[ธรรมตามจังหวะ] – The Air That I Breathe (Barry Manilow) – ชีวิตต้องการอะไรจริง ๆ
The air that I breathe

[ธรรมตามจังหวะ] - The Air That I Breathe (Barry Manilow) - ชีวิตต้องการอะไรจริง ๆ

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

ดนตรีหรือบทเพลงหรือทำนองเพลงก็ตาม มันมีอยู่สองชนิด คือ เร้าให้ “จิตวุ่นวาย” ก็มี ดนตรีหรือบทเพลงที่ตะล่อมจิตให้สงบเย็นลงไปให้ “ว่าง” ก็มี – พุทธทาสภิกขุ (ปาฐกถาธรรมที่พุทธสมาคม หมวดธรรม ทำงานด้วยจิตว่าง)


เคยไหมที่รู้สึกว่า ถ้าตอนนี้มีใครให้ขอพรได้สักข้อ เรากลับนึกไม่ออกว่าจะขออะไร

อาจเป็นขณะนั่งกินข้าวกับคนที่รัก หรือ ได้จ้องตาแป๋วๆ ของลูกน้อย หรือ วันที่หายจากโรคร้ายหลังจากรักษามาหลายปี หรือ ช่วงที่ได้กอดใครสักคนที่คิดถึง โดยไม่มีอะไรต้องพูดมากไปกว่านั้น หรือ อาจเป็นเพียงขณะนั่งมองทะเล มีลมพัด ได้ยินเสียงคลื่น ในตอนนั้นชีวิตอาจยังมีเรื่องต้องจัดการอีกมาก แต่เรารู้สึกได้ว่า แค่นี้ก็ดีเหลือเกินแล้ว

The Air That I Breathe พาให้นึกถึงความรู้สึกเช่นนี้ เพลงเขียนโดย Albert Hammond และ Mike Hazlewood โดย Hammond บันทึกเสียงไว้ในอัลบั้ม It Never Rains in Southern California เมื่อปี 1972 ก่อนที่ The Hollies จะนำมาร้องและประสบความสำเร็จอย่างมากในปี 1974 จนกลายเป็นเวอร์ชันที่หลายคนคุ้นเคย

เจ้าของเสียงร้องกำลังอิ่มเอมกับความรักและความใกล้ชิด จนรู้สึกว่าไม่ต้องการอะไรเพิ่ม ขอเพียงอากาศที่ยังหายใจและได้รักคนตรงหน้า ความอบอุ่นนั้นทำให้ความต้องการอื่น ๆ เงียบลงชั่วขณะ

ผู้เขียนสะดุดกับความรู้สึกตรงนี้ แม้เพลงจะพูดถึงความรัก แต่คำว่า “ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว” ก็ชวนให้หันมาสำรวจชีวิตของตัวเองว่า เราต้องมีมากเพียงใดจึงจะรู้สึกพอ และเคยรู้สึกพอทั้งที่ยังไม่ได้ทุกอย่างตามต้องการบ้างไหม

ในแต่ละวัน เรามีสิ่งที่อยากได้ อยากมี และอยากเป็นมากมาย อยากมีเงินเพิ่ม อยากให้งานสำเร็จ อยากดูดี อยากให้คนเข้าใจ อยากได้รับการยอมรับ ความอยากเหล่านี้เข้ามาทีละเรื่อง จนเราแทบไม่สังเกตว่ากำลังใช้ชีวิตไปพร้อมกับความรู้สึกขาดอยู่ตลอดเวลา

ลองดูเวลาที่อยากได้อะไรสักอย่างมาก ๆ ใจจะคอยกลับไปคิดถึงมัน เปรียบเทียบ หาวิธีเอามาให้ได้ และหงุดหงิดเมื่อยังไม่ได้ตามหวัง แม้นั่งอยู่เฉย ๆ ก็เหมือนมีงานอีกชิ้นทำอยู่ข้างใน

เรารู้จักความรู้สึกนี้ดีว่า “ร้อนใจ”

ในแนวคำสอนของพุทธทาสภิกขุ ความร้อนเป็นภาพเปรียบของกิเลส ส่วนความเย็น คือ นิพพาน เมื่อกิเลสไม่รบกวน จิตใจก็ได้สัมผัสความเย็นจากการไม่มีไฟนั้นเผาผลาญ

ความอยากที่ยึดแน่นยิ่งทำให้ร้อนมาก เมื่อความอยากเบาลง ความร้อนใจก็ลดลงด้วย

ในวันที่เราบอกกับตัวเองได้ว่า มีเพียงไม่กี่อย่างที่จำเป็นกับชีวิตจริง ๆ เราจึงอาจรู้สึกโล่งขึ้นมาก เราไม่ต้องวิ่งตามทุกเรื่อง ไม่ต้องเปรียบเทียบทุกด้าน และไม่ต้องเอาทุกโอกาสมาเป็นภาระของตัวเอง

เมื่อรู้ว่าอะไรมีคุณค่ากับชีวิต เราก็ปล่อยสิ่งที่ไม่สำคัญผ่านไปได้ง่ายขึ้น

เราอาจเริ่มจากการลดสิ่งของที่แทบไม่ได้ใช้ ลดการซื้อเพื่อคลายความเบื่อ ลดเวลาที่ใช้ติดตามว่าคนอื่นมีอะไร แล้วค่อย ๆ เห็นว่า สิ่งใดทำให้ชีวิตเราดีขึ้นจริง อาหารที่เหมาะกับร่างกาย ที่พักที่ปลอดภัย เวลาพักผ่อน การดูแลเมื่อเจ็บป่วย ความสัมพันธ์ที่เกื้อกูล และงานที่มีความหมาย อาจค่อย ๆ ชัดขึ้น ขณะที่สิ่งซึ่งเคยดูจำเป็นอีกมากกลับลดความสำคัญลง

เรายังมีความสุขกับสิ่งที่ชอบได้ แต่เริ่มเลือกเป็นมากขึ้น หนังสือที่อยากอ่านจริง ๆ อาจมีไม่กี่เล่ม เสื้อผ้าที่เหมาะกับชีวิตอาจไม่ต้องเต็มตู้ วันหยุดที่ดีอาจเป็นเพียงวันที่มีเวลาเดินเล่นและกินข้าวโดยไม่ต้องมองนาฬิกา

การลดความอยากเช่นนี้ต้องทำด้วยความเข้าใจ ความต้องการอาหาร การรักษาพยาบาล หรือความตั้งใจทำหน้าที่ให้ดี ยังคงมีที่ทางอยู่ พุทธทาสภิกขุแยกความต้องการที่เกิดจากสติปัญญาออกจากตัณหาที่มีอวิชชาเป็นรากฐาน เราจึงดูแลชีวิตและทำสิ่งที่ควรทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้ความทะยานอยากเป็นแรงผลักอยู่เสมอ

เมื่อสิ่งที่เรียกร้องจากใจน้อยลง เราอาจเริ่มสังเกตความสงบที่เคยผ่านเข้ามาโดยไม่ทันรู้ตัว โดยเฉพาะเวลาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ

ในธรรมบรรยายเรื่อง “เกิดมาทำไม?” ท่านพุทธทาสอธิบายว่า สภาพแวดล้อมในสวนโมกข์ช่วยให้ความคิดยึดถือเรื่องตัวเราและของเราหยุดลงชั่วคราว จึงรู้สึกสบาย ท่านชวนให้ผู้มาเยือนสังเกตว่า ความเย็นใจนั้นเกิดขึ้นเมื่อจิตว่างจาก “ตัวกู–ของกู”

ขณะนั่งมองทะเล เราอาจลืมเรื่องที่ต้องพิสูจน์ตัวเอง ลืมว่าใครมีมากกว่า และลืมรายการสิ่งที่ยังอยากได้ เหลือเพียงการรับรู้แสง ลม และเสียงคลื่น เราชื่นชมสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้โดยไม่ต้องเอามาเป็นเจ้าของ

ช่วงเวลานั้นช่วยให้เราได้รู้จักด้วยตนเองว่า การไม่ถูกความอยากรบกวนรู้สึกอย่างไร ใจเบาเพียงใดเมื่อไม่มีอะไรต้องไขว่คว้า และสงบเพียงใดเมื่อไม่ต้องคอยปกป้องภาพของตัวเอง

นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้

ในธรรมบรรยายเรื่องเดียวกัน ท่านกล่าวว่า “คำว่าเย็นเป็นชื่อของนิพพาน” และอธิบายถึงความเย็นทั้งที่เกิดเพียงชั่วคราวและที่เป็นจุดหมายอย่างสมบูรณ์

เพื่อให้เข้าใจแนวอธิบายของท่าน เราอาจมองความเย็นนี้เป็นสองลักษณะ

นิพพานชั่วคราว หรือ นิพพานชิมลอง เป็นคำที่ท่านใช้เรียกช่วงที่จิตว่างจากกิเลสและความยึดถือ แม้ต้นเหตุของกิเลสยังไม่ได้ถูกถอนหมด และความร้อนอาจกลับมาอีก ท่านใช้คำว่านิพพานตัวอย่างด้วย เพื่อชวนให้เราสนใจความเย็นที่สัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน

ส่วน นิพพานที่สมบูรณ์หรือความดับเย็นอย่างถาวร หมายถึงการดับกิเลสถึงราก จนไม่กลับมาเผาผลาญจิตใจอีก ความต่างจึงอยู่ที่เหตุแห่งความร้อนสงบลงเพียงชั่วคราว หรือถูกดับอย่างสิ้นเชิงแล้ว การได้พักใจท่ามกลางธรรมชาติยังไม่เท่ากับการสิ้นกิเลส แต่เป็นโอกาสให้รู้จักรสของความเย็นจากการวางความยึดถือ

ระหว่างที่ยังไปไม่ถึงความดับเย็นอย่างสมบูรณ์ เราก็ฝึกให้ช่วงที่ใจว่างจากกิเลสเกิดบ่อยขึ้นได้ ท่านพุทธทาสชวนให้ขยายระยะเวลาของความเย็น ลดระยะเวลาของความร้อน และเรียนรู้ที่จะตัดต้นเหตุแห่งความร้อนให้มากขึ้นเรื่อย ๆ

เรียนรู้จากทั้งความร้อนและความเย็น

ในวันที่ความอยากเกิดขึ้นแรง ๆ เราก็เรียนรู้จากความร้อนนั้น ดูว่ากำลังยึดอะไรไว้ เหตุใดสิ่งนั้นจึงมีอำนาจต่อใจเรามาก และความคิดว่า “ฉันต้องได้” กำลังทำให้เราเหนื่อยอย่างไร การรู้ทันเช่นนี้ช่วยให้การวางเกิดจากความเข้าใจและง่ายขึ้น

ในทางตรงข้าม เมื่อได้ชิมรสความสงบเย็นบ่อยเข้า เราอาจเริ่มเห็นด้วยตนเองว่า การไม่ต้องการอะไรเพิ่มในขณะหนึ่งนั้นมีคุณค่าเพียงใด จึงเต็มใจลดสิ่งที่รบกวนชีวิต และฝึกวางความยึดถือให้มากขึ้น คำสอนของท่านเรื่องการพักผ่อนทางวิญญาณก็ชวนให้เราคุ้นเคยกับช่วงที่กิเลสไม่เกิด จนการปฏิบัติค่อย ๆ มุ่งไปสู่ความดับเย็นที่เด็ดขาด

The Air That I Breathe เริ่มต้นจากความอิ่มเอมที่มีคนรักอยู่ด้วย เราเองก็อาจเริ่มจากการพบสิ่งไม่กี่อย่างที่มีคุณค่า จนรู้สึกว่าแค่นี้ก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องแสวงหาทุกอย่างเหมือนเคย

จากนั้นยังมีสิ่งให้เรียนรู้ต่อไปอีกว่า…แม้แต่สิ่งที่รักและมีคุณค่าก็เปลี่ยนแปลงได้ เราจึงฝึกดูแลสิ่งเหล่านั้น พร้อมกับค่อย ๆ คลายความเรียกร้องว่ามันต้องอยู่กับเรา ต้องเป็นอย่างใจเรา และต้องทำให้เรามีความสุขตลอดไป

จุดหมายของการฝึกทางพุทธศาสนา คือ การสิ้นความยึดมั่น โดยระหว่างทาง เราเรียนรู้ความเบาจากทุกครั้งที่วางได้

เราไม่จำเป็นต้องรอให้ได้ทุกอย่างที่เคยอยากได้ จึงจะมีวันที่รู้สึกว่า “แค่นี้ก็พอแล้ว” ทุกครั้งที่ความอยากสักอย่างสงบลง ลองอยู่กับความรู้สึกนั้นสักครู่ ให้รู้ด้วยตัวเองว่าใจที่ไม่ต้องไขว่คว้าเป็นอย่างไร

ลมหายใจยังเข้าออก ชีวิตยังดำเนินต่อ และในชั่วขณะนั้น เราก็รับรู้ได้ว่าใจที่สงบนั้นไม่ต้องเรียกร้องสิ่งใดเพิ่ม… ขอเพียงแค่อากาศที่ยังคงหายใจ (The Air That I Breathe) เท่านี้ก็ดีเหลือเกินแล้ว

Share