[ธรรมตามจังหวะ] Breaking the Habit (Linkin Park) - ดีชั่วรู้หมดแต่อดไม่ได้และการออกจากวงจรความโกรธ
ดนตรีหรือบทเพลงหรือทำนองเพลงก็ตาม มันมีอยู่สองชนิด คือ เร้าให้ “จิตวุ่นวาย” ก็มี ดนตรีหรือบทเพลงที่ตะล่อมจิตให้สงบเย็นลงไปให้ “ว่าง” ก็มี – พุทธทาสภิกขุ (ปาฐกถาธรรมที่พุทธสมาคม หมวดธรรม ทำงานด้วยจิตว่าง)
“Breaking the Habit” เป็นเพลงจากอัลบั้ม Meteora ของ Linkin Park ที่ออกในปี 2003 เพลงเริ่มจากแนวคิดและงานเขียนของ Mike Shinoda ก่อนพัฒนาร่วมกับ Chester Bennington ผู้ถ่ายทอดความเจ็บปวดผ่านเสียงร้อง ดนตรีที่ใช้เปียโน เครื่องสาย และจังหวะกลองที่โปรแกรมขึ้น ทำให้เพลงนี้มีบรรยากาศต่างจากภาพจำของวงที่หลายคนคุ้นกับกีตาร์หนัก ๆ และท่อนแร็ป
ผู้พูดในเพลงติดอยู่กับความทรงจำที่ทำร้ายตัวเอง เขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องตะโกน ทำไมต้องเริ่มความขัดแย้ง และทำไมจึงพูดสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจจะหมายความอย่างนั้น เขารู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่ยังมองไม่เห็นทางออกชัดเจน ท่ามกลางความสับสนและการโทษตัวเอง เขาประกาศว่าจะหยุดวงจรนี้เสียที
เพลงไม่ได้บอกวิธีเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างเป็นขั้นตอน และความสิ้นหวังก็ยังอยู่ในเนื้อร้อง แต่ความรู้สึกอยากหยุดสิ่งที่ตัวเองทำซ้ำ ๆ นั้น เป็นประสบการณ์ที่คนฟังจำนวนมากน่าจะเข้าใจได้
หลายคนอาจนึกถึงประโยคที่เราอาจเคยพูดกับตัวเองว่า “คราวหน้าจะไม่ทำแบบนี้อีก”
เราพูดด้วยความตั้งใจจริง หลังจากด่าใครไป หลังจากส่งข้อความแรง ๆ หรือหลังจากเห็นว่าความโกรธของเราทำให้คนใกล้ตัวเสียใจ แต่พอเจอเหตุการณ์คล้ายเดิม ความตั้งใจนั้นกลับตามอารมณ์ไม่ทัน
ถ้านำประสบการณ์ในเพลงมามองผ่านคำอธิบายของพุทธทาส เรื่องหนึ่งที่ช่วยให้เข้าใจได้คือ “อนุสัย” หรือความเคยชินของกิเลสที่สะสมอยู่ในใจ นี่เป็นมุมที่เรานำมาต่อยอดจากเพลงครับ
ความโกรธครั้งหนึ่งจบลงได้ แต่ความเคยชินยังอยู่
ก่อนจะเลิกพฤติกรรมที่ทำให้ทุกข์ เราต้องมองให้ถึงสิ่งที่ผลักดันมันด้วย ในกรณีของการด่าทอหรือทำร้ายกัน แรงผลักนั้นอาจเป็นโทสะ ความขัดเคืองที่อยากผลักไส อยากเอาชนะ หรืออยากให้อีกฝ่ายเจ็บอย่างที่เราเจ็บ
พุทธทาสอธิบายว่า เมื่อกิเลสเกิดขึ้น ก็ฝากความเคยชินที่จะเกิดกิเลสเช่นนั้นไว้อีก ความเคยชินนี้เรียกว่าอนุสัย แม้ขณะหนึ่งเราจะไม่ได้โกรธ ความโน้มเอียงที่จะโกรธก็ยังมีอยู่ และเมื่อมีสิ่งมากระทบ ก็พร้อมจะเกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็ว
ลองนึกถึงคนที่ถูกทักเรื่องงานแล้วตอบโต้ทันที เขาอาจกลับมาสบายใจได้ในตอนเย็น หัวเราะ กินข้าว และคุยเรื่องอื่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่วันรุ่งขึ้น เมื่อมีใครทักเรื่องคล้ายกัน เขาก็พร้อมจะสวนกลับอีก
เมื่อเกิดซ้ำบ่อย ๆ คนรอบข้างเริ่มรู้ว่าต้องระวังคำพูดกับเขา ส่วนเจ้าตัวก็อาจสรุปว่า “ฉันเป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่แล้ว”
ในมุมนี้ สิ่งที่เราเรียกว่าคนขี้โกรธจึงมีเรื่องของความเคยชินที่สั่งสมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อารมณ์แต่ละครั้งอยู่ไม่นาน แต่รูปแบบการตอบสนองอาจสืบต่อไปนานกว่านั้นมาก
คำว่า “สะสม” เป็นคำอธิบายความโน้มเอียงของใจ พุทธทาสเองย้ำว่าไม่ได้มีกิเลสเป็นก้อนคงที่ไปนอนเก็บอยู่ข้างใน และอนุสัยก็ไม่ได้หมายถึงความเคยชินทุกชนิด ทักษะหรือกิจวัตรทั่วไปจึงไม่ควรถูกเหมารวมไว้ในคำนี้
ระบายแล้วโล่ง อาจยังเหลือความเคยชินเดิม
หลายคนคุ้นกับความคิดว่า ถ้าโกรธก็ควรระบายออกมา จะได้ไม่อัดอั้น จึงด่า ตะโกน หรือทุบสิ่งของจนรู้สึกว่าความตึงเครียดลดลง
ความรู้สึกโล่งชั่วคราวนั้นอาจเกิดขึ้นได้ แต่การระบายอย่างก้าวร้าวไม่ได้เป็นวิธีลดความโกรธที่ได้ผลโดยทั่วไป งานทบทวนและวิเคราะห์อภิมานในปี 2024 พบว่ากิจกรรมที่ช่วยลดระดับความตื่นตัวของร่างกายให้ผลลดความโกรธได้ดีกว่า ส่วนกิจกรรมที่เพิ่มความตื่นตัวโดยรวมไม่ได้ช่วยลดความโกรธ
เมื่อกลับมามองผ่านเรื่องอนุสัย การปล่อยให้โทสะนำคำพูดและการกระทำซ้ำ ๆ ก็เป็นการทำตามความเคยชินเดิม เราอาจผ่านความโกรธครั้งนี้ไปได้ พร้อมกับยังคงใช้วิธีเดิมในการรับมือครั้งต่อไป
ลองนึกถึงการด่าคนในบ้านแล้วทุกคนเงียบ เราอาจรู้สึกว่าเรื่องจบแล้ว เพราะไม่มีใครเถียงต่อ แต่ความเงียบของคนอื่นไม่ได้บอกว่าปัญหาคลี่คลาย เขาอาจเพียงกลัว และกำลังรอให้เราอารมณ์ดีพอที่จะคุยกันได้
ทวนกระแส เริ่มจากไม่ทำตามความถูกใจทุกครั้ง
พระไพศาล วิสาโล อธิบายในธรรมบรรยายเรื่อง “ทวนกระแสโลก” ว่าการปฏิบัติธรรมเกี่ยวข้องกับการเลือกความถูกต้องเหนือความถูกใจ เช่น เมื่อถูกต่อว่า แทนที่จะด่ากลับตามอารมณ์ ก็กลับมาพิจารณาว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นถูกต้องหรือไม่
เมื่อนำมาใช้กับเรื่องความโกรธ “ทวนกระแส” จึงหมายถึงการเห็นแรงผลักในใจ แล้วฝึกเลือกคำพูดและการกระทำด้วยความไตร่ตรอง ความอยากสวนกลับอาจยังอยู่ แต่เราเว้นช่วงไว้ก่อน ฟังให้จบ หรือขอเวลาตั้งหลักได้
ช่วงแรกย่อมมีความอึดอัด เพราะใจยังอยากเอาคืน อยากเอาชนะ หรืออยากให้อีกฝ่ายรู้ว่าเราก็ไม่ยอมใคร ความอึดอัดนี้เป็นสิ่งให้เราสังเกตได้ด้วยว่า อะไรกำลังผลักดันเราอยู่
ในธรรมบรรยายเรื่อง “สิ่งใดพร่องสิ่งนั้นดัง” พระไพศาลกล่าวถึงแรงขับจากความอยากโอ้อวดและการต่อต้านคำตำหนิ ท่านชวนให้รู้ทันแล้วฝึกไม่ทำตาม เพื่อให้กิเลสอ่อนกำลังลง โดยมีถ้อยคำตอนหนึ่งว่า
“เมื่อเรารู้ เราก็ดูมันไป ไม่ทำตามมัน”
แม้บริบทตรงนั้นจะเป็นเรื่องมานะ แต่เรานำหลักการนี้มาฝึกกับความขัดเคืองได้เช่นกัน เราเริ่มเปลี่ยนการตอบสนองได้ตั้งแต่ตอนที่ใจยังอยากทำเหมือนเดิม
รู้ว่ากำลังโกรธ แล้วเว้นช่วงก่อนทำตาม
การฝึกเริ่มได้ตั้งแต่เราเห็นอาการแรก ๆ ของตัวเอง หน้าเริ่มร้อน กรามเกร็ง ใจเต้นแรง หรือมีประโยคโต้กลับวิ่งอยู่ในหัว ลองรับรู้ตรง ๆ ว่า “ตอนนี้กำลังโกรธ” และสังเกตต่อว่าใจกำลังอยากทำอะไร อยากประชด อยากกดส่งข้อความ หรืออยากพูดให้อีกฝ่ายเจ็บ
พระไพศาลกล่าวถึงการรู้ทันอารมณ์ไว้ในเรื่อง “ทวนกระแสโลก” ว่า
“รู้แล้วก็ดูมัน ไม่ต้องทำอะไรกับมันก็ได้ แค่รู้ ดูมันเฉย ๆ”
ถ้อยคำนี้ชวนให้รับรู้อารมณ์ตามที่กำลังเป็น เมื่อโกรธก็รู้ว่าโกรธ โดยไม่ต้องต่อว่าตัวเองซ้ำที่ยังมีอารมณ์เช่นนี้ เราไม่จำเป็นต้องสั่งให้อารมณ์หายไปทันที แต่รับผิดชอบต่อสิ่งที่จะทำต่อจากอารมณ์นั้นได้ วางโทรศัพท์ลง เว้นช่วงจากการสนทนา หรือบอกอีกฝ่ายว่าขอเวลาสงบใจก่อน แล้วค่อยกลับมาคุย ความคิดว่า “ต้องด่ากลับเดี๋ยวนี้” เกิดขึ้นได้ และเราเห็นมันได้โดยยังไม่ลงมือทำ
ระหว่างนั้น การกลับมารู้สึกถึงร่างกาย ผ่อนลมหายใจให้สบาย และสังเกตความคิดที่กำลังเติมความโกรธ อาจช่วยให้มีระยะพอจะพิจารณาว่า เกิดอะไรขึ้นจริง เราต้องการแก้เรื่องใด และจะพูดอย่างไรให้ตรงกับเรื่องนั้น
หากพบว่าตัวเองกำลังคิดวนถึงความผิดของอีกฝ่าย ก็รับรู้อีกครั้งว่าใจกำลังทำอะไร ความเงียบภายนอกเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากข้างในเรากำลังเล่าเรื่องเดิมให้ตัวเองโกรธซ้ำอยู่ตลอด เมื่อใจสงบลง เรายังกลับไปแก้ปัญหาได้ ทักท้วงสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้ และปฏิเสธการปฏิบัติที่ทำร้ายเราได้ การเว้นช่วงช่วยให้เราเลือกวิธีทำสิ่งเหล่านั้นได้รอบคอบขึ้น
ทุกครั้งที่รู้ทัน เรามีโอกาสฝึกทางเลือกใหม่
ในคำอธิบายของพุทธทาส การมีสติและปัญญารู้ทันสิ่งที่มากระทบ จนไม่ปล่อยให้กิเลสปรุงต่อ เป็นการไม่เพิ่มอนุสัยและค่อย ๆ ลดกำลังความเคยชินเดิม
สำหรับการฝึกในชีวิตประจำวัน การหยุดคำด่าไว้ได้สักครั้งจึงมีคุณค่า แม้ใจยังร้อนอยู่ อย่างน้อยเราก็ไม่ได้ทำร้ายใครเพิ่ม และมีโอกาสกลับมาดูว่าอะไรทำให้เราโกรธ การค่อย ๆ เข้าใจความยึดถือและความคาดหวังของตัวเองจะช่วยให้การฝึกไปไกลกว่าการกัดฟันทน
เราอาจเริ่มจากรู้ตัวหลังพูดไปแล้ว ต่อมารู้ตัวระหว่างพูด และมีบางครั้งที่รู้ทันก่อนคำพูดจะออกจากปาก หากเผลอทำร้ายใครไป ก็กลับมารับผิดชอบ ขอโทษ และทบทวนว่าเราพลาดตรงไหน เพื่อเตรียมรับมือในครั้งต่อไป
“Breaking the Habit” ถ่ายทอดความอึดอัดของคนที่อยากหยุดวงจรเดิม คำอธิบายเรื่องอนุสัยช่วยให้เข้าใจว่าความเคยชินนั้นมีกำลังขึ้นมาอย่างไร ส่วนการทวนกระแสชวนให้เราลองตอบสนองต่างออกไปในเหตุการณ์ที่พบทุกวัน
ครั้งต่อไปที่ข้อความหนึ่งทำให้เราโกรธ เราอาจยังรู้สึกร้อนอยู่เหมือนเดิม นิ้วอาจพร้อมพิมพ์คำเดิม แต่หากรู้ทันแล้ววางโทรศัพท์ลงได้ ความเคยชินก็ไม่ได้พาเราไปจนสุดทางอย่างทุกครั้ง
เราเริ่มเปลี่ยนตัวเองได้ แม้ใจยังอยากทำเหมือนเดิม
อ่านเพิ่มเติม
พุทธทาสภิกขุ: สนทนาธรรมวันอาทิตย์ ปี 2525 ครั้งที่ 4 เรื่องจิตมันเกิดมาได้อย่างไร
พุทธทาสภิกขุ: อบรมพระวิปัสสนาจารย์ ปี 2525 ครั้งที่ 2 การทำสมาธิภาวนา (ต่อ)
พระไพศาล วิสาโล: สิ่งใดพร่องสิ่งนั้นดัง