[ธรรมตามจังหวะ] สบาย สบาย (ธงไชย แมคอินไตย์) - สบายๆ ไม่ต้องทุกข์...เพราะทุกสิ่งเป็นเช่นนั้นเอง
ดนตรีหรือบทเพลงหรือทำนองเพลงก็ตาม มันมีอยู่สองชนิด คือ เร้าให้ “จิตวุ่นวาย” ก็มี ดนตรีหรือบทเพลงที่ตะล่อมจิตให้สงบเย็นลงไปให้ “ว่าง” ก็มี – พุทธทาสภิกขุ (ปาฐกถาธรรมที่พุทธสมาคม หมวดธรรม ทำงานด้วยจิตว่าง)
ชีวิตจะสบายขึ้นได้แค่ไหน หากเราเลิกคาดหวังให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจ
คำถามนี้ผุดขึ้นมาเมื่อกลับไปฟัง “สบาย สบาย” ของ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ เพลงที่คุ้นหูมานานจนร้องตามได้โดยแทบไม่ต้องคิด จังหวะฟังเพลิน น้ำเสียงสดใส แต่เมื่อฟังเนื้อเพลงช้า ๆ กลับพบว่า ความสบายที่เพลงพูดถึงอยู่ท่ามกลางเรื่องที่ทำใจได้ยาก ทั้งความเปลี่ยนแปลง การจากลา และความรักที่ยังมีอยู่
เพลงนี้อยู่ในอัลบั้มชุดที่สองชื่อเดียวกัน ออกในปี พ.ศ. 2530 โดยมี เรวัต พุทธินันทน์ เป็นโปรดิวเซอร์ ต่อจากอัลบั้มแรก “หาดทราย สายลม สองเรา” ที่ออกในปีก่อนหน้า
คนเขียนสะดุดกับท่าทีในเพลง โดยเฉพาะการยอมรับว่าคนรักอาจเปลี่ยนใจ และแม้ตัวเองจะเสียใจ ก็ยังพอจะอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ จึงอยากลองฟังเพลงนี้ผ่านคำสั้น ๆ ที่ท่านพุทธทาสใช้บ่อยว่า “เช่นนั้นเอง” หรือ ตถตา
เป็นการนำเพลงมาต่อยอดผ่านมุมธรรมะ ลองค่อย ๆ ฟังด้วยกันว่า ความสบายในเพลงจะพาเราไปถึงไหน
อยู่เรียนรู้กันไป ทั้งวันที่สุขและทุกข์
สบาย สบาย แล้วเธอก็คงเข้าใจ
เรานั้นจะอยู่เรียนรู้กันไป
จะทุกข์จะสุขเพียงไหน
คำว่า “เรียนรู้กันไป” ฟังธรรมดา แต่มีความหมายกับการอยู่ร่วมกันมาก เพราะเราไม่ได้รู้จักใครทั้งหมดตั้งแต่วันที่เริ่มรัก และคนที่เรารู้จักก็ยังเปลี่ยนแปลงไปตามประสบการณ์ของเขา เช่นเดียวกับตัวเราเอง
เพลงยังเผื่อที่ไว้ให้ความทุกข์ด้วย การอยู่ด้วยกันย่อมมีทั้งวันที่เข้าใจกันง่าย และวันที่เหนื่อยจนพูดอะไรก็ผิดหู การรู้ว่าความสัมพันธ์มีช่วงเช่นนี้ ช่วยให้เราไม่ด่วนตัดสินว่าความรักล้มเหลวทุกครั้งที่ไม่มีความสุข แต่ค่อย ๆ ดูว่าเกิดอะไรขึ้น และมีอะไรที่เราช่วยกันดูแลได้
เราอาจพบว่าความขัดแย้งบางเรื่องมาจากความเหนื่อย ความกลัว หรือความคาดหวังที่ยังไม่เคยพูดกัน เมื่อเข้าใจเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้น เราก็มีโอกาสดูแลความสัมพันธ์ได้ตรงจุดขึ้น
ความสบายจึงเริ่มเกิดขึ้นได้ เมื่อเราลดความคาดหวังว่า รักกันแล้วทุกวันต้องดีเหมือนที่ฝันไว้ และเปิดใจเรียนรู้ชีวิตที่มีทั้งสุขและทุกข์ตามที่เพลงชวนไว้
ไม่เห็นจะแปลก…เมื่อความรักก็อยู่ในธรรมชาติเดียวกัน
สบาย สบาย แม้วันใดที่ใจเธอเปลี่ยน
ไม่เห็นจะแปลก…เมื่อรู้จากปาก
ว่าคิดจะจากฉันไป
พอมาถึงท่อนนี้ เพลงก็แตะเรื่องที่ทำใจได้ยากขึ้นมาก เราพอจะยอมรับว่าชีวิตมีสุขมีทุกข์ แต่การได้ยินจากปากคนรักว่าเขาไม่อยากอยู่กับเราแล้ว ย่อมสะเทือนใจอีกแบบหนึ่ง
แล้วเหตุใดคนร้องจึงมองเรื่องเช่นนี้ว่า “ไม่เห็นจะแปลก”
ท่อนนี้ชวนให้นึกถึง ตถตา หรือความเป็นเช่นนั้นเอง ในหนังสือ ทุกอย่างเป็นเช่นนั้นเอง ท่านพุทธทาสอธิบายไว้ว่า
“ความหมายมันอยู่ที่ว่า มันไม่แปลก มันอย่างนี้เอง” — พุทธทาสภิกขุ, ทุกอย่างเป็นเช่นนั้นเอง, หน้า 44
ในบริบทนั้น ท่านยกเรื่องความเจ็บไข้ การหายป่วย และความตาย ให้เห็นว่าเป็นความเป็นไปตามธรรมชาติ เมื่อนำมาอ่านคู่กับเพลง คำว่า “ไม่เห็นจะแปลก” จึงมีความหมายลึกขึ้น เราอาจเจ็บกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เริ่มเข้าใจว่ามันไม่ได้อยู่นอกธรรมชาติที่สิ่งต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลง
เมื่อครั้งที่คนสองคนรักกัน ความรักอาศัยทั้งการได้พบ ความใกล้ชิด ความเข้าใจ และช่วงชีวิตที่ต่างฝ่ายกำลังเผชิญ เมื่อเหตุปัจจัยเปลี่ยน ความรู้สึกก็อาจเปลี่ยนตาม เรามีส่วนดูแลความสัมพันธ์ได้ แต่ความตั้งใจของเราคนเดียวไม่อาจรับประกันความรู้สึกของคนทั้งสอง
ใจเรามักยอมรับเรื่องนี้ได้ง่ายเมื่อมองความสัมพันธ์ของคนอื่น แต่พอเกิดกับตัวเอง กลับรู้สึกว่าความรักครั้งนี้ควรได้รับข้อยกเว้น เรารักเขามากขนาดนี้ ผ่านอะไรมาด้วยกันมากขนาดนี้ เรื่องของเราจะเปลี่ยนไปได้อย่างไร ความยึดถือจึงซ่อนอยู่ในความรู้สึกว่า สิ่งที่ฉันรักควรอยู่เหนือความเปลี่ยนแปลง เพราะมันมีความหมายกับฉันมาก
ตถตาชวนให้เราค่อย ๆ เห็นว่า ความรักก็ยังอยู่ใต้กฎธรรมชาติเช่นเดียวกับสิ่งอื่นๆ ความรักไม่ได้รับข้อยกเว้นจากความเปลี่ยนแปลงเพราะเรารักมาก และความผูกพันก็ไม่ได้ทำให้เรามีอำนาจกำหนดใจอีกคนได้
ในมุมนี้ “ไม่เห็นจะแปลก” จึงอาจเป็นเสียงของใจที่เริ่มเข้าใจว่า เรื่องที่ไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้นได้ ความจริงไม่ได้ผิดธรรมชาติเพียงเพราะมันผิดจากความหวังของเรา เมื่อเห็นเช่นนี้ ใจก็ค่อย ๆ คลายการเรียกร้องว่าทุกอย่างต้องเป็นอย่างที่คิดไว้
ก็คงเข้าใจ…ว่าเธอต้องไป
ก็คงเข้าใจว่าเธอต้องไป
ความทุกข์มักหนักขึ้นเมื่อความปรารถนาที่จะอยู่ด้วยกันกลายเป็นข้อเรียกร้องว่า เขาต้องอยู่ เพราะเรารักเขามาก เพราะเราทุ่มเทไปมาก หรือเพราะเราวางอนาคตไว้กับเขาแล้ว
ในทางพุทธ อุปาทาน หรือความยึดมั่นถือมั่น ช่วยให้เราเห็นความทุกข์ส่วนนี้ เราเข้าไปถือเอาความสัมพันธ์และภาพอนาคตไว้แน่น จนรู้สึกว่ามันต้องเป็นไปตามที่ต้องการ พอความจริงเปลี่ยนไป ใจก็พยายามดึงกลับมาให้เหมือนเดิม
ลองค่อย ๆ มองว่าเรากำลังยึดอะไรอยู่ เราอาลัยคนคนนี้ กลัวความเหงา เสียดายอนาคตที่วาดไว้ หรือรู้สึกว่าการถูกจากไปทำให้ตัวเองไม่มีคุณค่า ความรู้สึกเหล่านี้อาจปะปนกันอยู่ การรับรู้มันอย่างตรงไปตรงมาช่วยให้เราดูแลความเจ็บได้ตรงจุดขึ้น
เราอาจยังอยากให้เขาอยู่ แต่เริ่มเลือกได้ว่าจะไม่ใช้ความเจ็บของตัวเองไปกดดันให้เขาต้องอยู่ การเข้าใจว่าเขาต้องไปจึงค่อย ๆ ปรากฏเป็นการกระทำ ทั้งการเคารพคำตอบของเขา การเว้นระยะ และการกลับมารับผิดชอบชีวิตของเราเอง
เสียใจและเสียดาย แต่ก็ยังสบาย
ก็คงเสียใจและคงเสียดาย แต่ก็ยังสบาย
คำว่า “แต่ก็ยังสบาย” ที่ต่อท้าย ทำให้ท่อนนี้น่าคิดขึ้นอีกมาก ความเสียใจ ความเสียดาย และความสบาย ปรากฏอยู่ในประโยคเดียวกัน ราวกับคนร้องกำลังบอกว่า แม้การจากลาจะทำให้เจ็บ เขาก็ยังพออยู่กับความจริงนั้นได้
ถ้าอ่านผ่านมุมธรรมะ ความสบายตรงนี้อาจหมายถึงใจที่ค่อย ๆ หยุดฝืน เรายังอาลัยสิ่งที่เคยมี แต่เริ่มยอมรับว่าอีกคนเลือกจะไปแล้ว จึงไม่ต้องดิ้นรนบังคับให้ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม ความเศร้ายังอยู่ ขณะที่ภาระจากการยื้อเริ่มเบาลง สำหรับคนที่กำลังฝึกปล่อยวาง ความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นได้ เราเข้าใจเหตุผลแล้ว แต่ยังคิดถึง ยังใจหายเมื่อเจอของที่เคยใช้ด้วยกัน หรือเสียดายอนาคตที่เคยวาดไว้ การยอมรับความจริงกับความอาลัยจึงอาจอยู่ด้วยกันไปอีกระยะหนึ่ง
สบายๆ ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไป
ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในความสัมพันธ์ งานที่เคยมั่นคงอาจไม่เหมือนเดิม แผนที่เตรียมไว้อาจต้องเปลี่ยน คนที่เคยชื่นชมเราอาจหันมาตำหนิ และวันที่ทุกอย่างราบรื่นก็อาจตามมาด้วยวันที่อะไร ๆ ไม่เป็นใจ
ในธรรมบรรยาย ทุกอย่างเป็นเช่นนั้นเอง ท่านพุทธทาสกล่าวถึงสิ่งที่มนุษย์ต้องพบว่า
“ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ ได้สรรเสริญโดนนินทา ได้สุขได้ทุกข์มันมีคู่ตรงกันข้ามให้มากระทบเรา” — พุทธทาสภิกขุ, ทุกอย่างเป็นเช่นนั้นเอง, หน้า 41
สิ่งเหล่านี้คือโลกธรรมที่เราพบได้ตลอดชีวิต เราชอบด้านหนึ่งและไม่อยากพบอีกด้านหนึ่ง อยากได้โดยไม่เสีย อยากได้รับคำชมโดยไม่ถูกตำหนิ อยากมีความสุขโดยไม่มีอะไรมารบกวน แต่ชีวิตไม่ได้เลือกส่งมาเฉพาะด้านที่เราพอใจ
เมื่อได้สิ่งที่ต้องการ เราก็อยากให้มันอยู่ตลอดไป เมื่อพบสิ่งที่ไม่ชอบ เราก็อยากให้มันหายไปทันที ใจจึงต้องคอยวิ่งตามรักษาสิ่งหนึ่งและผลักไสอีกสิ่งหนึ่งอยู่เรื่อย ๆ แม้ในวันที่ประสบความสำเร็จ เราก็อาจยังไม่สบาย เพราะเริ่มกลัวว่าจะรักษาความสำเร็จนั้นไว้ไม่ได้
ตถตาจึงใช้ได้กับทั้งวันที่สมหวังและผิดหวัง เมื่อถูกตำหนิ เราฟังได้ว่ามีอะไรจริงและควรปรับปรุง โดยไม่ต้องสรุปว่าตัวเองไร้ค่า เมื่อได้รับคำชม เราก็รับรู้ความยินดีได้โดยไม่รีบเชื่อว่าเราจะถูกต้องหรือเป็นที่ชื่นชอบเสมอไป เมื่อแผนสะดุด เรากลับมาดูเหตุที่ทำให้สะดุด และหาทางเดินต่อจากเงื่อนไขที่มีอยู่จริง
ในหนังสือ ตถตาช่วยได้ ท่านพุทธทาสชวนให้ใช้ความเข้าใจนี้รับมือชีวิตว่า
“เอาตถาตาเข้ารับหน้า ทุกสิ่งที่เข้ามา” — พุทธทาสภิกขุ, ตถตาช่วยได้, หน้า 55
ท่านเปรียบความเข้าใจเรื่องนี้กับคาถา และอธิบายต่อว่า ความรู้เรื่องตถตาช่วยป้องกันการปรุงแต่งที่เป็นทุกข์ คำสั้น ๆ นี้จึงมีความหมายเมื่อเรามองเห็นธรรมชาติของสิ่งที่มากระทบ แล้วนำความเข้าใจนั้นมาใช้จริง
การใช้คาถานี้อาจเริ่มจากสังเกตว่า เมื่อมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ใจเรากำลังต่อเติมอะไรลงไปบ้าง งานชิ้นหนึ่งไม่สำเร็จ กลายเป็นเราทำอะไรก็ไม่ได้เรื่อง คนคนหนึ่งไม่เห็นด้วย กลายเป็นไม่มีใครยอมรับเรา หรือแผนวันนี้ผิดพลาด กลายเป็นอนาคตทั้งหมดคงพังตามไปด้วย
เมื่อรู้ทัน เราก็มีโอกาสกลับมาดูเหตุการณ์ตามขนาดที่มันเป็น แล้วพิจารณาว่าเหตุปัจจัยใดยังขาด อะไรปรับได้ อะไรต้องใช้เวลา และอะไรเกินขอบเขตที่เราจะกำหนด การเห็นตามจริงช่วยให้ใช้แรงกับสิ่งที่ทำได้ แทนที่จะหมดแรงไปกับการเรียกร้องว่าเหตุการณ์นี้ไม่ควรเกิดขึ้นเลย
ความเป็นเช่นนั้นเองยังเปิดพื้นที่ให้ความเปลี่ยนแปลงด้วย เมื่อสิ่งต่าง ๆ อาศัยเหตุปัจจัย เราก็เรียนรู้ที่จะสร้างเหตุปัจจัยที่ดีขึ้นได้ งานที่มีปัญหาก็ปรับวิธีทำ ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนก็พูดคุยกันใหม่ สิ่งที่ยังไม่รู้ก็ศึกษาเพิ่มเติม การยอมรับความจริงในวันนี้จึงไปด้วยกันได้กับความพยายามทำวันข้างหน้าให้ดีขึ้น
ความ “สบายๆ” ในมุมนี้มีทั้งความเข้าใจและการลงมือทำอยู่ด้วยกัน เราทำหน้าที่อย่างใส่ใจ แต่ค่อย ๆ ลดข้อเรียกร้องว่าผลต้องตรงกับความต้องการทุกครั้ง ชีวิตยังมีปัญหาให้แก้ มีเรื่องให้เสียใจ และมีสิ่งให้เริ่มต้นใหม่ เพียงแต่ใจไม่ต้องแบกความคิดว่าทั้งโลกควรเป็นไปตามแผนของเรา
เมื่อกลับมาฟัง “สบาย สบาย” เพลงรักเพลงนี้จึงชวนให้คิดไปได้ไกลถึงวิธีอยู่กับชีวิต เราอยู่เรียนรู้กันไปได้ทั้งในวันที่สุขและทุกข์ และเมื่อสิ่งที่เคยคุ้นเปลี่ยนไป ก็ฝึกมองมันด้วยความเข้าใจมากขึ้นทีละน้อย
สบายๆ เพราะทุกสิ่งเป็นเช่นนั้นเอง คือความเบาใจที่ค่อย ๆ เกิดขึ้น เมื่อเราเห็นว่าชีวิตดำเนินไปตามเหตุปัจจัย เราจึงดูแลส่วนที่ทำได้ เรียนรู้จากผลที่เกิดขึ้น และพร้อมปรับตัวเมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน โลกยังเคลื่อนไหวอยู่ทุกวัน ส่วนใจก็ค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะอยู่กับโลกนั้นอย่างไม่ต้องฝืนมันตลอดเวลา
อ้างอิงคำสอนท่านพุทธทาส
-
พุทธทาสภิกขุ. ประมวลคำสอนเรื่อง “ตถตา” หรือ “ความเป็นเช่นนั้นเอง”
- พุทธทาสภิกขุ. ทุกอย่างเป็นเช่นนั้นเอง, ชุดธรรมะใกล้มือ ลำดับที่ 11/53, หน้า 41. ธรรมบรรยายวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2522.
- พุทธทาสภิกขุ. ตถตาช่วยได้, หน้า 55–56.
- พุทธทาสภิกขุ. สิ่งทั้งปวงมันเป็นอย่างนั้นเอง, เผยแพร่โดยหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ.