[ธรรมตามจังหวะ] - Monsters (James Blunt) : มรณสติในวันที่เรายังมีกัน
ดนตรีหรือบทเพลงหรือทำนองเพลงก็ตาม มันมีอยู่สองชนิด คือ เร้าให้ “จิตวุ่นวาย” ก็มี ดนตรีหรือบทเพลงที่ตะล่อมจิตให้สงบเย็นลงไปให้ “ว่าง” ก็มี – พุทธทาสภิกขุ (ปาฐกถาธรรมที่พุทธสมาคม หมวดธรรม ทำงานด้วยจิตว่าง)
เรามักคิดว่ายังมีเวลา
ยังมีเวลาจะโทรกลับ ยังมีเวลาจะกลับไปกินข้าวด้วยกัน ยังมีเวลาจะขอโทษ หรือพูดบางอย่างที่เก็บไว้ในใจ จนกระทั่งวันหนึ่ง ความเจ็บป่วยของคนที่เรารักทำให้คำว่า “ไว้วันหลัง” ไม่แน่นอนเหมือนเดิม
สำหรับ James Blunt นักร้องชาวอังกฤษ วันนั้นมาถึงเมื่อพ่อของเขาป่วยหนัก และเขาต้องเผชิญกับความเป็นไปได้ว่า คนที่อยู่ในชีวิตมาตั้งแต่วันแรกอาจอยู่ด้วยกันได้อีกไม่นาน ความรู้สึกนั้นกลายมาเป็น “Monsters” เพลงในอัลบั้ม Once Upon a Mind ซึ่งออกในปี 2019
เพลงถึงพ่อในวันที่ยังได้ยิน
Charles Blount พ่อของ James ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4 และกำลังรอการปลูกถ่ายไต James อยากช่วยพ่อ แต่เขาไม่สามารถเป็นผู้บริจาคที่เข้ากันได้ จึงออกมาประกาศขอความช่วยเหลือผ่านสื่อ ขณะเดียวกัน เขาก็เขียนเพลงที่ต้องเผชิญกับสิ่งซึ่งลูกหลายคนไม่อยากแม้แต่จะนึกถึง นั่นคือการบอกลาพ่อ
ในเพลง ลูกชายค่อย ๆ ขยับเข้ามาอยู่ในบทบาทของผู้ดูแล คนที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการปลอบโยนจากพ่อ วันนี้อยากเป็นฝ่ายช่วยให้พ่อคลายความกลัวบ้าง สัตว์ประหลาดที่เคยทำให้เด็กน้อยหวาดหวั่นในความมืด จึงชวนให้ผู้ฟังนึกถึงความกลัวอีกแบบหนึ่งซึ่งผู้ใหญ่ก็ต้องเผชิญ
ความสะเทือนใจของเพลงอยู่ตรงความธรรมดานี้เอง ต่อให้เติบโตจนมีชื่อเสียงเพียงใด เมื่ออยู่ต่อหน้าความเจ็บป่วยของพ่อ เราก็อาจเป็นเพียงลูกคนหนึ่งที่อยากให้พ่ออยู่ต่ออีกหน่อย
James ชวนพ่อมาปรากฏตัวในมิวสิกวิดีโอด้วย เพลงที่เตรียมใจสำหรับการจากลาจึงกลายเป็นสิ่งที่พ่อได้รับรู้ขณะยังมีชีวิต
และเรื่องราวของครอบครัวนี้ก็มีข่าวดีตามมา พ่อของเขาได้รับการปลูกถ่ายไตในเดือนมกราคม 2020 โดยผู้บริจาคคือ Charlie Blount ญาติห่าง ๆ ซึ่งมีชื่อคล้ายกับพ่อของเขา ต่อมา James ให้สัมภาษณ์ขอบคุณทีมแพทย์และพยาบาล พร้อมบอกว่าพ่อมีสุขภาพและกำลังใจดีขึ้น
ครอบครัวได้มีเวลาด้วยกันต่อ ส่วนเพลงซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ไม่รู้ว่าจะเหลือเวลาเท่าไร ก็ยังคงเตือนใจผู้ฟังถึงสิ่งที่เราอาจเผลอลืมไปในวันธรรมดา
ความตายที่ช่วยให้เราหันกลับมามองชีวิต
สำหรับผู้เขียน การฟัง Monsters ทำให้นึกถึง “มรณสติ” ในพุทธศาสนา การระลึกถึงความตายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และใช้ความจริงนั้นเตือนตนให้ดำเนินชีวิตอย่างไม่ประมาท
ในฐานสูตร พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตพิจารณาอยู่เนือง ๆ ถึงความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก และการมีกรรมเป็นของตน ความตายจึงเป็นเรื่องที่ควรทำความเข้าใจตั้งแต่ยังมีเรี่ยวแรงดำเนินชีวิต เพื่อให้เราใส่ใจการกระทำและลดความมัวเมาที่ทำให้เผลอทำร้ายตนเองและผู้อื่น
เรารู้กันอยู่แล้วว่าทุกคนต้องตาย แต่ระหว่างความรู้นั้นกับวิธีใช้ชีวิตของเรา บางครั้งก็มีช่องว่างกว้างมาก เรายังโกรธกันราวกับมีเวลาให้ง้อไม่สิ้นสุด เลื่อนการพบกันออกไปเรื่อย ๆ และรับฟังคนใกล้ตัวเพียงครึ่งใจ เพราะคิดว่าเรื่องของเขารอได้
มรณสติชวนให้หยุดและมองช่องว่างนี้ ความแน่นอนว่าเราต้องตาย อยู่คู่กับความไม่แน่นอนว่าเราจะมีเวลาอีกเท่าไร
พระไพศาล วิสาโล อธิบายในธรรมบรรยาย “มรณสติภาวนา” ว่า การระลึกถึงความตายช่วยให้เรากลับมาถามตัวเองว่า เราทำความดีเพียงพอหรือยัง ทำหน้าที่ที่ควรทำแล้วหรือยัง และพร้อมจะปล่อยวางเพียงใด การพิจารณาเช่นนี้จึงเกี่ยวข้องกับทั้งการเตรียมใจเผชิญความตายและการใช้ชีวิตที่ยังเหลืออยู่
คำถามเหล่านี้อาจทำให้เราพบว่า สิ่งที่ยังค้างอยู่ในใจไม่ได้มีแต่โครงการใหญ่หรือความสำเร็จที่ยังไปไม่ถึง บางเรื่องเป็นเพียงการกลับไปเยี่ยมแม่ การขอบคุณพ่อ หรือการยอมรับกับใครสักคนว่า วันนั้นเราพูดแรงเกินไป
เห็นคุณค่าของเสียงที่ยังโทรมาหา
ในธรรมบรรยาย “ทรัพย์ที่ควรมีก่อนตาย” พระไพศาลชวนพิจารณาว่า คนจำนวนไม่น้อยเพิ่งเห็นคุณค่าของคนใกล้ชิด รวมถึงเสียงโทรศัพท์ของเขา เมื่อเขาจากไปแล้ว การระลึกว่าวันหนึ่งเราต้องพลัดพรากจึงช่วยให้กลับมาเห็นคุณค่าของกันและกัน ขณะที่ยังมีโอกาส ท่านอธิบายด้วยว่า การพิจารณาเช่นนี้ไม่ใช่การแช่ง แต่เป็นเครื่องเตือนให้ได้สติ
ลองนึกถึงสายโทรศัพท์ที่เรารู้สึกว่าโทรมาบ่อยเกินไป เรื่องเล่าที่ฟังจนจำได้ หรือคำถามเดิมที่ทำให้เราเผลอตอบห้วน ๆ สิ่งเหล่านี้อาจดูเล็กน้อยในวันที่เราเชื่อว่าจะยังได้ยินอีก แต่ความรู้สึกอาจเปลี่ยนไปเมื่อเราตระหนักว่า ไม่มีเสียงใดอยู่กับเราตลอดไป
การระลึกถึงความตายจึงอาจเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย ด้วยการวางโทรศัพท์ของเราลงเมื่ออีกคนกำลังพูด ฟังเรื่องของเขาจนจบ หรือแบ่งเวลาไปพบกันโดยไม่ต้องรอโอกาสพิเศษ
สำหรับผู้เขียน นี่เป็นความหมายหนึ่งของการ “ไม่ประมาทในความรัก” ที่ต่อยอดจากมรณสติ เรารู้ว่าความสัมพันธ์มีเวลาจำกัด จึงใส่ใจกับสิ่งที่ยังทำให้กันได้ในวันนี้
ความใส่ใจนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นคำพูดซาบซึ้งเสมอไป บางบ้านบอกรักด้วยการทำอาหาร พาไปหาหมอ หรือจำได้ว่าอีกคนชอบกินอะไร สิ่งสำคัญคือเราได้ทำด้วยความรู้ตัวว่า คนตรงหน้ามีความหมายกับเราเพียงใด
ดูแลเต็มที่ และค่อย ๆ ฝึกใจให้ยอมรับ
เรื่องราวของพ่อ James มีช่วงเวลาที่น่ายินดีเมื่อการปลูกถ่ายไตช่วยให้สุขภาพดีขึ้น แต่ขณะที่เขาเขียนเพลง เขายังไม่รู้ว่าครอบครัวจะได้รับโอกาสนี้
ตรงนี้เองที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าเพลงมีความหมาย เขาได้สื่อสารความรักในระหว่างที่ความไม่แน่นอนยังอยู่ โดยไม่ต้องรอให้ทุกอย่างคลี่คลายก่อน
การยอมรับว่าเราต้องตายสามารถอยู่ร่วมกับการรักษาและดูแลอย่างเต็มกำลังได้ เราพาคนที่รักไปหาหมอ แสวงหาความช่วยเหลือ และอยู่ข้างเขา พร้อมกับค่อย ๆ ฝึกใจให้เข้าใจว่า ผลลัพธ์ไม่ได้อยู่ในอำนาจของเราทั้งหมด
และเมื่อถึงวันที่ต้องจากกัน ความเศร้าก็ไม่ได้แปลว่าความรักหรือการฝึกใจที่ผ่านมาไร้ความหมาย เราไม่จำเป็นต้องใช้ความเข้าใจธรรมะมาบังคับตัวเองให้หยุดร้องไห้ทันที การยอมรับความจริงเป็นสิ่งที่ต้องค่อย ๆ เรียนรู้ เช่นเดียวกับการอยู่ต่อเมื่อคนสำคัญไม่อยู่แล้ว
วันนี้หลายคนอาจยังมีโอกาสกลับไปกินข้าวกับพ่อแม่ โทรหาใครบางคน หรือรับฟังคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ โดยไม่รีบตัดบท เราไม่รู้ว่าโอกาสเช่นนี้จะมีอีกกี่ครั้ง แต่รู้ได้ว่าในครั้งนี้ เราจะใส่ใจได้มากขึ้นอย่างไร
เมื่อเพลง Monsters จบลง คำถามที่ยังอยู่กับผู้เขียนจึงเป็นคำถามถึงชีวิตของเราเอง
ในเมื่อวันหนึ่งเราต้องจากกัน วันนี้มีสิ่งใดที่เราอยากทำให้กัน โดยไม่ต้องรอถึงวันนั้น