอะไรเลย แต่คือการยอมรับว่ามนุษย์ไม่ได้เห็นทุกอย่าง ไม่ได้รู้ทุกอย่าง และคุมทุกอย่างไม่ได้ จึงฝากความไว้วางใจไว้กับสิ่งที่สูงกว่าตัวเอง

ถ้าอ่านแบบนี้ surrender ก็เป็นการปล่อยวางรูปแบบหนึ่ง

ปล่อยจากความคิดว่า “ฉันต้องจัดการทุกอย่างเอง” แล้วฝากชีวิตไว้กับพระเจ้า

ทางพุทธไม่มีพระผู้เป็นเจ้ามารับพวงมาลัยแทน แต่การปล่อยวางเริ่มจากจุดที่คล้ายกันมาก คือยอมรับว่าสิ่งทั้งหลายเกิดตามเหตุและปัจจัยจำนวนมหาศาล ซึ่งไม่มี “ตัวเรา” คนไหนคุมได้ทั้งหมด

เราสร้างเหตุได้บางส่วน ปรับเหตุได้บางส่วน ป้องกันได้บางอย่าง แก้ไขได้บางอย่าง แต่เราไม่เคยเป็นเจ้าของเหตุปัจจัยทั้งหมด

ถ้ามองคำว่าพระเจ้าในความหมายกว้าง ๆ ว่าคือความจริงสูงสุดหรือระเบียบบางอย่างที่ใหญ่เกินกว่ามนุษย์จะคุมได้ การ surrender ต่อพระเจ้าในคริสต์ กับการปล่อยวางต่อความเป็นไปตามเหตุปัจจัยในพุทธ ก็มีจุดที่แตะกันอยู่

ทั้งสองอย่างพาเราออกจากความรู้สึกว่า

“ฉันต้องเป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง”

คริสต์อาจพูดว่า

ฉันคุมทั้งหมดไม่ได้ จึงวางชีวิตไว้กับพระเจ้า

พุทธอาจพูดว่า

ฉันคุมทั้งหมดไม่ได้ จึงวางความยึดมั่นลง แล้วอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย

สองศาสนายังต่างกันชัดเจนเรื่องพระเจ้า เรื่องตัวตน และเรื่องธรรมชาติของความจริงสูงสุด แต่ในระดับประสบการณ์ของคนธรรมดา เราอาจเจอจุดร่วมกันตรงการคลายมือจากตัวฉันที่อยากเป็นผู้ควบคุมโลก พอมองแบบนี้ คำว่า take the wheel กับคำว่าปล่อยวาง ก็ฟังใกล้กันกว่าที่คิดตอนแรก

ปล่อยวาง ไม่ใช่ปล่อยพวงมาลัย

คำว่า “ปล่อยวาง” ทำคนเข้าใจผิดกันบ่อย ถ้ารถกำลังวิ่งอยู่แล้วบอกตัวเองว่า

“ทุกอย่างไม่เที่ยง ปล่อยวางเถอะ”

แล้วปล่อยพวงมาลัยจริง ๆ อันนั้นคงไม่ใช่ธรรมะครับ

ปล่อยวางไม่ได้แปลว่าเลิกทำหน้าที่ บางทีเราทำได้เต็มที่กว่าเดิมด้วยซ้ำถ้าเราปล่อยวาง

เรายังวางแผน ยังรักษาโรค ยังดูแลครอบครัว ยังแก้ปัญหา ยังขอโทษเมื่อทำผิด ยังลุกขึ้นใหม่เมื่อพลาด แต่เราเริ่มแยกออกว่า

อะไรคือส่วนที่เราทำได้

กับ

อะไรที่ไม่เคยอยู่ในอำนาจเราตั้งแต่แรก

คนที่จับพวงมาลัยโดยไม่เกร็งมือจนเกินไป ไม่ได้ขับแย่กว่าคนที่กำแน่น หลายทีขับได้ดีกว่าเสียอีก

ความทุกข์จำนวนมากมาจากพวงมาลัยที่ไม่มีอยู่จริง

ลองสังเกตเวลาเราทุกข์กับอะไรสักเรื่อง ส่วนหนึ่งมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แต่มีอีกส่วนที่ตามมาทีหลัง

“มันไม่น่าเกิดขึ้นเลย”

“เขาไม่ควรทำแบบนี้กับฉัน”

“ชีวิตฉันไม่ควรเป็นแบบนี้”

“วางแผนไว้หมดแล้ว ทำไมกลายเป็นอย่างนี้”

ประโยคพวกนี้เหมือนมือที่กำพวงมาลัยแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่รถกำลังวิ่งบนถนนที่เราไม่ได้เป็นคนสร้าง เราไม่ได้เลือกสภาพอากาศ ไม่ได้เลือกคนขับรถคันอื่น ไม่ได้เลือกทุกหลุมบนถนน เราเลือกได้อย่างเดียวว่าจะตอบสนองกับสิ่งที่เกิดขึ้นยังไง

ธรรมะมีประโยชน์ตรงนี้มากกว่าการเป็นความคิดสวย ๆ เพราะมันไม่ได้บอกเราว่า “ไม่เป็นไร” แต่มันช่วยให้เห็นว่า

อะไรคือทุกข์ที่มาจากเหตุการณ์ กับอะไรคือทุกข์ที่ใจเราเติมเข้าไปเอง จากการพยายามบังคับสิ่งที่บังคับไม่ได้

เราจับพวงมาลัยได้ แต่จับชีวิตไว้ไม่ได้

ฉากสำคัญของ Jesus, Take the Wheel เกิดในวินาทีที่ผู้หญิงคนหนึ่งพบว่าพวงมาลัยในมือพารถไปในทิศทางที่เธอต้องการไม่ได้อีกแล้ว ในเพลง เธอจึงร้องหาพระเยซู

สำหรับคนฟังที่นับถือคริสต์ ประโยคนี้คือการมอบความไว้วางใจให้พระเจ้า สำหรับคนพุทธ ประโยคเดียวกันอาจสะกิดให้เห็นว่าชีวิตไม่เคยอยู่ในการควบคุมของเราอย่างสมบูรณ์มาตั้งแต่ต้น

คนละภาษา คนละคำอธิบาย แต่มีช่วงหนึ่งที่ประสบการณ์ของมนุษย์มาบรรจบกัน คือช่วงที่เรายอมรับว่า

“ฉันไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง”

หน้าที่ของเราไม่ใช่การคุมเหตุปัจจัยทั้งหมด แต่คือทำเหตุเท่าที่ทำได้ให้ดีที่สุด แล้วเรียนรู้ที่จะอยู่กับผลที่ตามมา โดยไม่ต้องสร้าง “ตัวฉันผู้ต้องควบคุมทุกอย่าง” ขึ้นมาแบกโลกเพิ่มอีกชั้น

ฝนตกก็รู้ว่าฝนตก ถนนลื่นก็รู้ว่าถนนลื่น มีทางเลี้ยวก็เลี้ยว ต้องหยุดก็หยุด แล้วพอถึงจุดที่ทำอะไรไม่ได้จริง ๆ ก็ยอมรับว่าตรงนั้นไม่ได้อยู่ในมือเรา เราจับพวงมาลัยได้ แต่จับชีวิตไว้ไม่ได้ และเมื่อมือไม่ต้องกำแน่นตลอดเวลา การเดินทางก็อาจเบาลงกว่าที่เคย

Share