How to เลือก “คนดี” สู่สภา
“คนดีสำคัญกว่าทุกสิ่ง” — พุทธทาสภิกขุ
หลายท่านอาจพยักหน้าเห็นด้วยกับประโยคข้างต้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ส่ายหน้า โดยเฉพาะเมื่อนำคำนี้มาวางอยู่บนบริบทของ “การเมือง” พื้นที่ที่ทุกฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ในการเป็น “คนดี”
ความเบื่อหน่ายต่อถ้อยคำนี้ก่อตัวขึ้น เพราะบทเรียนในอดีตฉายภาพให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า การอ้างความดีเพียงอย่างเดียว ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าการเมืองจะดีขึ้นจริง มิหนำซ้ำ หากลองสำรวจลึกลงไปในใจ “คนดี” ในนิยามของเราเอง ก็มักหมายถึงเพียงคนที่คิดเหมือนเรา หรือคนที่ทำอะไรถูกใจเราเท่านั้น
ทว่า ในความหมายที่แท้จริงของท่านพุทธทาส “คนดี” มิใช่คนพูดจาไพเราะ สร้างภาพลักษณ์เก่ง หรืออ้างศีลธรรมพร่ำเพรื่อ หากแต่คือ “คนที่เห็นแก่ผู้อื่น หรือ ไม่เห็นแก่ตัว”
การเมืองคือพื้นที่หอมหวานด้วยอำนาจและเป็นพื้นที่ที่เอื้อให้ “ตัวกู” (อัตตา) ขยายใหญ่ได้ง่ายที่สุด เพราะเมื่อมีอำนาจ มนุษย์มักเผลอไผลหลงลืมตน การเลือกตั้งในแต่ละครั้ง จึงมีความหมายมากกว่าเพียงการจรดปากกาเลือกใครสักคนเข้าสภา แต่มันคือการตัดสินใจครั้งสำคัญว่า เราจะส่ง “ตัวกู” ขนาดใหญ่แค่ไหนเข้าไปบริหารประเทศ
เพราะ “ตัวกู” ของผู้แทน จะไม่หยุดอยู่แค่ที่ตัวเขา แต่จะขยายกลายเป็น “ตัวกูของสภา” และท้ายที่สุด มันจะกลายเป็นชะตากรรมของประเทศ ผ่านนโยบายและกฎหมายที่ถูกตราขึ้น
เมื่อมองผ่านเลนส์นี้ คำถามเรื่อง “คนดี” จะไม่ใช่คำถามเชิงศีลธรรมลอยๆ อีกต่อไป แต่จะแปรเปลี่ยนเป็น “คำถามเชิงโครงสร้าง” ว่าเราจะทำอย่างไร จึงจะสร้างสภาที่มี “ตัวกู” น้อยที่สุด?
ในหนังสือ ธรรมะกับการเมือง ท่านพุทธทาสภิกขุได้ฉายภาพอุดมคติของผู้แทนไว้ โดยเรียกว่า “นักการเมืองโพธิสัตว์”
คำนี้ไม่ได้หมายถึงผู้วิเศษที่มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ แต่หมายถึงผู้ที่มีจิตวิญญาณแห่งการเสียสละอย่างแท้จริง เป็นมนุษย์ที่ยอมให้ตัวเองเล็กลง เพื่อให้ประโยชน์ของมหาชนใหญ่ขึ้น โดยมีคุณสมบัติสำคัญ 4 ประการ คือ:
-
มุ่งประโยชน์ผู้อื่นเป็นที่ตั้ง: คิดถึงผู้อื่นก่อนตนเองเสมอ ไม่เห็นแก่ตัวกู-ชองกู
-
ทุกลมหายใจเพื่อส่วนรวม: อุทิศตนทำงานโดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย
-
เป็นผู้ที่ถูกสร้างโดยธรรมะ: ใช้ความถูกต้องและกฎธรรมชาติเป็นรากฐานในการทำงาน มิใช่เพียงผลผลิตของกระบวนการเลือกตั้งที่ไร้แก่นสาร
-
มุ่งสู่ระบบธัมมิกสังคมนิยม: จัดระเบียบสังคมเพื่อให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ตามกฎแห่งธรรมชาติ
นักการเมืองแบบโพธิสัตว์ อาจไม่ใช่ดาวเด่นผู้วาทศิลป์เฉียบคมที่สุดในสภา ไม่จำเป็นต้องชนะทุกการอภิปราย หรือยกมือประท้วงเพื่อช่วงชิงพื้นที่ในเลนส์กล้อง และไม่ใช้เวทีรัฐสภาเป็นที่ระบายอัตตา นักการเมืองเช่นนี้มิได้ขับเคลื่อนด้วยความอยากเด่น อยากชนะ หรืออยากครอบครองอำนาจ หากขับเคลื่อนด้วยความรับผิดชอบต่อความทุกข์สุขของส่วนรวม เขามองการเมืองไม่ใช่สนามประลองของตัวตน แต่เป็นภาระหน้าที่ทางศีลธรรม
จากจุดยืนเช่นนี้เอง สังคมจึงจะก้าวไปสู่ “ธัมมิกสังคมนิยม” ซึ่งแตกต่างจากสังคมนิยมทั่วไปที่มักติดหล่มอยู่กับกิเลส อุดมการณ์ที่แข็งทื่อ หรือการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ธัมมิกสังคมนิยมตั้งอยู่บนความเข้าใจพื้นฐานว่า มนุษย์ทุกคนคือ “เพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น” เมื่อธรรมะถูกยกขึ้นเป็นเข็มทิศ มิใช่เพียงคำขวัญ ระบบและนโยบายก็จะค่อย ๆ เอื้อต่อการเกื้อกูลกัน ลดการเอาเปรียบ ลดความโลภเกินจำเป็น และเปิดพื้นที่ให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างพอเหมาะพอดี ตามจังหวะและกฎของธรรมชาติ ไม่ใช่ตามแรงผลักของอัตตาและความกลัว
แน่นอนว่า นักการเมืองในอุดมคติเช่นนี้อาจหาได้ยากยิ่ง หรืออาจไม่มีอยู่จริงแบบครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ท่านพุทธทาสไม่ได้เสนอแนวคิดนี้เพื่อให้เราสิ้นหวัง หากแต่เพื่อเป็น “มาตรฐาน” กันไม่ให้เรายอมรับความเลวร้ายจนเป็นเรื่องปกติ การมีเพดานมาตรฐานที่สูงไว้ ย่อมดีกว่าการลดเพดานลงเรื่อยๆ จนสิ่งที่ไม่ควรยอมรับ กลายเป็นเรื่องที่ต้องจำทน
ท่านพุทธทาสเคยยกพุทธภาษิตที่ว่า “ที่ประชุมใดไม่มีสัตบุรุษ ที่ประชุมนั้นไม่ชื่อว่าสภา” มาใช้ประกอบแนวคิดธรรมาธิปไตย ประโยคนี้มิได้มีเจตนาดูหมิ่นสถาบันรัฐสภา แต่กำลังชี้ชวนให้เห็นความจริงที่ว่า สภาไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์เพราะชื่อเรียก แต่ศักดิ์สิทธิ์ด้วยคุณภาพของมนุษย์ที่นั่งอยู่ข้างใน
หากผู้แทนเต็มไปด้วย “ตัวกู” ต่อให้สถานที่นั้นเรียกว่ารัฐสภา มันก็เป็นเพียงเวทีแย่งชิงอำนาจ ไม่ใช่พื้นที่บำบัดทุกข์ของสังคม
เพื่อให้จับต้องได้เราต้องแจกแจงคุณสมบัติของ “สัตบุรุษ” ผ่านหลักธรรมที่ชื่อว่า สัปปุริสธรรม 7 ประการ (ธรรมของสัตบุรุษ) ซึ่งเราสามารถนำมาใช้พิจารณาเลือกสัตบุรุษทางการเมืองที่จะไปทำหน้าที่แทนเราได้
1. ธัมมัญญุตา — รู้เหตุ
คนผู้ฉลาดในเหตุผล เห็นสิ่งหนึ่ง ก็สามารถคิดเชื่อมโยงกับอีกสิ่งหนึ่งโดยความเป็นเหตุเป็นผลกัน คุณสมบัติข้อนี้นอกจากทำให้สามารถสาวไปหาเหตุของผลที่ปรากฏแล้ว ยังทำให้ไม่เชื่ออะไร งมงายไร้เหตุผล เพราะถือว่าผลทุกอย่างต้องมาจากเหตุของมัน เหตุดี ผลต้องดี เหตุไม่ดี ผลก็ไม่ดี
- ตัวอย่าง: การแก้ปัญหารถติดในเมืองใหญ่ สัตบุรุษจะไม่เพียงแค่เสนอให้ขยายถนนหรือสร้างสะพานข้ามแยกไปเรื่อยๆ แต่จะมุ่งแก้ที่ “ต้นเหตุ” โดยการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้เชื่อมต่อและครอบคลุม หรือการวางผังเมืองเพื่อกระจายความเจริญ ลดความจำเป็นในการเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางเพียงอย่างเดียว
- ถามก่อนเลือก:
- เขาเสนอแนวทางแก้ไขที่ต้นตอของสาเหตุ (Root Cause) หรือเสนอเพียงแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแบบผักชีโรยหน้า ให้เห็นแค่กว่าได้ทำแล้ว?
- การอธิบายปัญหาของเขาตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลและข้อเท็จจริง หรือใช้ความเชื่อ งมงาย และอารมณ์เป็นที่ตั้ง?
2. อัตถัญญุตา — รู้ผล
เมื่อรู้หรือเห็นสิ่งใดๆ ที่เป็นเหตุ ก็สามารถทำนายล่วงหน้าได้ว่า จะมีผลอะไรเกิดขึ้น คุณสมบัติข้อนี้นอกจากทำให้รู้จักผลที่จะเกิดขึ้นข้างหน้าแล้ว ยังทำให้รู้จักเลือกทำเหตุที่ดี ที่จะก่อให้เกิดผลดีแก่ตนและสังคมต่อไปด้วย
- ตัวอย่าง: การเสนอนโยบายประชานิยมแจกเงิน ต้องวิเคราะห์ขาดว่า “ผลลัพธ์” ระยะยาวจะสร้างภาระหนี้สาธารณะ หรือก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่ทำลายระบบเศรษฐกิจในอนาคตหรือไม่ ไม่ใช่มองเห็นแค่ผลระยะสั้นคือคะแนนเสียงเลือกตั้ง
- ถามก่อนเลือก:
- เขาสามารถอธิบายผลลัพธ์ที่จะตามมาจากการกระทำของเขาได้ชัดเจนและรอบด้านหรือไม่?
- นโยบายของเขามุ่งหวังผลประโยชน์ที่ยั่งยืนแก่สังคม หรือหวังเพียงคะแนนเสียงฉาบฉวยที่อาจทิ้งภาระและผลเสียไว้ในอนาคต?
3. อัตตัญญุตา — รู้ตน
รู้ตามความเป็นจริงว่า ตัวเรามีฐานะ ภาวะ เพศ กำลัง ความรู้ ความถนัด ความสามารถ คุณธรรม เป็นต้น เป็นอย่างไร แล้วประพฤติปฏิบัติให้เหมาะสม และรู้จักแก้ไขปรับปรุง ส่งเสริม ทำการต่างๆ ให้สอดคล้องถูกจุด ตรงทางที่จะให้เจริญงอกงาม เกิดผลดี คุณสมบัติข้อนี้ ทำให้เป็นคนไม่ประมาท ไม่หลงตนจนเย่อหยิ่งจองหอง ไม่ปล่อยตัวให้ตกต่ำ เลวทราม ดิ่งไปทางความเสื่อมเสีย
- ตัวอย่าง: ผู้นำที่ยอมรับความจริงว่าตนเองไม่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหรือเศรษฐกิจยุคใหม่ จึงไม่อวดรู้สั่งการแบบผิดๆ แต่เลือกที่จะเชิญนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญตัวจริงมาเป็นที่ปรึกษา และพร้อมรับฟังความเห็นต่างเพื่อปรับปรุงการทำงาน
- ถามก่อนเลือก:
- เขามีความถ่อมตน ยอมรับฟังคำวิจารณ์เพื่อนำมาปรับปรุงตนเอง หรือมีความหลงตัวเอง เย่อหยิ่งจองหองว่าถูกต้องเสมอ?
- เขารู้ขอบเขตความรู้ความสามารถของตนและพร้อมขอคำปรึกษาจากผู้รู้จริง หรือชอบอวดรู้ในสิ่งที่ตนไม่ถนัด?
4. มัตตัญญุตา — รู้ประมาณ
รู้จักพอดี เช่น รู้จักประมาณในการบริโภค รู้จักประมาณในการใช้จ่ายทรัพย์ รู้จักความพอเหมาะพอดีในการพูด การปฏิบัติกิจและการทำงานต่างๆ โดยใช้ความรู้จักตนที่กล่าวแล้วมาเป็นเกณฑ์พิจารณาให้พอเหมาะ พอดีกับฐานะ ภาวะ เป็นต้น คุณสมบัติข้อนี้ทำให้รู้จักบริหารชีวิต บริหารงานที่ตนรับผิดชอบให้เกิดผลดีเป็นประโยชน์ ทั้งแก่ตนและสังคมประเทศชาติได้
- ตัวอย่าง: การจัดทำงบประมาณแผ่นดินที่เน้นความคุ้มค่า ไม่กู้หนี้จนเกินตัวเพื่อสร้างโครงการก่อสร้างหรูหราเกินความจำเป็น หรือในการอภิปรายในสภา ก็รู้จักประมาณในการใช้ถ้อยคำ ไม่ใช้เวลาสภาอันมีค่าไปกับการด่าทอ เสียดสี หรือสร้างวาทกรรมเกลียดชัง (Hate Speech)
- ถามก่อนเลือก:
- เขามีประวัติการใช้งบประมาณหรือทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและพอเพียง หรือมีพฤติกรรมฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่ายเกินความจำเป็น?
- การอภิปรายและการสื่อสารของเขามีเนื้อหาสาระที่พอเหมาะ หรือเน้นแต่การใช้โวหารและคำพูดเสียดสีที่เกินขอบเขต?
5. กาลัญญุตา — รู้กาล
คือรู้เวลาอันเหมาะสม และระยะเวลาที่จะใช้ในการประกอบกิจการงานต่างๆ ทั้งที่เป็นของตัวเองและที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น เช่น รู้ว่าเวลาไหนควรพูดอะไร ทำอะไร แล้วพูดหรือทำให้ตรงเวลา ให้เป็นเวลา ให้ทันเวลา ให้เหมาะกับเวลา ให้ถูกเวลา สรุปว่า รู้จักใช้เวลาให้เหมาะกับงาน หรือรู้จักทำงานให้เหมาะสมกับเวลา คุณสมบัติข้อนี้ทำให้เป็นคนตื่นตัว พร้อมจะทำงานทุกเมื่อ ทุกงานที่รับผิดชอบ
- ตัวอย่าง: การบริหารจัดการในภาวะวิกฤต เช่น เมื่อเกิดโรคระบาดหรือภัยพิบัติ ต้องรู้ว่านี่คือเวลาที่ต้อง “เร่งด่วน” ออกมาตรการช่วยเหลือทันที หรือรู้ว่าช่วงเวลานี้ประชาชนกำลังเดือดร้อนเรื่องปากท้อง ควรชะลอการแก้กฎหมายที่เป็นประเด็นขัดแย้งทางการเมืองไว้ก่อน
- ถามก่อนเลือก:
- เขาลำดับความสำคัญของงานได้ถูกต้องว่าเรื่องใดควรทำทันที เรื่องใดรอได้ หรือทำงานแบบล่าช้าไม่ทันสถานการณ์?
- เขารู้จังหวะเวลาที่เหมาะสมในการผลักดันนโยบาย ไม่ทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
6. ปริสัญญุตา — รู้ชุมชน
หรือรู้จักเทศะ คือรู้จักถิ่น รู้จักที่ชุมนุมและชุมชน รู้กาลอันควรประพฤติปฏิบัติในถิ่นที่ชุมนุมและต่อชุมชนนั้นๆ ว่า ชุมชนนี้ เมื่อเข้าไปหา ควรต้องทำกิริยาอย่างนี้ ควรต้องพูดอย่างนี้ ชุมชนนี้มีระเบียบวินัยอย่างนี้ มีวัฒนธรรม ประเพณีอย่างนี้ มีความต้องการอย่างนี้ ควรเกี่ยวข้อง ควรต้องสงเคราะห์ ควรรับใช้ ควรบำเพ็ญ ประโยชน์ให้อย่างนี้ๆ เป็นต้น คุณสมบัติข้อนี้ทำให้เป็นคนดีมีวัฒนธรรมในการเข้าสังคม ทำให้วางตัวได้ถูกต้องไม่เก้อเขิน
- ตัวอย่าง: เมื่อลงพื้นที่หาเสียงหรือรับฟังปัญหา ก็เข้าใจบริบทวัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่ใช้วิธีคิดแบบศูนย์กลางไปตัดสินคนในพื้นที่ หรือเมื่อทำหน้าที่ในสภา ก็เคารพข้อบังคับการประชุม ให้เกียรติสถานที่ ไม่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวหรือทำตัวเหนือกฎเกณฑ์
- ถามก่อนเลือก:
- เขามีความเข้าใจและเคารพในกฎกติกา มารยาทของสถานที่ประชุมหรือแสดงพฤติกรรมที่ไม่ให้เกียรติสถานที่และผู้ร่วมประชุม?
- เขาเข้าถึงและเข้าใจวัฒนธรรม ความต้องการที่แท้จริงของชุมชนที่เขาดูแล หรือใช้วิธีคิดของตนเองไปตัดสินบริบทของท้องถิ่น?
7. ปุคคลัญญุตา — รู้บุคคล
หรือ บุคคลปโรปรัญญตา คือรู้จักและเข้าใจ ความแตกต่างของบุคคลว่า โดยอัธยาศัย ความสามารถ คุณธรรม เป็นต้น ใครยิ่งหรือหย่อนกว่ากัน อย่างไร คนไหนเป็นคนดี คนไหนเป็นคนเลว และรู้จักที่จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นๆ ว่า ควรจะคบหรือไม่ ได้คติอะไร จะสัมพันธ์เกี่ยวข้อง จะใช้ จะยกย่อง จะตำหนิหรือจะแนะนำสั่งสอนอย่างไร จึงจะได้ผลดี ดังนี้เป็นต้น คุณสมบัติข้อนี้ทำให้รู้จักเลือกคบเพื่อนได้อย่างถูกต้อง และรู้จักใช้คนได้ถูกกับงาน หรือใช้งาน ได้ถูกกับคน
- ตัวอย่าง: การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ หรือบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ที่ยึดหลัก “คนตรงกับงาน” (Put the right man on the right job) เลือกคนจากความรู้ความสามารถและความซื่อสัตย์ ไม่ใช่เลือกแต่งตั้ง “เครือญาติ” หรือ “พวกพ้อง” (Nepotism) เข้าไปกินตำแหน่งโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ขององค์กร
- ถามก่อนเลือก:
- เขามีวิจารณญาณในการเลือกคบคนและแต่งตั้งคนที่มีความสามารถและคุณธรรม หรือเลือกใช้แต่เครือญาติและพวกพ้อง (ระบบอุปถัมภ์)?
- เขาสามารถจำแนกแยกแยะคนดีและคนไม่ดีออกจากกันได้ หรือมั่วสุมคบหากับผู้มีอิทธิพลและคนพาล?
บทสรุปสู่การเปลี่ยนแปลง
แม้ในโลกความเป็นจริง มนุษย์ที่สมบูรณ์ดั่ง “โพธิสัตว์” อาจหาได้ยาก แต่เรายังมีสิทธิ์และอำนาจเต็มที่ ในการเลือกส่งคนที่ “หัวใจ” ใหญ่กว่า “ตัวกู” เข้าไปทำหน้าที่แทนเรา เพราะท้ายที่สุดแล้ว คุณภาพของคนที่เราเลือก จะเป็นตัวกำหนดคุณภาพความสุขของสังคมโดยรวม การกากบาทเลือกใครสักคนจึงไม่ใช่แค่การหาคนไปใช้อำนาจแทนเรา แต่คือการคัดสรร “สัตบุรุษ” เข้าไปเติมเต็มจิตวิญญาณของรัฐสภา ให้สมกับพุทธภาษิตที่ย้ำเตือนใจเราเสมอมาว่า…
“ในที่ประชุมใดไม่มีสัตบุรุษ ที่ประชุมนั้นไม่ชื่อว่าสภา”
หมายเหตุ
- คําว่า “สัตบุรุษ” เป็นคําภาษาสันสกฤต ตรงกับคําว่า “สัปปุริสะ” ในภาษาบาลี
- ในพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ให้ความหมายของคําว่า สัตบุรุษว่า “คนสงบ, คนดี, คนมีศีลธรรม, คนที่ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม”
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
- การเมืองของสัตบุรุษ กับ การเมืองของอสัตบุรุษ
- เลิกสมาทานความเชื่อที่ว่า “ธรรมะ” ต้องแยกจาก “การเมือง
- “การเมืองใหม่ที่แท้จริง” ยังไม่เคยมาถึง…เหล้าเก่าในขวดใหม่ ของ “ตัวกู-ของกู”
- การเมืองเรื่องศีลธรรมและกุศล: เมื่อศาสนาและการเมืองต่างมุ่งสร้างสันติภาพ
- ธรรมะกับการเมือง? 4 ข้อคิดสุดท้าทายจากพุทธทาสภิกขุ ที่จะเปลี่ยนมุมมองคุณไปตลอดกาล
- ธรรมะกับการเมือง: การสังเคราะห์พุทธทัศน์ของพุทธทาสภิกขุว่าด้วยจริยศาสตร์และการปกครอง