[ธรรมตามจังหวะ] ยินดีที่ไม่รู้จัก (25hours) กวน มึน โฮ (OST)- เรารู้จัก “เขา” หรือรู้จัก “คนที่เราสร้างขึ้นในใจ”
ยินดีที่ไม่รู้จัก 25 hours

[ธรรมตามจังหวะ] ยินดีที่ไม่รู้จัก (25hours) กวน มึน โฮ (OST)- เรารู้จัก "เขา" หรือรู้จัก "คนที่เราสร้างขึ้นในใจ"

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

เวลาเราพบใครสักคน เรามักเริ่มต้นด้วยการถามว่าเขาชื่ออะไร ทำงานอะไร เรียนที่ไหน อายุเท่าไร มาจากครอบครัวแบบไหน ชอบอะไร และมีชีวิตอย่างไร

ยิ่งรู้ข้อมูลมาก เราก็ยิ่งรู้สึกว่า “รู้จัก” คนคนนั้นมากขึ้น แต่เพลงหนึ่งกลับเริ่มจากความคิดตรงกันข้าม ถ้าเราไม่ต้องรู้เลยว่าอีกคนเป็นใครล่ะ?

ถ้าไม่รู้ชื่อ ไม่รู้ประวัติ ไม่รู้ที่มา แล้วความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจะมีความหมายน้อยลงจริงหรือ?

เรื่องของเพลง

“ยินดีที่ไม่รู้จัก” เป็นเพลงของวง 25hours ที่ออกในปี 2010 เพื่อประกอบภาพยนตร์ กวน มึน โฮ ของ GTH เพลงเขียนเนื้อโดย ปิยวัฒน์ มีเครือ แต่งทำนองโดย ประทีป สิริอิสสระนันท์ และเรียบเรียงโดย 25hours

เนื้อหาของเพลงสอดคล้องกับเรื่องราวในภาพยนตร์ ชายหญิงชาวไทยสองคนพบกันระหว่างเดินทางในเกาหลีใต้ และเลือกใช้เวลาร่วมกันโดยไม่บอกชื่อจริงของตัวเอง

แหลม สมพล รุ่งพาณิชย์ นักร้องนำของวง เคยอธิบายถึงแนวคิดของเพลงไว้ว่า คนสองคนไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องราวของกันและกันทั้งหมด ก็ยังสามารถแบ่งปันความรู้สึกและใช้เวลาที่มีร่วมกันได้ จึงเกิดเป็นเพลงรักที่ตั้งอยู่บนสถานการณ์แปลก ๆ คนสองคนแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับกันและกัน แต่กลับรู้สึกใกล้ชิดกันได้

เวลาเราพูดว่า “ฉันรู้จักคนนี้” เรารู้จักอะไรเกี่ยวกับเขากันแน่?

ลองนึกถึงเวลามีคนแนะนำใครสักคนให้เรารู้จัก

“นี่คุณเอ เป็นหมอ”

เพียงประโยคเดียว ภาพบางอย่างก็อาจเกิดขึ้นในใจแล้ว

ถ้ารู้เพิ่มว่าเขาจบจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ครอบครัวมีฐานะ อายุสี่สิบกว่า เคยหย่า มีลูกหนึ่งคน เป็นคนเงียบ และเพื่อนบอกว่าเข้าถึงยาก เราอาจยังแทบไม่ได้คุยกับเขาเลย แต่ในใจกลับมีภาพของ “คุณเอ” เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว มนุษย์ใช้ข้อมูลแบบนี้ในการทำความเข้าใจโลกอยู่ตลอดเวลา เราตั้งชื่อ แบ่งประเภท สร้างบทบาทและสถานะ เพื่อให้สามารถสื่อสารและอยู่ร่วมกันได้

คนนี้เป็นแม่
คนนี้เป็นครู
คนนี้เป็นนักเรียน
นี่คือเพื่อน
นี่คือหัวหน้า
นี่คือคนรัก

ในทางพุทธ สิ่งเหล่านี้อยู่ในโลกของ สมมติ

สมมติคือสิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้นเพื่อเรียกและใช้งานร่วมกัน มันมีประโยชน์และจำเป็นมาก

ชีวิตคงยุ่งไม่น้อย ถ้าเราไม่ยอมรับสมมติเลยว่าใครเป็นหมอ ใครเป็นคนไข้ ใครเป็นพนักงานธนาคาร หรือบัญชีไหนเป็นของใคร

ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อเราเผลอเอาสิ่งที่ใช้เรียก มาแทนคนทั้งคน

เช่น จาก “เขาเคยหย่า” ค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องราวอีกมากมายที่เราเติมต่อเอง

5feade23209048.91750301

เราไม่ได้เห็นแค่คนตรงหน้า

ข้อมูลหนึ่งชิ้นสามารถนำไปสู่การตีความได้หลายแบบ

เขาไม่ตอบข้อความ
เราอาจคิดว่าเขาไม่สนใจ

เขาพูดน้อย
เราอาจคิดว่าเขาเย็นชา

เขาปฏิเสธบางอย่าง
เราอาจคิดว่าเขาไม่ให้ความสำคัญกับเรา

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงมีเพียงอย่างหนึ่ง แต่ใจสามารถแต่งเรื่องต่อได้อีกมาก

เมื่อรู้จักใครนานขึ้น เราก็มีข้อมูลสะสมมากขึ้นอีก

เขาชอบอะไร
ไม่ชอบอะไร
เคยพูดอะไร
เคยทำอะไรกับเรา
เวลาทะเลาะกันเป็นอย่างไร
วันนั้นทำไมไม่โทรมา
เมื่อสามปีก่อนเคยพูดประโยคอะไรไว้

ข้อมูลเหล่านี้ค่อย ๆ รวมตัวเป็นภาพของคนคนนั้นในใจเรา

ท้ายที่สุดจึงมีอยู่สองสิ่งพร้อมกัน

คนจริงที่อยู่ตรงหน้า

และ

คนที่อยู่ในความคิดของเรา

สองคนนี้ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันเสมอไป

เมื่อภาพในใจเริ่มแข็งตัว

ในพุทธศาสนา มีคำว่า อุปาทาน ซึ่งมักแปลว่า ความยึดมั่นถือมั่น

อุปาทานเกิดขึ้นเมื่อใจจับภาพบางอย่างไว้แน่น แล้วถือว่านั่นคือความจริงทั้งหมด

เขาเป็นคนแบบนี้
เขาไม่มีวันเปลี่ยน
เขาต้องคิดอย่างนี้
เขาต้องทำอย่างนั้น
ถ้าเขารักเรา เขาต้องแสดงออกแบบนี้

จากภาพที่เคยเป็นเพียงความเข้าใจชั่วคราว มันค่อย ๆ กลายเป็นข้อสรุปถาวร

คนจริงตรงหน้าจึงมีพื้นที่น้อยลงเรื่อย ๆ เรื่องนี้เกิดกับคนใกล้ตัวได้ง่ายมาก กับพ่อแม่ ลูก คู่ชีวิต เพื่อนสนิท หรือคนที่ทำงานด้วยกันมานาน เรามักมีประโยคหนึ่งอยู่ในใจว่า

“ฉันรู้ว่าเขาเป็นคนยังไง”

ประโยคนี้อาจถูกต้องอยู่ส่วนหนึ่ง แต่ก็อาจทำให้เราเลิกมองเขาใหม่ไปพร้อมกัน

เมื่อ “ฉัน” เป็นคนกำหนดว่า “เขา” คือใคร

ภาษาที่พุทธทาสใช้บ่อย ๆ คือคำว่า “ตัวกู–ของกู” คำนี้ช่วยให้เห็นอีกชั้นหนึ่งของความสัมพันธ์ได้ชัดขึ้น เมื่อมี “ฉัน” ขึ้นมา ก็จะมีคนอื่นที่ถูกจัดวางให้สัมพันธ์กับฉันทันที

นี่คือแฟน ของฉัน
นี่คือลูก ของฉัน
นี่คือหัวหน้า ของฉัน
นี่คือคนที่เคยทำร้าย ฉัน

อีกฝ่ายจึงไม่ได้อยู่ในใจเราในฐานะตัวเขาอย่างเดียว เขายังมีตำแหน่งอยู่ในเรื่องราวของเราด้วย เราจำเขาจากสิ่งที่เขาเคยทำกับเรา ตีความเขาจากสิ่งที่เราต้องการจากเขา และมองเขาผ่านความหวัง ความกลัว ความผิดหวัง หรือความคาดหวังของเราเอง

คำว่า

“ฉันรู้จักเขาดี” จึงมักมีทั้งสิ่งที่เขาเป็นจริง ๆ และสิ่งที่ใจของเราเติมเข้าไปปนอยู่ด้วย และคนเรามักแยกสองอย่างนี้ออกจากกันไม่ได้ดีนัก

การไม่รู้จัก เปิดพื้นที่ให้เราเห็นอีกแบบหนึ่ง

สถานการณ์ในเพลง ยินดีที่ไม่รู้จัก ตัดข้อมูลหลายอย่างออกไปตั้งแต่ต้น

ไม่มีชื่อ
ไม่มีตำแหน่ง
ไม่มีประวัติ
ไม่มีเพื่อนมาบอกว่าอีกฝ่ายเป็นคนแบบไหน
ไม่มีอดีตจำนวนมากมาช่วยตีความปัจจุบัน

คนสองคนจึงต้องรับรู้กันจากสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าเป็นหลัก

เขาพูดอะไร
เขาทำอะไร
เขาปฏิบัติต่อเราอย่างไร
เราอยู่ด้วยกันแล้วรู้สึกอย่างไร

นี่ไม่ได้แปลว่าในชีวิตจริงเราควรเลิกถามชื่อ เลิกสนใจประวัติ หรือเชื่อใจคนแปลกหน้าโดยไม่ระวัง ข้อมูลยังจำเป็น

สิ่งที่เพลงช่วยให้เห็นคือ การมีข้อมูลมากขึ้น กับการมองเห็นคนคนหนึ่งชัดขึ้น ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป

ข้อมูลช่วยให้เราเข้าใจคนได้ ข้อมูลชุดเดียวกันก็ใช้สร้างอคติและข้อสรุปเกี่ยวกับเขาได้เช่นกัน สิ่งที่ตัดสินความต่างอยู่ที่ว่า เราถือข้อมูลนั้นไว้อย่างไร

ลองรู้จักคนเดิมอีกครั้ง

เรามักเปิดพื้นที่ให้คนแปลกหน้าได้เป็นตัวเองมากกว่าคนใกล้ตัว

กับคนที่เพิ่งรู้จัก เราอาจยังคิดว่า

“ลองดูไปก่อนว่าเขาเป็นคนแบบไหน”

แต่กับคนที่อยู่ด้วยกันมานาน เรามักสรุปได้เร็วกว่า

“เขาก็เป็นแบบนี้แหละ”

ประโยคหลังนี้ทำให้ความสัมพันธ์หยุดนิ่งได้ง่ายมาก

คนเราเปลี่ยนได้
ความคิดเปลี่ยนได้
ประสบการณ์ใหม่ทำให้มุมมองเปลี่ยนได้
แม้แต่คนที่เรารู้จักมานานก็ยังมีส่วนที่เราไม่เคยเห็น

การวางภาพเดิมลงชั่วคราวจึงไม่ได้หมายความว่าเราต้องลืมอดีต หรือทำเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น มันคือการไม่เอาอดีตทั้งหมดมาตัดสินปัจจุบันโดยอัตโนมัติ ไม่รีบเอาป้ายเดิมมาติดให้กับทุกการกระทำ ไม่ถือว่าความเข้าใจของเราเป็นคำตอบสุดท้ายของคนอีกคนหนึ่ง แล้วกลับมาดูว่า

วันนี้ คนที่อยู่ตรงหน้าเราเป็นอย่างไร

คำว่า “ยินดีที่ไม่รู้จัก” จึงใช้กับคนที่เรารู้จักมานานได้เหมือนกัน

มันคือการยอมให้คนคนหนึ่งมีพื้นที่มากกว่าภาพที่เราเคยสร้างไว้ และยอมให้ตัวเราเองได้กลับมามองเขาใหม่อีกครั้ง คนที่อยู่ด้วยกันมาสิบปี ยี่สิบปี หรือทั้งชีวิต อาจยังมีบางส่วนที่เราไม่เคยรู้จัก

ตราบใดที่เรายังไม่รีบสรุปว่า

“ฉันรู้จักเธอดีแล้ว”

ความสัมพันธ์ก็ยังมีพื้นที่ให้เราได้พบกันใหม่เสมอ ยินดีที่จะวาง “คนที่ฉันคิดว่าเธอเป็น” ลงสักครู่ แล้วกลับมารู้จัก เธอที่อยู่ตรงหน้า อีกครั้ง

Share