[ธรรมตามจังหวะ] - Jesus, Take the Wheel (Carrie Underwood) - เราคุมพวงมาลัยได้ แต่คุมชีวิตไว้ไม่ได้
ปี 2005 เป็นปีที่ชีวิตของ Carrie Underwood เปลี่ยนไปแทบทุกด้าน
หญิงสาวจากรัฐ Oklahoma ชนะการแข่งขัน American Idol และในปีเดียวกันนั้นก็ออกอัลบั้มชุดแรก Some Hearts หนึ่งในเพลงที่พาเธอเข้าสู่วงการเพลงคันทรีอย่างเต็มตัวคือ “Jesus, Take the Wheel” เพลงที่เขียนโดย Brett James, Hillary Lindsey และ Gordie Sampson
จุดเริ่มต้นของเพลงก็น่าสนใจ
Brett James เล่าว่า วันหนึ่งนักแต่งเพลงทั้งสามคนนัดกันเขียนเพลงตามปกติ Gordie Sampson เดินเข้ามาพร้อมไอเดียชื่อเพลงประมาณว่า When Jesus Takes the Wheel ตอนแรกยังไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าจะเอาชื่อนี้ไปทำอะไรต่อ
จากประโยคสั้น ๆ นั้น พวกเขาค่อย ๆ สร้างเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมา
เธอกำลังขับรถกลับบ้านในคืน Christmas Eve
ลูกน้อยนอนอยู่บนเบาะหลัง
ปีที่ผ่านมาไม่ใช่ปีที่ดีนัก ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องที่เธอพยายามจัดการ แต่ดูเหมือนยิ่งพยายาม ทุกอย่างก็ยิ่งหลุดออกจากมือ
แล้วรถของเธอก็เสียหลักบนถนนที่ลื่น
ในช่วงเวลาที่ควบคุมรถไม่ได้ เธอร้องขอว่า
“Jesus, take the wheel.”
พระเยซู โปรดรับพวงมาลัยไปที เธอรอดจากอุบัติเหตุ แต่เรื่องของเพลงไม่ได้จบอยู่ตรงนั้น เพราะเมื่อรถหยุดลงและเธอมองเห็นลูกที่ยังปลอดภัยอยู่บนเบาะหลัง เธอเริ่มรู้ว่าพวงมาลัยที่เธออยากให้พระเยซูรับไป ไม่ได้หมายถึงพวงมาลัยรถยนต์เท่านั้น มันคือ พวงมาลัยของชีวิต
เพลงนี้กลายเป็นเพลงฮิตอันดับ 1 ของชาร์ตเพลงคันทรี และอยู่บนอันดับ 1 ติดต่อกันถึงหกสัปดาห์ ก่อนจะคว้ารางวัล Grammy ปี 2007 ทั้ง Best Female Country Vocal Performance สำหรับ Carrie Underwood และ Best Country Song สำหรับผู้แต่งทั้งสามคน นอกจากนี้ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Song of the Year อีกด้วย
เพลงคันทรีที่เริ่มจากไอเดียชื่อเพลงเพียงประโยคเดียว จึงกลายเป็นเพลงสำคัญเพลงหนึ่งในช่วงเริ่มต้นอาชีพของ Carrie Underwood
และอาจเป็นเพราะประโยคเดียวกันนี้พูดกับประสบการณ์ที่มนุษย์แทบทุกคนเคยเจอ
วันที่เรารู้ตัวว่า ต่อให้พยายามแค่ไหน เราก็ควบคุมชีวิตไม่ได้ทั้งหมด
ชีวิตมีพวงมาลัยจริงหรือ?
เราใช้ชีวิตเหมือนคนขับรถอยู่ไม่น้อยครับ
เราวางแผนว่าจะเรียนอะไร
จะทำงานที่ไหน
จะมีเงินเท่าไร
จะรักใคร
จะแต่งงานเมื่อไร
จะเกษียณตอนไหน
แล้วเราก็พยายามขับรถคันนี้ให้ไปถึงจุดหมายตามแผน
การมีแผนไม่ใช่ปัญหาเลย
เวลาขับรถ เราก็ควรจับพวงมาลัย มองทาง เหยียบเบรกเมื่อจำเป็น และรู้ว่าจะไปไหน
ชีวิตก็เหมือนกัน
เราควรเรียน
ควรทำงาน
ควรดูแลสุขภาพ
ควรเก็บเงิน
ควรรับผิดชอบต่อคนที่เรารัก
ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อเราค่อย ๆ เชื่อว่า
เพราะเราจับพวงมาลัยอยู่ ทุกอย่างจึงต้องเป็นไปตามที่เราหมุนมัน
ตรงนี้ต่างหากที่ชีวิตจริงเริ่มเล่นกับเรา
เราเลือกจะรักใครได้
แต่เลือกไม่ได้ว่าเขาจะรักเราตลอดไปหรือไม่
เราดูแลสุขภาพได้
แต่สั่งร่างกายไม่ให้เจ็บป่วยไม่ได้
เราทำงานเต็มที่ได้
แต่สั่งเศรษฐกิจ บริษัท เจ้านาย ลูกค้า หรือเพื่อนร่วมงานไม่ได้
เราวางแผนอนาคตได้
แต่ไม่มีใครสั่งอนาคตได้จริง
ถนนมีรถคันอื่น
มีฝน
มีหลุม
มีคนตัดหน้า
มีเครื่องยนต์ที่วันหนึ่งอาจเสียขึ้นมาโดยไม่ได้ขออนุญาตเราเสียก่อน
ชีวิตก็เต็มไปด้วยเหตุปัจจัยแบบนั้น
เมื่อ “ฉันควบคุมได้” กลายเป็น “ทุกอย่างต้องเป็นอย่างที่ฉันต้องการ”
ในทางพุทธ ความทุกข์ไม่ได้เกิดเพียงเพราะโลกเปลี่ยนแปลง
โลกเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว
ความทุกข์เกิดหนักขึ้นเมื่อใจเข้าไป ยึด ว่า สิ่งนั้นควรเป็นอย่างนี้ ไม่ควรเป็นอย่างนั้น
นี่คือพื้นที่ของ อุปาทาน
เราไม่ได้เพียงมีความต้องการ
แต่เข้าไปจับมันไว้
ความรักของฉันต้องเป็นแบบนี้
ลูกของฉันต้องเป็นแบบนี้
งานของฉันต้องสำเร็จ
สุขภาพของฉันต้องดี
ชีวิตของฉันไม่ควรเกิดเรื่องนี้
คำว่า “ของฉัน” เริ่มปรากฏเต็มไปหมด
แล้วเบื้องหลัง “ของฉัน” ก็มี “ฉัน” คนหนึ่งยืนถือพวงมาลัยอยู่ตรงกลาง
นี่เป็นภาษาที่ทำให้นึกถึงเรื่อง “ตัวกู–ของกู” ที่พุทธทาสภิกขุใช้พูดถึงการเกิดความรู้สึกยึดมั่นในตัวตนและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวตนนั้น
เมื่อมี “ตัวกู” ผู้ควบคุมโลกขึ้นมา
ภาระชิ้นใหญ่ก็เกิดขึ้นพร้อมกันทันที
โลกต้องเป็นอย่างที่กูต้องการ
งานนี้หนักเหลือเกินครับ
เพราะโลกไม่เคยรับปากว่าจะทำตามเรา
Surrender กับการปล่อยวาง
ในบริบทของคริสต์ คำว่า “Jesus, Take the Wheel” คือ
การ surrender หรือการยอมวางชีวิตลงต่อพระเจ้า ไม่ได้หมายถึงการเลิกทำอะไรเสียทั้งหมด แต่คือการยอมรับว่า มนุษย์ไม่ได้เห็นทุกอย่าง ไม่ได้รู้ทุกอย่าง และไม่ได้ควบคุมทุกอย่างได้ จึงวางความไว้วางใจไว้กับสิ่งที่สูงกว่าตัวเอง
มองในแง่นี้ surrender ก็เป็นการ ปล่อยวางรูปแบบหนึ่ง
ปล่อยจากความคิดว่า “ฉันต้องจัดการทุกอย่างเอง” แล้วฝากชีวิตไว้กับพระเจ้า
ในทางพุทธ ไม่มีพระผู้เป็นเจ้ามารับพวงมาลัยแทน แต่การปล่อยวางก็เริ่มจากจุดคล้ายกันมาก คือยอมรับว่า สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นตามเหตุและปัจจัยจำนวนมหาศาล ซึ่งไม่มี “ตัวเรา” คนใดควบคุมได้ทั้งหมด
เราอาจสร้างเหตุได้บางส่วน
ปรับเหตุได้บางส่วน
ป้องกันบางอย่างได้
แก้ไขบางอย่างได้
แต่เราไม่เคยเป็นเจ้าของเหตุปัจจัยทั้งหมด
ถ้ามองพระเจ้าในความหมายกว้างว่าเป็น ความจริงสูงสุดหรือระเบียบที่ใหญ่เกินกว่ามนุษย์จะควบคุมได้ การ surrender ต่อพระเจ้าในคริสต์ และการปล่อยวางต่อความเป็นไปตามเหตุปัจจัยในพุทธ ก็มีจุดสัมผัสกันอย่างน่าสนใจ
ทั้งสองอย่างต่างพาเราออกจากความรู้สึกว่า
“ฉันต้องเป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง”
คริสต์อาจพูดว่า
ฉันควบคุมทั้งหมดไม่ได้ จึงวางชีวิตไว้กับพระเจ้า
พุทธอาจพูดว่า
ฉันควบคุมทั้งหมดไม่ได้ จึงวางความยึดมั่นลง และอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย
สองศาสนายังมีความแตกต่างกันชัดเจนในเรื่องพระเจ้า ตัวตน และธรรมชาติของความจริงสูงสุด แต่ในระดับประสบการณ์ของมนุษย์ เราอาจพบจุดร่วมตรงการ คลายมือจากตัวฉันที่อยากเป็นผู้ควบคุมโลก และตรงนี้เองที่คำว่า Take the wheel ฟังดูใกล้กับคำว่า ปล่อยวาง มากขึ้นกว่าที่เห็นในตอนแรก
ปล่อยวาง ไม่ใช่ปล่อยพวงมาลัย
คำว่า “ปล่อยวาง” มักทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย
ถ้ารถกำลังวิ่งอยู่แล้วบอกว่า
“ทุกอย่างไม่เที่ยง ปล่อยวางเถอะ”
แล้วปล่อยพวงมาลัยจริง ๆ
อันนั้นไม่น่าจะใช่ธรรมะครับ น่าจะต้องเรียกรถพยาบาลมากกว่า 55
การปล่อยวางไม่ได้แปลว่าเลิกทำหน้าที่ เราอาจทำเต็มที่กว่าเดิมด้วยซ้ำ
เรายังวางแผน
ยังรักษาโรค
ยังดูแลครอบครัว
ยังแก้ปัญหา
ยังขอโทษเมื่อทำผิด
ยังลุกขึ้นใหม่เมื่อพลาด
แต่ในขณะเดียวกัน เราเริ่มแยกให้ออกว่า
อะไรคือส่วนที่เราทำได้
และ
อะไรไม่เคยอยู่ในอำนาจของเราตั้งแต่ต้น
คนที่จับพวงมาลัยโดยไม่เกร็งมือจนเกินไป ไม่ได้ขับรถแย่กว่าคนที่กำมันแน่น หลายครั้งกลับขับได้ดีกว่าเสียอีก
ความทุกข์จำนวนมากอาจมาจากพวงมาลัยที่ไม่มีอยู่จริง
ลองสังเกตเวลาที่เราทุกข์กับบางเรื่อง
ความทุกข์ส่วนหนึ่งมาจากเหตุการณ์จริง
แต่ยังมีอีกส่วนหนึ่งตามมา
“มันไม่น่าเกิดขึ้นเลย”
“เขาไม่ควรทำแบบนี้กับฉัน”
“ชีวิตฉันไม่ควรเป็นแบบนี้”
“ฉันวางแผนไว้หมดแล้ว ทำไมกลายเป็นอย่างนี้”
ประโยคเหล่านี้เหมือนมือที่กำพวงมาลัยแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งที่รถกำลังวิ่งผ่านถนนซึ่งเราไม่ได้เป็นคนสร้าง
เราไม่ได้เลือกสภาพอากาศ
ไม่ได้เลือกคนขับรถคันอื่น
ไม่ได้เลือกทุกหลุมบนถนน
เราเลือกได้เพียงว่าจะตอบสนองต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างไร
ตรงนี้เองที่ธรรมะเริ่มมีประโยชน์มากกว่าการเป็นความคิดสวย ๆ
เพราะมันไม่ได้บอกเราว่า
“ไม่เป็นไร”
แต่มันช่วยให้เห็นว่า
อะไรคือทุกข์ที่เกิดจากเหตุการณ์ และอะไรคือทุกข์ที่ใจเราเพิ่มขึ้นจากการพยายามบังคับสิ่งที่บังคับไม่ได้
เราจับพวงมาลัยได้ แต่จับชีวิตไว้ไม่ได้
ฉากสำคัญของ Jesus, Take the Wheel เกิดขึ้นในวินาทีที่ผู้หญิงคนหนึ่งพบว่า พวงมาลัยในมือของเธอไม่สามารถทำให้รถไปในทิศทางที่ต้องการได้อีกแล้ว ในเพลง เธอจึงร้องหาพระเยซู
สำหรับคนฟังที่นับถือคริสต์ ประโยคนี้คือการมอบความไว้วางใจให้พระเจ้า สำหรับคนพุทธ ประโยคเดียวกันอาจเตือนให้เห็นว่า ชีวิตไม่เคยอยู่ในการควบคุมของเราอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่แรก
ต่างภาษา ต่างคำอธิบาย แต่มีช่วงหนึ่งที่ประสบการณ์ของมนุษย์อาจมาบรรจบกัน คือช่วงที่เรายอมรับว่า
“ฉันไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง”
หน้าที่ของเราไม่ใช่ควบคุมเหตุปัจจัยทั้งหมด หน้าที่ของเราคือทำเหตุที่เราทำได้ให้ดีที่สุด แล้วเรียนรู้ที่จะอยู่กับผลที่เกิดขึ้นโดยไม่สร้าง “ตัวฉันผู้ต้องควบคุมทุกอย่าง” ขึ้นมาแบกโลกอีกชั้นหนึ่ง
ฝนจะตกก็รู้ว่าฝนตก ถนนลื่นก็รู้ว่าถนนลื่น มีทางเลี้ยวก็เลี้ยว ต้องหยุดก็หยุด และเมื่อถึงจุดที่เราทำอะไรไม่ได้จริง ๆ ก็ยอมรับว่า ตรงนี้ไม่ได้อยู่ในมือเรา เราไม่จำเป็นต้องปล่อยพวงมาลัยรถ แต่เราอาจปล่อยพวงมาลัยอีกอันหนึ่งลงได้
พวงมาลัยที่เราเคยคิดว่าใช้ควบคุมชีวิตทั้งชีวิต
เพราะสุดท้ายแล้ว
เราจับพวงมาลัยได้
แต่จับชีวิตไว้ไม่ได้
และเมื่อมือไม่ต้องกำแน่นตลอดเวลา
การเดินทางอาจเบาลงกว่าที่เคยครับ