[ธรรมตามจังหวะ] – Que Sera, Sera (Whatever Will Be, Will Be) – (Doris Day) – ทำเหตุได้ แต่สั่งผลไม่ได้
Doris Day - Que Sera Sera

[ธรรมตามจังหวะ] - Que Sera, Sera (Whatever Will Be, Will Be) - (Doris Day) - ทำเหตุได้ แต่สั่งผลไม่ได้

byภัทรดร ภิญโญพิชญ์

ดนตรีหรือบทเพลงหรือทำนองเพลงก็ตาม มันมีอยู่สองชนิด คือ เร้าให้ “จิตวุ่นวาย” ก็มี ดนตรีหรือบทเพลงที่ตะล่อมจิตให้สงบเย็นลงไปให้ “ว่าง” ก็มี – พุทธทาสภิกขุ (ปาฐกถาธรรมที่พุทธสมาคม หมวดธรรม ทำงานด้วยจิตว่าง


มีคำถามบางอย่างที่มนุษย์ถามมาตั้งแต่เด็กจนแก่

โตขึ้นฉันจะเป็นอะไร
ฉันจะประสบความสำเร็จไหม
จะมีใครรักฉันหรือเปล่า
ความสัมพันธ์นี้จะไปถึงไหน
สุขภาพจะเป็นอย่างไร
ชีวิตอีกสิบปีข้างหน้าจะเป็นแบบไหน

คำถามเหล่านี้ ไม่เคยเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะยุคใด Gen ใด

เมื่อปี 1956 Doris Day ร้องเพลงหนึ่งที่ให้คำตอบต่อคำถามนี้อย่างง่ายเสียจนแทบเหมือนเพลงสำหรับเด็ก

Que Sera, Sera — Whatever Will Be, Will Be

อะไรจะเป็น ก็จะเป็น แต่ถ้าฟังให้ดี เพลงง่าย ๆ เพลงนี้โยนคำถามที่ใหญ่กว่านั้นกลับมาให้เรา ถ้าเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แล้วเราควรใช้ชีวิตกับอนาคตอย่างไร?

เพลงจากหนัง Hitchcock ที่กลายเป็นเพลงประจำตัวของ Doris Day

Que Sera, Sera (Whatever Will Be, Will Be) แต่งโดย Jay Livingston และ Ray Evans สำหรับภาพยนตร์ของ Alfred Hitchcock เรื่อง The Man Who Knew Too Much ซึ่งออกฉายในปี 1956 นำแสดงโดย James Stewart และ Doris Day

ที่มาของชื่อเพลงก็น่าสนใจ Jay Livingston เคยเห็นวลี “Che Sera Sera” ในภาพยนตร์ The Barefoot Contessa และจดเอาไว้ ก่อนที่เขาและ Evans จะนำมาดัดแปลงเป็นชื่อเพลงในเวลาต่อมา

ในหนัง เพลงไม่ได้มีไว้ประดับฉากเฉย ๆ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเรื่องด้วย ตัวละครของ Doris Day ร้องเพลงนี้เพื่อให้ลูกชายที่ถูกลักพาตัวและซ่อนตัวอยู่ในบ้านได้ยินเสียงของเธอและตอบกลับมา จึงเกิดภาพที่น่าสนใจมาก เพลงที่ฟังสดใสและผ่อนคลาย กำลังถูกขับร้องในช่วงเวลาที่แม่คนหนึ่งไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับลูกของตัวเอง

ต่อมาเพลงได้รับรางวัล Academy Award สาขาเพลงยอดเยี่ยม และกลายเป็นหนึ่งในเพลงที่ผู้คนจดจำ Doris Day มากที่สุด

ตั้งแต่เด็กจนเป็นแม่ เราก็ยังถามคำถามเดิม

เนื้อเพลงไม่ได้ซับซ้อนเลย

ช่วงแรก ผู้เล่าเรื่องย้อนกลับไปตอนเป็นเด็ก เธอถามแม่เกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง

โตขึ้นจะเป็นอย่างไร
จะสวยไหม
จะร่ำรวยหรือเปล่า

แม่ตอบกลับด้วยประโยคเดิม

Que Sera, Sera

อนาคตไม่ใช่สิ่งที่เรามองเห็นล่วงหน้าได้

เมื่อเด็กหญิงคนนั้นโตขึ้นและมีความรัก คำถามก็เปลี่ยนจาก

“ฉันจะเป็นอย่างไร”

มาเป็น

“เราจะเป็นอย่างไร”

ความรักของเราจะไปทางไหน
ชีวิตคู่จะมีความสุขไหม

คำตอบก็ยังเหมือนเดิม

อนาคตยังมองไม่เห็น

และเมื่อเธอโตขึ้นอีก จนมีลูกของตัวเอง เด็ก ๆ ก็กลับมาถามเธอด้วยคำถามแบบเดียวกับที่ครั้งหนึ่งเธอเคยถามแม่

วงจรจึงหมุนกลับมาอีกครั้ง

ลูกอยากรู้อนาคต
แม่ตอบว่าไม่มีใครรู้

เพลงทั้งเพลงจึงไม่ได้พูดเรื่องการทำความดี การอยู่กับปัจจุบัน หรือการปล่อยวางโดยตรง

มันพูดเรื่องง่ายกว่านั้นมาก

มนุษย์อยากรู้อนาคต แต่อนาคตยังมาไม่ถึง และเรามองมันไม่เห็น

แต่ “อะไรจะเป็น ก็จะเป็น” หมายความว่าอย่างไร

ตรงนี้เองที่น่าสนใจ ถ้าเราลองฟังเพลงนี้ด้วยคำถามแบบพุทธ เพราะประโยค

Whatever will be, will be

สามารถเข้าใจได้สองแบบ

แบบหนึ่งคือ อะไรถูกกำหนดไว้ว่าจะเกิด สุดท้ายก็ต้องเกิดอยู่ดี ถ้าเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าเราจะทำอะไร ผลก็คงเหมือนเดิม นี่คือแนวคิดแบบ ชะตากำหนด แต่พุทธศาสนาไม่ได้มองโลกแบบนั้น

สิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีใครเขียนบทไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ในวันที่เท่านี้ เวลาเท่านี้ ชีวิตของเราจะต้องเกิดเหตุการณ์เช่นนี้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นจาก เหตุและปัจจัย

มีเหตุอย่างนี้
มีปัจจัยอย่างนี้
สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

เมื่อเหตุปัจจัยเปลี่ยน ผลที่เกิดขึ้นก็เปลี่ยนตามได้

ตรงนี้จึงทำให้ Que Sera, Sera กับพุทธศาสนาเหมือนกันเพียงครึ่งเดียว

เพลงบอกว่า เราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร พุทธศาสนาเห็นด้วย แต่ถ้าตีความต่อว่า เพราะฉะนั้นอนาคตถูกกำหนดไว้แล้ว และเราทำอะไรไม่ได้ ตรงนี้ไม่ใช่แล้ว!

“กรรมเก่า” ไม่ได้เขียนบทชีวิตของเราไว้หมดแล้ว

ตรงนี้มีความเข้าใจเรื่องกรรมอย่างหนึ่งที่พบได้บ่อยมาก เวลาเกิดเรื่องดีหรือร้าย เราอาจได้ยินคำอธิบายว่า

“ก็กรรมเก่าเขาทำมา”

ถ้าใช้เพียงเพื่อบอกว่า การกระทำในอดีตย่อมมีผลต่อปัจจุบัน ก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่ถ้าหมายความว่า ทุกสิ่งที่กำลังเกิดกับคนคนหนึ่ง ถูกกำหนดด้วยกรรมในอดีตทั้งหมด นี่ไม่ใช่หลักกรรมแบบที่พระพุทธเจ้าทรงสอน

ในพระสูตรมีการกล่าวถึงทัศนะที่เรียกว่า ปุพเพกตเหตุวาท (pubbekatahetuvāda) ซึ่งอาจแปลอย่างง่ายว่า ลัทธิที่ถือว่าสิ่งที่เราเสวยหรือประสบทั้งหมดมีเหตุจากกรรมที่ทำไว้แต่ก่อน

พระพุทธเจ้าทรงยกทัศนะนี้ขึ้นมาวิพากษ์โดยตรง เพราะถ้าทุกอย่างที่เรากำลังทำอยู่ในขณะนี้เป็นเพียงผลของสิ่งที่ถูกกำหนดมาจากอดีตแล้ว ไม่ว่าจะทำดี ทำชั่ว หรือเลือกอย่างไร ก็แทบไม่เหลือพื้นที่ให้กับคำถามว่า

ตอนนี้อะไรควรทำ และอะไรไม่ควรทำ

แล้วความเพียรในการเปลี่ยนแปลงชีวิตจะมีความหมายอะไร?

พระพุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธ กรรมเก่า อดีตมีผลแน่นอน

ร่างกายที่เรามี
นิสัยที่สะสมมา
การศึกษา
ครอบครัว
ความสัมพันธ์
การตัดสินใจที่เคยทำ

ทั้งหมดล้วนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขที่เรากำลังเผชิญอยู่ เราไม่ได้เริ่มต้นวันนี้จากกระดาษเปล่า

แต่ขณะเดียวกัน วันนี้ก็ไม่ได้เป็นเพียงผลผลิตของเมื่อวาน เพราะในขณะที่ผลของเหตุเก่ากำลังปรากฏ เราก็กำลังสร้างเหตุใหม่อยู่ตลอดเวลา และตรงนี้เองที่ กรรมปัจจุบัน มีความสำคัญมาก

อดีตผ่านไปแล้ว เรากลับไปแก้ไม่ได้ อนาคตยังไม่เกิด เราสั่งไม่ได้ แต่สิ่งที่เราคิด พูด และทำ ขณะนี้ ยังเป็นพื้นที่ที่เรามีส่วนร่วมได้ นี่คือจุดที่พุทธศาสนาต่างจากแนวคิดเรื่องชะตากำหนดอย่างชัดเจน เราอาจไม่ได้เลือกไพ่ที่ถูกแจกมาให้ทั้งหมด แต่เรายังเลือกได้ว่าจะเล่นไพ่ที่อยู่ในมืออย่างไร

ab67616d0000b273c6b5d325617575100b9dd5b0

เราไม่รู้อนาคต แต่เรากำลังสร้างเหตุของมันอยู่ 

ลองสมมติว่านักศึกษาคนหนึ่งถามว่า

“ผมจะสอบผ่านไหมครับ”

คำตอบที่ซื่อตรงที่สุดก็คือ

ไม่รู้

ยังไม่มีใครเห็นอนาคต

แต่คำว่า “ไม่รู้” ไม่ได้แปลว่า ทุกอย่างถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว

เพราะคืนนี้เขายังเลือกได้ว่าจะอ่านหนังสือหรือไม่
พรุ่งนี้ยังเลือกได้ว่าจะเข้าเรียนหรือไม่
ยังถามอาจารย์ได้
ยังฝึกทำโจทย์ได้
ยังนอนให้พอได้

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุปัจจัยที่เข้าไปมีส่วนกับอนาคต

ขณะเดียวกัน ต่อให้เตรียมตัวดีมาก ก็ยังไม่มีใครรับประกันผลได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

ข้อสอบอาจไม่ตรงกับที่เตรียม
วันสอบอาจไม่สบาย
อาจเกิดเหตุไม่คาดคิด

ชีวิตจึงอยู่ในพื้นที่ตรงกลางระหว่างสองอย่าง

เราไม่ได้ควบคุมอะไรได้ทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราทำอะไรไม่ได้เลย

เราเป็นหนึ่งในเหตุปัจจัยของสิ่งที่จะเกิดขึ้น แม้จะไม่ใช่เหตุปัจจัยเพียงอย่างเดียว ตรงนี้อาจสรุปเป็นประโยคสั้น ๆ ได้ว่า เราทำเหตุได้ แต่สั่งผลไม่ได้

ทำโดยไม่ต้องเอาความหวังไปแขวนไว้กับอนาคต

พอมาถึงตรงนี้ คำสอนของพุทธทาสภิกขุเรื่อง “ความหวัง” น่าสนใจมาก ท่านไม่ได้สอนให้คนเลิกทำงาน เลิกวางแผน หรืออยู่อย่างไม่มีเป้าหมาย กลับกัน ท่านพูดถึงการทำงานอย่างเต็มที่ เพียงแต่ไม่เอาใจไปแขวนรออยู่กับวันที่ผลสำเร็จจะมาถึง

ท่านกล่าวไว้ว่า

“ให้มีความรู้สึกว่าการงานของเราเสร็จทุก ๆ นาที ทุก ๆ ชั่วโมง หรือทุก ๆ วัน เพราะฉะนั้นเรา ไม่ต้องมีความหวังว่าเมื่อไรจะเสร็จ บางทีเราจะคิดว่าเสร็จอยู่ทุก ๆ การเคลื่อนไหวการกระทำ ทุก ๆ ลมหายใจเข้า–ออกก็ยังได้ อย่าไปสนใจในเรื่องความหวัง สนใจแต่ในเรื่องการกระทำด้วยสติปัญญา”

ประโยคนี้แทบจะตอบคำถามของ Que Sera, Sera ได้ตรง ๆ

เราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ขณะนี้เรายังทำสิ่งหนึ่งได้ กระทำด้วยสติปัญญา

ไม่ต้องรอให้อนาคตเดินมาถึงก่อนจึงรู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย
ไม่ต้องรอวันสอบผ่านจึงนับว่าการอ่านหนังสือวันนี้มีค่า
ไม่ต้องรอให้โครงการเสร็จจึงถือว่าวันนี้เป็นวันที่สำเร็จ
ไม่ต้องรอให้ใครรักเราตลอดไป จึงจะยอมรับว่าความรักที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้มีความหมาย

เราอาจทำงานแต่ละช่วงให้ “เสร็จ” ในตัวมันเอง

วันนี้ทำส่วนของวันนี้ ชั่วโมงนี้ทำส่วนของชั่วโมงนี้ แม้แต่การกระทำเล็ก ๆ ก็สมบูรณ์อยู่ในขณะที่กำลังทำ ความคิดเช่นนี้ต่างจากการทำทุกอย่างเพื่อรอผลในอนาคตมาก เพราะเมื่อใจถูกส่งไปอยู่กับผลตลอดเวลา ปัจจุบันจะกลายเป็นเพียงทางผ่าน

เรียนวันนี้ เพื่อวันสอบ
ทำงานวันนี้ เพื่อวันเลื่อนตำแหน่ง
เก็บเงินวันนี้ เพื่อวันที่จะมีความสุข
อดทนวันนี้ เพื่อวันหนึ่งชีวิตจะดีเสียที

ชีวิตจึงถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ชีวิตจริงเกิดอยู่ในช่วงที่เรากำลังรอนั่นเอง

ความหวังเป็นกำลังใจ หรือกลายเป็นเครื่องทรมานใจเมื่อไร

เรามักพูดกันว่า คนเราต้องมีความหวัง ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรผิด แต่พุทธทาสภิกขุกลับพูดไว้แรงทีเดียวว่า

“ความหวังเป็นเครื่องทรมานใจ มิใช่เป็นเครื่องบำรุงจิต ดังที่คนเขาคิดกัน และสอนให้อยู่ด้วยความหวัง”

ถ้าอ่านแค่ประโยคเดียว อาจฟังเหมือนท่านกำลังบอกให้คน หมดหวัง แต่เมื่อวางไว้ข้างคำสอนเรื่อง “สนใจแต่การกระทำด้วยสติปัญญา” ความหมายจะต่างออกไปมาก สิ่งที่ท่านกำลังชี้ไม่ใช่ให้เราเลิกลงมือทำ แต่ให้สังเกตว่า ความหวังบางแบบกำลังทำอะไรกับใจเรา

หากคำว่า “หวัง” หมายถึงการมองเห็นทิศทางและลงมือสร้างเหตุให้ดี นั่นย่อมมีประโยชน์ แต่เมื่อความหวังกลายเป็นการเอาความสุขทั้งหมดไปฝากไว้กับอนาคต

ขอให้สิ่งนี้เกิดขึ้นเสียที
ขอให้เขากลับมาเสียที
ขอให้ฉันสำเร็จเสียที
ขอให้ชีวิตเป็นอย่างที่คิดเสียที

ใจจะเริ่มถูกทรมานด้วยระยะห่างระหว่าง

สิ่งที่เป็นอยู่

กับ

สิ่งที่เราอยากให้เป็น

ยิ่งผลยังมาไม่ถึง ใจก็ยิ่งรอ ยิ่งไม่แน่ใจว่าจะได้หรือไม่ ใจก็ยิ่งกังวล นี่อาจเป็นเหตุผลว่าเหตุใดพุทธทาสจึงไม่ได้ชวนให้เรา “อยู่ด้วยความหวัง” แต่ชวนให้กลับมาอยู่กับ การกระทำด้วยสติปัญญา อนาคตยังไม่เกิด ส่วนการกระทำเกิดขึ้นได้เดี๋ยวนี้

ความทุกข์เกิดขึ้นเมื่อเราต้องการให้ผลเป็นอย่างที่เราสั่ง

การอยากมีอนาคตที่ดีไม่ใช่เรื่องแปลก

เราอยากสุขภาพดี
อยากให้คนรักอยู่กับเรา
อยากให้ลูกมีชีวิตที่ดี
อยากให้งานสำเร็จ
อยากมีเงินพอใช้ตอนเกษียณ

เราจึงวางแผน ทำงาน เก็บเงิน ดูแลสุขภาพ และรักษาความสัมพันธ์ ทั้งหมดนี้คือการสร้างเหตุปัจจัย แต่ใจมนุษย์มักไปไกลกว่านั้น

จาก

“ฉันอยากให้มันเป็นอย่างนี้”

ค่อย ๆ กลายเป็น

“มันต้องเป็นอย่างนี้”

เราไม่ได้เพียงทำเหตุให้คนรักอยู่กับเรา แต่ต้องการหลักประกันว่าเขาจะไม่เปลี่ยนใจ ไม่ได้เพียงดูแลสุขภาพ แต่ต้องการหลักประกันว่าจะไม่เจ็บป่วย ไม่ได้เพียงวางแผนการเงิน แต่ต้องการให้เศรษฐกิจ ตลาด และชีวิตเดินไปตามแผนที่เราวางไว้ ตรงนี้เองที่ความพยายามเริ่มกลายเป็นการพยายามควบคุมสิ่งที่ใหญ่กว่าเรา และชีวิตแทบไม่เคยยอมเซ็นสัญญาแบบนั้นให้ใคร

แล้วควร “ปล่อย” แค่ไหน

พอพูดถึงการยอมรับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เราก็มักแกว่งไปอีกด้านหนึ่งง่าย ๆ

“ถ้าควบคุมผลไม่ได้ งั้นก็ช่างมัน”

แต่การปล่อยวางในทางพุทธไม่จำเป็นต้องแปลว่าเลิกลงมือทำ ชาวสวนรู้ดีว่าเขาสั่งต้นไม้ให้ออกผลไม่ได้

แต่เขายังรดน้ำ
ใส่ปุ๋ย
ตัดแต่งกิ่ง
ป้องกันแมลง

เขาทำเหตุที่ทำได้

ส่วนฝนจะตกเท่าไร อากาศจะเป็นอย่างไร หรือปีนั้นจะเกิดโรคพืชชนิดใหม่หรือไม่ ไม่ได้อยู่ในมือเขาทั้งหมด การรู้ขอบเขตนี้ไม่ได้ทำให้เราทำน้อยลง กลับทำให้รู้ว่า พลังของเราควรใช้ตรงไหน แทนที่จะเอาพลังไปกังวลกับผลที่ยังไม่เกิด เรากลับมาดูว่า ตอนนี้มีเหตุอะไรที่เราทำได้บ้าง

อุเบกขาไม่ใช่ “Que Sera, Sera แล้วแต่เถอะ”

ตรงนี้โยงกับคำว่า อุเบกขา ได้ดี อุเบกขามักถูกเข้าใจผิดว่าเฉย ๆ ไม่รู้สึกรู้สา หรืออะไรก็ช่างมัน แต่ในความหมายทางธรรม อุเบกขามีฐานอยู่บนความเข้าใจเรื่องเหตุปัจจัย

เราช่วยคนที่เรารักได้
แนะนำได้
ดูแลได้
เตือนได้
สร้างเงื่อนไขที่ดีให้ได้

แต่เราไม่สามารถใช้ชีวิตแทนเขาได้ทั้งหมด

เมื่อทำสิ่งที่ควรทำแล้ว ก็ต้องยอมรับว่ายังมีเหตุปัจจัยอื่นอีกมากที่ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของเรา อุเบกขาจึงไม่ใช่การถอนตัวออกจากโลก แต่เป็นการอยู่ในโลกโดยไม่หลงคิดว่า เราสามารถบังคับโลกทั้งหมดให้เป็นไปตามใจได้

จาก Que Sera, Sera ถึง “ตถตา”

ถ้าจะเชื่อมเพลงนี้กับคำว่า ตถตา หรือ ความเป็นเช่นนั้นเอง ก็มีจุดที่น่าสนใจอยู่ แต่สองคำนี้ไม่เหมือนกัน

Que Sera, Sera มองไปข้างหน้าแล้วบอกว่า สิ่งที่จะเกิด ยังไม่มีใครเห็น

ส่วนตถตากลับมาที่สิ่งซึ่งกำลังเกิดขึ้นแล้ว เมื่อเหตุปัจจัยทั้งหลายมาประกอบกันจนสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น มันก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าเรา เช่นนั้นเอง

ไม่ได้หมายความว่าเราต้องชอบมัน ถ้าฝนตกในวันที่จัดงานกลางแจ้ง เราไม่จำเป็นต้องดีใจกับฝน ถ้าความสัมพันธ์จบลง เราไม่จำเป็นต้องแสร้งบอกว่าไม่เสียใจ ถ้าผลตรวจสุขภาพไม่ดี เราก็ต้องรักษา การเห็นว่า “มันเป็นเช่นนี้แล้ว” ต่างจากการพูดว่า “ไม่เป็นไร”

อย่างแรกคือการไม่ทะเลาะกับข้อเท็จจริง หลังจากนั้นเราจึงค่อยถามว่า เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้แล้ว เราจะทำเหตุอะไรต่อ

เพลงไม่ได้บอกให้เราเลิกถามอนาคต

มนุษย์คงหยุดถามเรื่องอนาคตไม่ได้

พรุ่งนี้ฝนจะตกไหม
ฉันจะได้งานไหม
เขาจะกลับมาหรือเปล่า
ลูกจะเป็นอย่างไร
ฉันจะมีชีวิตอยู่อีกกี่ปี

เราถามเพราะชีวิตมีความหมายกับเรา

แต่ Que Sera, Sera เตือนว่า มีคำถามบางอย่างที่วันนี้ยังไม่มีคำตอบ ส่วนพุทธศาสนาอาจเติมอีกประโยคหนึ่งให้เพลงว่า ไม่รู้อนาคต ไม่ได้แปลว่าเราต้องนั่งรออนาคต เรายังทำเหตุได้

ดูแลสิ่งที่ดูแลได้
แก้สิ่งที่แก้ได้
เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น
และลงมือทำสิ่งที่ควรทำในวันนี้

โดยไม่จำเป็นต้องเอาความสุขของวันนี้ไปฝากไว้กับผลที่จะเกิดขึ้นวันหน้า

อย่างที่พุทธทาสภิกขุชวนให้ “สนใจแต่ในเรื่องการกระทำด้วยสติปัญญา” เมื่อทำแล้ว ก็ยอมรับว่าผลไม่ได้เกิดจากเราคนเดียว

มีโลก
มีคนอื่น
มีธรรมชาติ
มีอดีต
มีเหตุปัจจัยอีกนับไม่ถ้วนเข้ามาร่วมด้วย

บางเรื่องจึงได้อย่างใจ บางเรื่องไม่ได้ และบางเรื่องได้สิ่งที่เราไม่เคยนึกถึงเลยด้วยซ้ำ ความสงบอาจไม่ได้เกิดจากการที่เรารู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่อยู่ที่การรู้ว่า วันนี้เราทำอะไรได้ ทำมันด้วยสติปัญญาให้ดีที่สุด

แล้วไม่เอาใจไปทรมานกับการรอว่า ผลจะมาถึงเมื่อไร และจะออกมาตรงกับที่เราหวังหรือไม่

Que Sera, Sera

อนาคตยังไม่ใช่สิ่งที่เราเห็น

แต่ระหว่างที่มันกำลังเดินทางมาถึง

เรายังทำเหตุของวันนี้ได้ …โดยไม่ต้องเอาใจไปอยู่ในวันพรุ่งนี้ครับ

Share