เมื่ออยู่ในธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ คุณรู้สึกทุกข์น้อยลง หรือทุกข์มากขึ้น
ศูนย์กลางจักรวาล

เมื่ออยู่ในธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ คุณรู้สึกทุกข์น้อยลง หรือทุกข์มากขึ้น

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

ลองนึกถึงครั้งที่เราเดินทางไปยังสถานที่ซึ่งไม่เคยไปมาก่อน ยืนอยู่ตรงหน้าภูเขาที่สูงจนต้องแหงนมอง หรือมองออกไปในทะเลที่ไม่มีอะไรขวางระหว่างสายตากับขอบฟ้า เราอาจเงียบไปครู่หนึ่ง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นยังมีเรื่องให้คิดไม่หยุด

งานที่ค้างอยู่ ความผิดหวังเมื่อวาน หรือความกังวลว่าคนอื่นจะมองเราอย่างไร อาจถอยออกไปจากความสนใจ บางขณะเราดื่มด่ำกับสิ่งตรงหน้าจนแทบไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นใคร มีตำแหน่งอะไร หรือต้องรับผิดชอบเรื่องใดอยู่ คล้ายได้พักจากบทบาทที่สวมไว้ในชีวิตประจำวัน

การเดินทางจึงอาจ “เปิดโลก” ในอีกความหมายหนึ่ง เราเห็นว่าชีวิตมีอะไรมากกว่าพื้นที่เล็ก ๆ ที่เราคุ้นเคย และเรื่องที่ครองใจเรามาตลอดก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโลกที่กว้างกว่านั้น บางคนรู้สึกมีความสุขขึ้นเมื่อพบว่าตัวเองเล็กลง บางคนโล่งใจที่ไม่จำเป็นต้องสำคัญตลอดเวลา ขณะที่บางคนรู้สึกอบอุ่นขึ้นเมื่อรับรู้ว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

ประสบการณ์ทำนองนี้ยังปรากฏในเรื่องเล่าของนักบินอวกาศบางคน เมื่อมองกลับมายังโลกจากอวกาศ พวกเขารายงานความรู้สึกอัศจรรย์ใจและความผูกพันกับมนุษยชาติและโลกทั้งใบ ประสบการณ์ที่เรียกว่า overview effect นี้อาจเปลี่ยนวิธีมองตนเองและบ้านที่มนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกัน งานของ Yaden และคณะ (2016) รวบรวมเรื่องเล่าเหล่านี้และเสนอให้อธิบายผ่านความรู้สึก awe และประสบการณ์ที่ก้าวพ้นการหมกมุ่นอยู่กับตนเอง ทั้งนี้ นักบินอวกาศแต่ละคนไม่ได้รู้สึกหรือตีความเหมือนกันทั้งหมด

ในทางจิตวิทยา awe คือความพิศวงหรืออัศจรรย์ใจเมื่อเผชิญสิ่งที่รับรู้ว่ายิ่งใหญ่ จนกรอบความเข้าใจเดิมของเราอาจไม่เพียงพอ ความยิ่งใหญ่นั้นอาจเป็นขนาดของภูเขา ความกว้างของมหาสมุทร หรือความซับซ้อนของชีวิตก็ได้ ความรู้สึกที่เกิดร่วมกันอย่างหนึ่งคือ small self การรับรู้ตัวเองว่าเล็กลงเมื่อเทียบกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

งานทดลองของ Piff และคณะ (2015) พบว่า awe สามารถลดการให้ความสำคัญกับตนเอง และส่งเสริมพฤติกรรมเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่นได้ ผลนี้ช่วยให้เห็นว่า การรู้สึกตัวเล็กอาจเกิดพร้อมกับการเปิดใจออกไปหาสิ่งรอบตัว แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าทุกครั้งที่รู้สึกเล็ก เราจะมีความสุขหรือปล่อยวางได้เสมอ

หากมองประสบการณ์นี้ผ่านคำสอนของพุทธทาสภิกขุ เราอาจตั้งคำถามต่อว่า ขณะที่ใจเบาลงนั้น ความยึดมั่นใน “ตัวกู–ของกู” ได้เบาบางลงด้วยหรือไม่

คำว่า “ตัวกู–ของกู” ในที่นี้หมายถึงความยึดมั่นที่เอาสิ่งต่าง ๆ มาเป็นตัวเราและของเรา จนใจเข้าไปผูกติดอยู่กับสิ่งนั้น พุทธทาสภิกขุอธิบายความดับทุกข์ผ่านการดับอุปาทานหรือความยึดถือดังกล่าว โดยคนเรายังดำเนินชีวิตและทำสิ่งที่ควรทำได้ คำสอนนี้จึงชวนพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างใจกับสิ่งที่ยึดถือ มากกว่าขนาดหรือความสำคัญของตัวเราเมื่อเทียบกับโลก

เราอาจลองสังเกตเรื่องใกล้ตัว ความตั้งใจทำงานอาจค่อย ๆ ผูกแน่นกับความคิดว่า “ฉันต้องสำเร็จจึงจะมีคุณค่า” ความรับผิดชอบอาจกลายเป็น “ทุกอย่างต้องอยู่ในการควบคุมของฉัน” หรือความเห็นของเราอาจกลายเป็นสิ่งที่ใครคัดค้านแล้วรู้สึกเหมือนเขากำลังปฏิเสธตัวเราไปด้วย เมื่อผลลัพธ์กระทบภาพที่ยึดไว้ ใจก็ต้องคอยปกป้องภาพนั้นอยู่เรื่อย ๆ

ระหว่างยืนมองภูเขาหรือฟังเสียงคลื่น ความคิดเหล่านี้อาจเงียบลงชั่วคราว เราไม่ได้กำลังพิสูจน์ว่าเก่งพอหรือยัง ไม่ได้เรียกร้องให้สิ่งตรงหน้ารับรองคุณค่าของเรา เพียงมองและรับรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ หากความยึดมั่นคลายลงในขณะนั้น ใจก็มีโอกาสได้พัก

นี่เป็นการตีความประสบการณ์ธรรมชาติด้วยกรอบพุทธธรรม เราไม่อาจถือว่า awe เท่ากับการปล่อยวางอุปาทาน หรือการชมวิวเท่ากับความเข้าใจอนัตตา แต่ประสบการณ์สั้น ๆ เช่นนี้อาจช่วยให้เราสังเกตได้ด้วยตนเองว่า เมื่อไม่ต้องคอยแบกภาพของตัวเองไว้ ความรู้สึกในใจเปลี่ยนไปอย่างไร

ถึงอย่างนั้น ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ก็ไม่ได้ทำให้ทุกคนเบาใจเสมอไป

ทะเลที่คนหนึ่งมองแล้วสงบ อาจทำให้อีกคนรู้สึกถึงความลึก ความไม่แน่นอน และอันตราย ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดาวอาจทำให้บางคนรู้สึกเชื่อมโยงกับจักรวาล ขณะที่บางคนกลับรู้สึกโดดเดี่ยวจนใจหาย ยิ่งเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยจริง ความเล็กของเราก็อาจหมายถึงความเปราะบางที่ต้องรีบหาทางรับมือ

งานของ Gordon และคณะ (2017) ศึกษา awe ที่มีความคุกคามร่วมด้วย หรือ threat-based awe พบว่าประสบการณ์แบบนี้มีความกลัว ความไม่แน่ใจ และการรับรู้ว่าตนควบคุมสถานการณ์ได้น้อยกว่า awe ด้านบวก อีกทั้งมีความรู้สึกไร้อำนาจร่วมด้วยมากกว่า และไม่ได้เพิ่มความผาสุกในขณะนั้นเช่นเดียวกับ awe ด้านบวก (อ่านงานวิจัย)

ความยิ่งใหญ่ของสิ่งตรงหน้าจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่ง อีกส่วนคือเรารับรู้ว่าตนเองกำลังอยู่ในความสัมพันธ์แบบใดกับสิ่งนั้น เราปลอดภัยพอจะเปิดรับหรือไม่ มีใครช่วยเหลือได้ไหม และการควบคุมไม่ได้กำลังหมายถึงโอกาสให้พัก หรือหมายถึงอันตรายที่หลีกหนีไม่พ้น ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการตั้งใจเลือกคิดเพียงอย่างเดียว แต่มีสถานการณ์และประสบการณ์เดิมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

เมื่อกลับมามองผ่านเรื่องอุปาทาน เราจะพบความต่างอีกอย่างหนึ่งระหว่าง “รู้สึกตัวเล็ก” กับ “ยึดตัวเองน้อยลง”

คนที่รู้สึกว่า “ฉันเล็กเหลือเกิน ฉันคงไม่มีคุณค่าอะไรเลย” อาจยังยึดอยู่กับความต้องการให้ตัวเองสำคัญอย่างมาก และกำลังเจ็บปวดที่สิ่งตรงหน้าทำให้ความสำคัญนั้นสั่นคลอน ในกรอบคำสอนนี้ ทั้งความคิดว่า “ฉันต้องยิ่งใหญ่” และ “ฉันเล็กจนไร้ค่า” จึงอาจมีความยึดมั่นในภาพของตัวเองอยู่ได้ ความรู้สึกด้อยไม่ใช่หลักฐานว่าอุปาทานลดลง

ส่วนคนที่ใจเบาลง อาจไม่ได้ตัดสินคุณค่าของตัวเองในขณะนั้นเลย เขาเพียงพักจากการเปรียบเทียบ พักจากความต้องการให้โลกเป็นไปตามใจ และยอมให้ตัวเองอยู่ตรงนั้นโดยไม่ต้องพิสูจน์อะไร

การใช้คำสอนเรื่องตัวกู–ของกูมองประสบการณ์นี้ จึงเป็นการชวนสังเกตใจ มากกว่าจะตัดสินว่าคนที่กลัวหรือทุกข์กำลังปฏิบัติผิด หากมีอันตรายจริง เรายังต้องดูแลความปลอดภัย หากมีปัญหาในชีวิต เรายังต้องหาทางแก้ การคลายความยึดถือไม่ได้ทำให้หน้าที่เหล่านั้นหมดไป แต่อาจช่วยให้เราทำหน้าที่โดยไม่เพิ่มภาระจากการคอยปกป้องตัวตนเข้าไปอีก

ครั้งต่อไปที่ได้อยู่ต่อหน้าธรรมชาติอันกว้างใหญ่ เราอาจลองสังเกตว่า ขณะที่รู้สึกว่าตัวเองเล็กลงนั้น ใจเบาลงหรือกำลังหดเกร็ง เรากำลังพักจากความต้องการให้ตัวเองสำคัญ หรือกำลังเจ็บปวดที่รู้สึกว่าสำคัญไม่พอ

ธรรมชาติอาจช่วยให้เราปล่อยวางความยึดมั่นได้ชั่วคราว ด้วยการพาความสนใจออกจากเรื่องของเรา และเปิดให้เห็นชีวิตในขอบเขตที่กว้างขึ้น แต่ใจของเราก็เป็นอีกครึ่งหนึ่งของสมการด้วย ทั้งความกลัว ความคาดหวัง และสิ่งที่ยังยึดถืออยู่ล้วนเดินทางไปกับเรา


เอกสารอ้างอิง

  1. Yaden, D. B., Iwry, J., Slack, K. J., Eichstaedt, J. C., Zhao, Y., Vaillant, G. E., & Newberg, A. B. (2016). The overview effect: Awe and self-transcendent experience in space flight. Psychology of Consciousness: Theory, Research, and Practice, 3(1), 1–11.
  2. Piff, P. K., Dietze, P., Feinberg, M., Stancato, D. M., & Keltner, D. (2015). Awe, the small self, and prosocial behavior. Journal of Personality and Social Psychology, 108(6), 883–899.
  3. พุทธทาสภิกขุ. (2017). Natural cure for spiritual disease: A guide into Buddhist science (สันติกโรภิกขุ, ผู้แปล). หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ. (ธรรมบรรยายและฉบับแปลเผยแพร่ครั้งแรก ค.ศ. 1986).
  4. Gordon, A. M., Stellar, J. E., Anderson, C. L., McNeil, G. D., Loew, D., & Keltner, D. (2017). The dark side of the sublime: Distinguishing a threat-based variant of awe. Journal of Personality and Social Psychology, 113(2), 310–328
Share