[ธรรมตามจังหวะ] – คนเก็บฟืน (คาราบาว) – อยู่เย็นเป็นประโยชน์
คนเก็บฟืน 2

[ธรรมตามจังหวะ] - คนเก็บฟืน (คาราบาว) - อยู่เย็นเป็นประโยชน์

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

ดนตรีหรือบทเพลงหรือทำนองเพลงก็ตาม มันมีอยู่สองชนิด คือ เร้าให้ “จิตวุ่นวาย” ก็มี ดนตรีหรือบทเพลงที่ตะล่อมจิตให้สงบเย็นลงไปให้ “ว่าง” ก็มี – พุทธทาสภิกขุ (ปาฐกถาธรรมที่พุทธสมาคม หมวดธรรม ทำงานด้วยจิตว่าง)


เมื่อใครสักคนบอกว่า เขาพอใจกับงานที่ทำ รายได้ที่มี และชีวิตธรรมดาที่ได้กลับบ้านมากินข้าวกับคนที่รัก เราอาจเผลอสงสัยว่าเขากำลังปลอบใจตัวเองอยู่หรือเปล่า เคยพยายามไปให้ไกลกว่านี้แล้วไม่สำเร็จหรือ ทำไมจึงไม่อยากมีมากขึ้น ทั้งที่ยังมีแรงและมีเวลา

เราคุ้นกับการแสดงความยินดีเมื่อคนได้เลื่อนตำแหน่ง ซื้อบ้านหลังใหญ่ หรือทำธุรกิจเติบโต จนเมื่อพบคนที่บอกว่าชีวิตเท่านี้ก็ดีแล้ว กลับไม่แน่ใจว่าจะยินดีกับเขาอย่างไร ความสุขที่ไม่มีความสำเร็จชิ้นใหม่มาเป็นหลักฐานดูคล้ายจะต้องมีคำอธิบาย

ทำไมเราจึงคิดว่าคนที่พอแล้ว ต้องเป็นคนที่ไปต่อไม่ไหว?

มาตรฐานความสุขผ่านสายตาคนนอก

เพลง คนเก็บฟืน ของคาราบาวชวนให้หยุดอยู่กับข้อสงสัยนี้ เพลงอยู่ในอัลบั้ม ท.ทหารอดทน สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 4 ซึ่งออกในปี พ.ศ. 2526 (คำร้องโดยยืนยง โอภากุล และทำนองโดยปรีชา ชนะภัย หรือเล็ก คาราบาว)

เพลงพาเราไปอยู่ท่ามกลางท้องฟ้า ลำธาร และกิจวัตรเล็ก ๆ ของคนที่ต้มน้ำด้วยฟืน วันเวลาผ่านไป ชีวิตดำเนินต่อ มีคนให้พบ มีงานให้ช่วยกันทำ และมีสิ่งที่แบ่งกันกินได้ แต่ผู้คนภายนอกกลับสงสัยว่าเขาคงมีอะไรผิดปกติ หรือผิดหวังจากบางสิ่งจึงมาใช้ชีวิตเช่นนี้

ความสุขของเขาถูกมองผ่านมาตรวัดของคนอื่น ถ้าเราเชื่อว่าทุกคนต้องอยากมีมากขึ้น ต้องไปให้ไกลขึ้นเสมอ คนที่มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่ก็ย่อมดูเข้าใจยาก เราอาจรีบหาความล้มเหลวมาอธิบายชีวิตเขา ทั้งที่ยังไม่ได้ฟังเลยว่าเขาให้คุณค่ากับอะไร

แน่นอนว่าแต่ละคนมีภาระและความจำเป็นต่างกัน บางคนยังต้องพยายามอย่างหนักเพื่อให้มีอาหารพอ มีที่อยู่อาศัยปลอดภัย หรือดูแลคนในครอบครัวได้ การรู้จักพอจึงต้องพิจารณาจากชีวิตจริงของแต่ละคน เราไม่มีสิทธิ์กำหนดจากภายนอกว่าใครควรพอได้แล้ว เช่นเดียวกับที่ไม่ควรด่วนตัดสินว่าคนที่พอใจชีวิตของตนกำลังหลอกตัวเอง

เมื่ออ่านเพลงผ่านหลักพุทธธรรม คำที่ช่วยให้เข้าใจชีวิตแบบนี้ได้ชัดขึ้นคือ สันโดษ

“สันโดษ” คืออิสรภาพ ไม่ใช่การยอมจำนน

หากมองภาพชีวิตในเพลงผ่านแว่นตาของพุทธศาสนา คำหนึ่งที่อธิบายวิถีชีวิตเช่นนี้ได้ลึกซึ้งที่สุดคือ สันโดษ

เรามักเข้าใจผิดว่าสันโดษคือการตัดขาดโลก ปลีกวิเวก หรือเป็นข้ออ้างของคนเกียจคร้าน แต่ในทางพุทธธรรม สันโดษคือ “ความสามารถในการตระหนักรู้ว่าแค่ไหนคือพอสำหรับตนเอง” เป็นความยินดีในสิ่งที่ตนมี ที่ตนได้มาด้วยความเพียรอย่างชอบธรรม

สันโดษไม่ใช่การยอมจำนนต่อโชคชะตา หรือพ่ายแพ้แล้วบอกตัวเองว่าพอแค่นี้ แต่คือ อิสรภาพจากการถูกเฆี่ยนตีด้วยความอยาก ในยุคที่สังคมกระตุ้นให้เราหิวโหยความสำเร็จอยู่ตลอดเวลา สันโดษคือเกราะป้องกันไม่ให้เราสูญเสียตัวตนไปกับการวิ่งแข่งบนลู่วิ่งที่ไม่มีเส้นชัย

ลองนึกถึงคนที่ยังใช้โทรศัพท์เครื่องเดิม เพราะมันทำหน้าที่ที่เขาต้องการได้ครบ เขาไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เขา “มีอำนาจ” เหนือความอยากของตัวเอง ความพอเปิดโอกาสให้เขาตัดสินใจจากประโยชน์จริงของสิ่งของ โดยไม่ต้องรีบวิ่งตามมาตรฐานการยอมรับของคนอื่น นี่คือความเข้มแข็ง ไม่ใช่ความอ่อนแอ

สันโดษในวัตถุ เพื่อไม่สันโดษในกุศลธรรม

สันโดษในทางพุทธศาสนาหมายถึงความยินดีพอใจในสิ่งที่เป็นของตน ซึ่งได้มาด้วยความเพียรอย่างชอบธรรม รู้จักอิ่มรู้จักพอในเครื่องเลี้ยงชีพ ไม่ปล่อยให้ความอยากได้ของผู้อื่นหรือความริษยาครอบงำใจ ในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) อธิบายความหมายโดยเชื่อมกับปัจจัยสี่และการได้มาด้วยเรี่ยวแรงของตนอย่างชัดเจน

ความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีกขั้นคือ สันโดษนั้นมีไว้เพื่อ ปลดปล่อยศักยภาพ ของมนุษย์

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) อธิบายว่า พุทธศาสนาสอนให้เรา “สันโดษในวัตถุ” (รู้จักพอในเครื่องเสพบริโภค) เพื่อจะได้ “ไม่สันโดษในกุศลธรรม” (ไม่หยุดพัฒนาความดีงามและปัญญา)

เมื่อความกังวลและเวลาที่ต้องใช้ไปกับการหาเงินมาปรนเปรอตัวเองลดลง เราย่อมมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือให้กับหน้าที่ การเรียนรู้ และการทำประโยชน์ ครูอาจพอใจกับวิถีชีวิตเรียบง่าย รถคันเก่า บ้านหลังเล็ก แต่ไม่เคยพอใจที่จะหยุดพัฒนาแผนการสอนเพื่อลูกศิษย์ เจ้าของร้านอาจพอใจกับกำไรที่หล่อเลี้ยงครอบครัวได้ แต่ไม่เคยหยุดใส่ใจคุณภาพสินค้า คนที่รู้จักพอจึงไม่ใช่คนที่หยุดเดิน แต่คือคนที่เลือกได้ว่า จะใช้พลังงานชีวิตที่เหลืออยู่ไปกับการเดินในเส้นทางไหน

พุทธทาสภิกขุอธิบายเรื่องนี้ผ่านภาพการปลูกต้นไม้ เมื่อปลูกลงดินแล้ว เราพอใจกับสิ่งที่ทำสำเร็จได้ แม้ต้นไม้ยังไม่ออกดอกผล เราไม่ต้องเลื่อนความสุขไปไว้ในวันที่เป้าหมายบรรลุผลร้อยเปอร์เซ็นต์ เราสามารถชื่นใจกับต้นไม้ที่ตั้งตัวได้ในวันนี้ แล้วพรุ่งนี้ก็กลับมารดน้ำพรวนดินต่อ สันโดษหล่อเลี้ยงใจให้ทำงานด้วยความเบิกบาน ไม่ใช่ด้วยความรุ่มร้อนที่ถูกความทะยานอยากบีบคั้น

ลองนึกถึงคนที่ยังใช้โทรศัพท์เครื่องเดิม เพราะมันทำหน้าที่ที่เขาต้องการได้ครบ เขารับรู้ว่าเครื่องใหม่มีข้อดี แต่ไม่รู้สึกว่าชีวิตของตัวเองด้อยลงเพียงเพราะยังไม่ได้เปลี่ยน วันใดที่งานหรือความจำเป็นเปลี่ยนไป เขาก็พิจารณาซื้อเครื่องที่เหมาะสมได้ ความพอเปิดโอกาสให้ตัดสินใจจากประโยชน์จริงของสิ่งของ โดยไม่ต้องรีบวิ่งตามมาตรฐานของคนอื่น

ความสุขระหว่างทาง กับต้นไม้ที่เพิ่งลงดิน

ความเข้าใจอีกด้านที่ต้องวางไว้คู่กันคือ สันโดษอยู่ร่วมกับความเพียรได้ ท่าน ป. อ. ปยุตฺโต อธิบายให้แยกความสันโดษในสิ่งบริโภคออกจากการไม่หยุดพัฒนากุศลธรรม เมื่อความกังวลเรื่องการหาสิ่งมาปรนเปราตัวเองลดลง เราย่อมมีเวลาและกำลังให้กับหน้าที่ การเรียนรู้ และการทำสิ่งที่เป็นประโยชน์มากขึ้น

คนที่รู้จักพอจึงยังตั้งใจทำงาน พัฒนาฝีมือ และแก้ปัญหาชีวิตได้ ครูอาจพอใจกับวิถีชีวิตเรียบง่ายของตน พร้อมกับทุ่มเทปรับการสอนให้เด็กเข้าใจมากขึ้นทุกปี เจ้าของร้านอาจเลือกขนาดกิจการที่ดูแลไหว และยังพยายามทำสินค้าให้ดี ดูแลลูกจ้างอย่างเป็นธรรม ความก้าวหน้าในชีวิตของคนเหล่านี้เกิดขึ้นได้ แม้ไม่มีภาพการขยายตัวใหญ่โตให้ใครมองเห็น

พุทธทาสภิกขุอธิบายเรื่องนี้ผ่านภาพการปลูกต้นไม้ เมื่อปลูกลงดินแล้ว เราพอใจกับสิ่งที่ทำสำเร็จได้ แม้ต้นไม้ยังไม่ออกดอกหรือผล จากนั้นก็รดน้ำ ใส่ปุ๋ย และดูแลต่อ ความพอใจเกิดขึ้นได้ระหว่างทาง และช่วยหล่อเลี้ยงกำลังใจให้ทำงานต่อไป ท่านเชื่อมสันโดษเข้ากับการพัฒนา โดยให้พิจารณาร่วมกับความเพียรและสติปัญญา

ภาพนี้ช่วยให้เราเห็นว่า เราไม่จำเป็นต้องเลื่อนความสุขทั้งหมดไปไว้ในวันที่ไปถึงเป้าหมาย สามารถชื่นใจกับต้นไม้ที่ตั้งตัวได้ในวันนี้ แล้วพรุ่งนี้ก็กลับมาดูแลมันต่อ เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่ทำได้แล้ว พร้อมกับรู้ว่ายังมีอะไรต้องเรียนรู้และปรับปรุงอีก

“น้ำเดือดเรามาแบ่งกันกิน” เมื่อใจพอ ก็มีพื้นที่เผื่อแผ่

เมื่อกลับมาฟัง คนเก็บฟืน จะพบว่าคนในเพลงยังลงมือทำสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิต เขาหาฟืน ต้มน้ำ และช่วยเหลือกัน ความเรียบง่ายมีงานและความรับผิดชอบอยู่ภายใน และยังมีท่อนสั้น ๆ ที่ทำให้ภาพชีวิตนี้อบอุ่นขึ้นมา

“น้ำเดือดเรามาแบ่งกันกิน”

ภาพกาน้ำและการช่วยกันหาฟืนว่าเกี่ยวข้องกับความรักและมิตรภาพ การแบ่งน้ำจึงมีความหมายถึงการแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้กัน และความสัมพันธ์ก็ต้องอาศัยการร่วมแรงดูแล หากต่อยอดจากมุมนี้ เราจะเห็นความรู้จักพอที่มีพื้นที่ให้ผู้อื่นอยู่ด้วย ของที่มีอยู่ตรงหน้าเป็นประโยชน์กับเรา และยังเป็นประโยชน์กับคนข้าง ๆ ได้ เราจึงมองเห็นโอกาสแบ่งปัน แม้ชีวิตยังไม่ได้มีทุกอย่างครบตามความฝัน

การให้ในชีวิตประจำวันเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ทั้งอาหารหนึ่งจาน เวลาที่นั่งฟังเพื่อน หรือแรงเล็กน้อยที่ช่วยให้งานของใครอีกคนเบาลง เมื่อช่วยเท่าที่กำลังเอื้อ เราก็ดูแลทั้งตัวเองและความสัมพันธ์ไปด้วย ความพอไม่ได้รับประกันว่าเราจะใจกว้างเสมอ แต่เมื่อใจไม่ต้องคอยนับว่าตัวเองขาดอะไรเมื่อเทียบกับคนอื่นอยู่ทุกขณะ ก็มีโอกาสหันมาสังเกตความต้องการของคนรอบตัวมากขึ้น

คนเก็บฟืน

อยู่เย็นเป็นประโยชน์

เมื่อกลับมาฟัง คนเก็บฟืน จะพบว่าคนในเพลงยังลงมือทำสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิต เขาหาฟืน ต้มน้ำ และช่วยเหลือกัน ความเรียบง่ายมีงานและความรับผิดชอบอยู่ภายใน และมีท่อนสั้น ๆ ที่ซ่อนปรัชญาอันยิ่งใหญ่ไว้

“น้ำเดือดเรามาแบ่งกันกิน”

ภาพกาน้ำและการช่วยกันหาฟืน สอดคล้องกับหัวใจสำคัญที่ท่านพุทธทาสภิกขุมักพร่ำสอน คือเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์ที่สรุปลงได้ในคำว่า “อยู่เย็นเป็นประโยชน์” สองคำนี้ไม่ใช่แค่สิ่งดี ๆ สองอย่างมารวมกัน แต่มันคือ เหตุและผล ที่แยกจากกันไม่ได้

“อยู่เย็น” คือสภาวะที่ใจสงบจากไฟกิเลส ไฟของการเปรียบเทียบ ไฟของความริษยา และไฟของความรู้สึกว่า “ฉันยังไม่มี ฉันยังไม่ดีพอ” เมื่อไฟเหล่านี้มอดลง ใจก็เย็น

ส่วน “เป็นประโยชน์” คือการกระทำที่ไหลล้นออกมาจากใจที่เย็นนั้นเอง หากใจเรายังรุ่มร้อน วิ่งตามความปรารถนาที่ไม่มีวันเต็ม การทำประโยชน์ให้ผู้อื่นก็อาจแฝงไปด้วยความคาดหวัง การรอคอยคำชม หรือทำไปเพื่อเสริมอีโก้ของตนเอง แต่เมื่อใจเรารู้จัก “พอ” (อยู่เย็น) เราจะเริ่มสังเกตเห็นผู้อื่น ความเมตตาจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เหมือนน้ำที่เต็มแก้วแล้วย่อมล้นรินเผื่อแผ่คนรอบข้าง

คนที่ช่วยกันหาฟืน ต้มน้ำ และแบ่งกันดื่ม จึงเป็นภาพสะท้อนของชีวิตที่สมบูรณ์แบบในตัวเอง ของที่มีอยู่ตรงหน้าเป็นประโยชน์กับเรา และยังเป็นประโยชน์กับคนข้าง ๆ ได้ ความพอไม่ได้รับประกันว่าเราจะร่ำรวยเหนือใคร แต่รับประกันว่าเราจะมีพื้นที่ในใจเหลือพอสำหรับมอบสิ่งดี ๆ ให้ผู้อื่นเสมอ

เมื่อกลับมามองคนที่ช่วยกันหาฟืน ต้มน้ำ และแบ่งกันดื่ม เราจึงอ่านภาพนั้นได้ว่าเป็นชีวิตที่มีทั้งความพอและความเอื้อเฟื้อ คนที่พอแล้วอาจยังอยากทำสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้น เพียงมีพื้นที่ในใจให้ความสุขระหว่างทาง และมีแรงเหลือสำหรับคนข้าง ๆ “อยู่เย็นเป็นประโยชน์” จึงชวนให้เราพิจารณาความก้าวหน้าอีกแบบหนึ่งว่า ชีวิตที่กำลังสร้างทำให้ใจเรารุ่มร้อนน้อยลง และช่วยให้ใครอยู่ดีขึ้นบ้าง

ในยุคที่ชีวิตถูกเร่งให้แสดงความสำเร็จอยู่เสมอ เพลงนี้และหลักธรรมสองข้อนี้เปิดพื้นที่ให้เราทบทวนว่า ความก้าวหน้าในชีวิตอาจไม่ได้วัดกันที่ขนาดของตัวเลขในบัญชี หรือตำแหน่งที่ยาวขึ้น แต่วัดกันที่ว่า ชีวิตที่กำลังสร้างนี้ ทำให้ใจเรารุ่มร้อนน้อยลง และช่วยให้ใครรอบตัวเราอยู่ดีขึ้นบ้างหรือไม่

ครั้งหน้าที่ใครบอกว่าชีวิตเท่านี้เขาก็มีความสุขแล้ว เราอาจลองฟังให้จบก่อนหาเหตุผลว่าเขาคงไปต่อไม่ไหว เขาอาจเพิ่งค้นพบศิลปะขั้นสูงของการใช้ชีวิต… ศิลปะของการอนุญาตให้ตัวเองมีความสุขได้ตั้งแต่วันนี้ โดยไม่ต้องรอให้มีทุกสิ่งครบตามที่โลกบอกว่าต้องมี

Share