[ธรรมตามจังหวะ] - Yesterday Once More ตอนที่ 2 คิดถึงอดีตแต่ไม่ติดในอดีต
ในตอนที่แล้ว เราลองมอง Yesterday Once More ในอีกมุมหนึ่ง
เวลาที่เพลงเก่าดังขึ้น เรารู้สึกราวกับว่าอดีตกลับมาอีกครั้ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ คือ เสียงกำลังดังในปัจจุบัน ความทรงจำกำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน และแม้แต่ “ฉันคนเก่า” ที่เรารู้สึกว่าได้พบอีกครั้ง ก็เป็นภาพที่กำลังปรากฏขึ้นในใจของเรา ขณะนี้
แต่ยังเหลือคำถามสำคัญอีกข้อหนึ่ง
ถ้าอดีตปรากฏขึ้นมาแล้ว เราควรทำอย่างไรกับมัน?
ต้องรีบปล่อยหรือเปล่า?
ต้องเตือนตัวเองว่าอย่ายึดติด?
หรือการนั่งฟังเพลงเก่าแล้วมีความสุขกับวันวาน เป็นสิ่งที่คนปฏิบัติธรรมไม่ควรทำไหม?
ความคิดถึงไม่ใช่ปัญหา
เวลาเราพูดถึงอดีตในภาษาธรรมะ มักมีคำหนึ่งตามมาติด ๆ
“อย่ายึดติด”
คำนี้ไม่ผิด แต่ถ้าใช้เร็วเกินไป บางทีมันทำให้เราเข้าใจไปว่า การคิดถึงอดีตเป็นสิ่งไม่ดี
คิดถึงพ่อแม่ที่จากไป — ยึดติด
คิดถึงบ้านเก่า — ยึดติด
เปิดเพลงสมัยเรียนแล้วมีความสุข — ยึดติด
คิดถึงใครบางคนที่เคยรัก — ก็ยึดติดอีก
สุดท้ายเราอาจพยายามทำจิตใจให้เฉยกับทุกอย่าง แล้วเรียกสิ่งนั้นว่าการปล่อยวาง
พุทธธรรมไม่ได้สอนให้มนุษย์กลายเป็นคนไม่มีความรู้สึก ไม่รู้เรื่องอดีต การจำได้ก็เป็นธรรมดาของจิต เสียงเพลงหนึ่งมากระทบหูแล้วทำให้เราคิดถึงใครบางคน ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย
เราเปิดเพลงที่แม่เคยชอบแล้วคิดถึงแม่ได้
เดินผ่านโรงเรียนเก่าแล้วรู้สึกอบอุ่นได้
ได้ยินเพลงสมัยมหาวิทยาลัยแล้วหัวเราะกับเรื่องโง่ ๆ ที่เคยทำได้
แม้แต่น้ำตาที่เกิดขึ้น ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นปัญหา
คำถามที่น่าสนใจกว่าจึงไม่ใช่
“เราคิดถึงอดีตหรือไม่”
แต่คือ
เมื่อความคิดถึงเกิดขึ้นแล้ว ใจของเราทำอะไรต่อ?
จุดเล็ก ๆ ที่ความรู้สึกเริ่มเปลี่ยนเป็นความทุกข์
ตรงนี้ ปฏิจจสมุปบาท ช่วยอธิบายได้อย่างน่าสนใจ
พูดแบบง่ายที่สุด เมื่อเราได้รับประสบการณ์บางอย่าง เราก็เกิดความรู้สึกขึ้นมา อาจสุข อาจเศร้า อาจอบอุ่น หรืออาจคิดถึง
ถึงตรงนี้ยังไม่จำเป็นต้องมีปัญหาอะไรเลย
ปัญหาเริ่มเมื่อความรู้สึกนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความอยาก
จาก
“ฟังเพลงนี้แล้วมีความสุขจัง”
กลายเป็น
“อยากให้ความรู้สึกนี้อยู่ตลอดไป”
จาก
“เพลงนี้ทำให้คิดถึงเขา”
กลายเป็น
“อยากให้เขากลับมา”
จาก
“คิดถึงชีวิตตอนนั้นจัง”
กลายเป็น
“ฉันอยากกลับไปมีชีวิตแบบนั้นอีก”
ตรงนี้เองที่ใจเริ่มขยับจาก ความรู้สึก ไปสู่ ความอยาก
และถ้าความอยากนั้นแน่นขึ้นอีก ก็อาจกลายเป็น
“ตอนนั้นต่างหากคือชีวิตที่ดีที่สุดของฉัน”
“ชีวิตฉันควรเป็นแบบนั้น ไม่ใช่แบบนี้”
สิ่งที่ผ่านไปแล้วจึงไม่ได้เป็นเพียงความทรงจำอีกต่อไป
แต่มันเริ่มกลายเป็นเงื่อนไขว่า ปัจจุบันควรต้องเป็นอย่างไร เราจึงจะมีความสุข
เพราะฉะนั้น การปฏิบัติจึงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการห้ามความรู้สึก
เราไม่ต้องบอกตัวเองว่า
“ห้ามคิดถึง”
“ห้ามเศร้า”
“ห้ามมีความสุขกับอดีต”
อาจเพียงรู้ทันว่า
ตอนนี้ฉันกำลังมีความสุข
โดยไม่ต้องต่อว่า
ขอให้มันอยู่ตลอดไป
รู้ว่า
ฉันกำลังคิดถึงเขา
โดยไม่ต้องต่อว่า
ฉันต้องได้เขากลับมา
รู้ว่า
วันนั้นงดงามมาก
โดยไม่ต้องต่อว่า
วันนี้จึงด้อยกว่า
ตรงนี้เองเป็นจุดที่พุทธธรรมชวนให้เราเห็นว่า ความรู้สึกกับความยึดติดไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ใครอยากดูรายละเอียดของกระบวนการนี้ต่อ สามารถอ่านเรื่องปฏิจจสมุปบาทได้จากลิงก์นี้ครับ
ฟังเพลงเก่าโดยไม่ต้องกลับไปอยู่ในอดีต
ตรงนี้เองที่ผมนึกถึงคำที่พุทธทาสภิกขุใช้บ่อยมาก คือ “เช่นนั้นเอง” หรือตถตา
“เช่นนั้นเอง” ไม่ได้หมายถึง “ช่างมันเถอะ” หรือทำใจเฉยชา แต่คือการมองสิ่งต่าง ๆ ตามสภาพจริงของมัน และเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย โดยไม่เติมความยึดถือ เข้าไป
เพลงดังขึ้น ความทรงจำเกิดขึ้น ใจอบอุ่น คิดถึงใครบางคน อาจมีน้ำตา เรารู้สึกได้ทั้งหมด แล้วรู้ว่า
อ๋อ…เมื่อเสียงนี้มากระทบ ใจก็เป็นอย่างนี้เอง
ไม่ต้องห้าม ไม่ต้องไล่ และไม่ต้องรีบทำให้มันเป็นอะไรไปมากกว่านั้น
มันมีความแตกต่างเล็ก ๆ แต่สำคัญมาก ระหว่าง
“ฉันมีความสุขเมื่อคิดถึงชีวิตตอนนั้น”
กับ
“ชีวิตของฉันจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อกลับไปเป็นเหมือนตอนนั้น”
อย่างแรกคือประสบการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
อย่างหลังคือใจเริ่มตั้งเงื่อนไขให้ชีวิต
และความทุกข์ก็เริ่มตรงเงื่อนไขเล็ก ๆ นั่นเอง
ปล่อยวางไม่ได้แปลว่าต้องปล่อยทิ้ง
บางครั้งคำว่า “ปล่อยวาง” ทำให้เรานึกถึงภาพว่าต้องโยนของในมือทิ้งไป
ถ้าเป็นอดีต ก็ต้องไม่คิดถึง
ถ้าเป็นคนที่จากไป ก็ต้องเลิกเศร้า
ถ้าเป็นความรักที่จบแล้ว ก็ต้องไม่รู้สึกอะไรอีก
แต่บางทีการปล่อยวางอาจไม่ใช่ การไม่มีสิ่งนั้นอยู่ในใจ
แต่เป็นการที่สิ่งนั้นอยู่ในใจได้
โดยเราไม่จำเป็นต้องกำมันไว้
เรายังรักคนที่จากไปได้
ยังเก็บรูปเก่าไว้ได้
ยังร้องเพลงเดิมได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
ยังยิ้มกับความทรงจำบางอย่างได้
และอาจยังร้องไห้กับบางเพลง แม้เวลาจะผ่านไปสามสิบปีแล้ว
แต่ในขณะเดียวกันก็รู้ว่า
สิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้ว งดงามแล้ว จบลงแล้ว
และไม่จำเป็นต้องกลับมาเป็นอย่างเดิมอีก เพื่อให้สิ่งที่เคยเกิดขึ้นนั้นมีคุณค่า
มองแบบนี้ การปล่อยวางจึงไม่ใช่การทำลายความทรงจำ แต่มันอาจเป็นวิธีหนึ่งของการ ให้เกียรติความทรงจำ โดยไม่เอาความทรงจำนั้นมาขังชีวิตปัจจุบัน
เราสามารถเรียนรู้และมีสติทันอยู่เงียบ ๆ ว่า นี่คือความทรงจำที่กำลังเกิดขึ้น นี่คือความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้น มันก็เป็นเช่นนั้นเอง
การปล่อยวางอดีตจึงไม่ใช่การพยายามบอกอดีตว่า
“อย่ากลับมาอีก”
แต่คือ…
“กลับมาเยี่ยมกันได้ ฉันยังจำได้ ยังรู้สึกได้ แต่ฉันจะไม่ตามเธอกลับไป”